ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของวงการบันเทิงในปี 2026 อุตสาหกรรมภาพยนตร์กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ท้าทายความเชื่อเดิมๆ ที่ว่าโรงหนังมีไว้สำหรับฉายหนังใหม่เท่านั้น

เมื่อเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา Netflix ได้นำตอนจบของซีรีส์ยอดฮิตอย่าง Stranger Things มาฉายในโรงหนัง 620 แห่งทั่วสหรัฐฯ ปรากฏว่าเพียงวันเดียวก็ทำเงินไป 25 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 780 ล้านบาท) โดยตัวเลขนี้เกือบจะเทียบเท่ากับวันเปิดตัวของ Avatar ภาค 3 (เฉพาะในสหรัฐฯ) เลยทีเดียว และมากกว่ารายได้ของหนังเรื่องอื่นๆ ที่ฉายในเวลาเดียวกัน

เรื่องนี้น่าสนใจเนื่องจากข้อกำหนดทางสัญญาทำให้ตั๋วหนังเหล่านี้ “ฟรี” แต่ผู้ชมกลับยินดีจ่ายเงิน 20 ดอลลาร์ (ประมาณ 625 บาท) เพื่อซื้อแพ็กเกจอาหารและเครื่องดื่มเพื่อจองที่นั่งแทน โดยตามรายงานระบุว่ามีแฟนๆ ซีรีส์เรื่องนี้กว่า 1 ล้านคนที่ซื้อแพ็กเกจ

รายได้ส่วนนี้จึงตกเป็นของโรงหนังเต็มๆ โดยไม่ต้องแบ่งส่วนแบ่งให้กับผู้จัดจำหน่ายเหมือนภาพยนตร์ทั่วไป และนี่กำลังกลายเป็นโมเดลธุรกิจแบบใหม่ที่สร้างกำไรให้กับเจ้าของโรงหนังท่ามกลางภาวะที่รายได้จากการฉายหนังแบบปกติเริ่มไม่มีความแน่นอน โดยที่ฝ่ายแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งก็สามารถใช้เป็นประโยชน์ในการโปรโมท 

ปรากฏการณ์นี้เป็นการสะท้อนว่า Event Cinema หรือการนำคอนเทนต์ต่างๆ ตั้งแต่บันทึกการแสดงสดละครเวทีบรอดเวย์ชื่อดังอย่าง Hamilton หนังคอนเสิร์ตของ Taylor Swift หรือแม้กระทั่งคอนเทนต์ในแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง เช่น หนัง KPop Demon Hunters และล่าสุดกับตอบอวสานของซีรีส์ Stranger Things ที่ยาวถึง 2 ชั่วโมงครึ่งมาฉายในโรงแบบจำกัดเวลา เริ่มเป็นเทรนด์และแหล่งรายได้ใหม่ของโรงหนังยุคนี้ไปแล้ว

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Event Cinema ประสบความสำเร็จ คือการที่เส้นแบ่งระหว่างความบันเทิงในบ้านกับความบันเทิงในโรงหนังมีแต่จะยิ่งจางลงไป

เพราะในยุคนี้หนังใหม่ๆ แทบทุกเรื่องจะลงสตรีมมิ่งภายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ จนเทียบไม่ได้เลยกับการรอหลายเดือนกว่าที่หนังใหม่จะลงวิดีโอหรือวีซีดีให้ซื้อหรือเช่าจากร้านไปดูที่บ้านเหมือนในอดีต ดังนั้นผู้ชมจึงเริ่มมีพฤติกรรมรอดูผ่านสตรีมมิ่งกันมากขึ้น และหลังจากที่ Netflix ปิดดีลฮุบ Warner แล้ว กรอบเวลาดังกล่าวคงจะสั้นลงไปอีกอย่างเห็นได้ชัด

แต่ในขณะเดียวกัน ผู้คนก็ยังคงอยากแต่งตัวออกจากบ้านเพื่อออกไปรวมตัวกัน เพื่อแสดงถึงความเป็นแฟนตัวจริง (พลังด้อม) ซึ่งช่วยเพิ่มสีสัน อรรถรส และอารมณ์ร่วมในการดูคอนเทนต์แบบที่การนั่งดูเพียงลำพังที่บ้านให้ไม่ได้ ไม่ว่าจอโทรทัศน์จะใหญ่และระบบเสียงจะดีแค่ไหนก็ตาม

ส่วนถ้ามองผ่านเลนส์ทางเศรษฐศาสตร์ การจ่ายเงินค่าตั๋วหนังยังถือเป็นทางเลือกที่เข้าถึงง่ายและราคาถูกกว่าการไปดูคอนเสิร์ตหรือกีฬาของจริง นี่ทำให้โรงหนังปรับตัวนำคอนเทนต์คอนเสิร์ตและสารคดีกีฬามาฉาย พร้อมนำหนังเก่าดังๆ กลับมาฉายเพื่อเอาใจผู้ชมที่ต้องการสัมผัสความคลาสสิกบนจอใหญ่อีกครั้ง

จากทั้งหมดจึงสรุปได้ว่า ความสำเร็จของ Stranger Things ในโรงหนัง กำลังส่งสัญญาณชัดเจนว่าต่อจากนี้โรงหนังจะไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ฉายหนังใหม่ๆ ในแต่ละสัปดาห์ แต่จะกลายเป็นที่รวมตัวของผู้คนที่มีความชอบเหมือนกันมาทำกิจกรรมร่วมกัน

ดังนั้นตราบใดที่โรงหนังยังสามารถมอบบรรยากาศและประสบการณ์ที่ความสะดวกสบายที่บ้านเลียนแบบไม่ได้ ธุรกิจนี้ก็ยังคงอยู่รอดต่อไป / theguardian 


ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer