ซุปเปอร์ ริชสีเขียว โชว์รายได้โต 43% ลุ้นปีนี้โต 20% ส่วนสาขาปิดไป 3 เหตุพื้นที่ทับซ้อน ทราฟฟิดไม่โต เตรียมเปิดเพิ่ม 1 สาขา เชื่อตลาดยังเติบโตอีกมาก เพราะนักท่องเที่ยวชอบเที่ยว ส่งผลให้การแข่งขันเพิ่มขึ้น
สิตามนินท์ สุสมาวัตนะกุล กรรมการผู้จัดการสายงานพัฒนาธุรกิจ บริษัท ซุปเปอร์ริช (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวว่า ปีที่ผ่านมา ซุปเปอร์ริช สีเขียว มีรายได้เกินกว่าเป้าหมายอยู่ที่ 112,000 ล้านบาท จากปีก่อนที่มีรายได้ 77,000 ล้านบาท เติบโต 43% สัดส่วนกำไรโต 25% ตั้งเป้าปีนี้โตไม่น้อยกว่า 20%
ปัจจุบันมีทั้งหมด 12 สาขา ลดลงจากปีก่อน 3 สาขา ได้แก่ สาขาเอเชียทีค สาขาท่ามหาราช สาขา BTS ช่องนนทรี เนื่องจากสาขาอยู่ใกล้กันเกินไป ทำให้ยอดทราฟฟิคน้อยกว่าที่อื่นๆมาก ที่ได้เฉลี่ย 500 ครั้ง/วัน จึงไม่คุ้มที่จะเปิดต่อ
พนักงานที่เหลือจึงถูกย้ายไปยังสาขาอื่นๆที่มีความต้องการเพิ่มสูงขึ้นได้แก่สาขาเอ็มโพเรียมพระราม 9 และสุวรรณภูมิ โดยมีการเปิดพนักงานมาเป็น 4-5 คน จากเดิมที่มี 2-3 คน โดยมีการเพิ่มขึ้นมาอีก 1 เคาเตอร์ ปีนี้วางแผนที่จะเปิด 1 สาขา

ลูกค้าส่วนใหญ่ 60% เป็นคนไทย อีก 40% เป็นชาวต่างชาติ เช่น จีน ไต้หวัน ฮ่องกง มีการแลกเฉลี่ย 20,000 – 30,000 บาทต่อครั้ง สกุลเงินที่นิยมแลกได้แก่ ดอลลาร์สหรัฐ ที่คิดเป็นสัดส่วนการแลกกว่า 25% รองลงมาเป็นเงินเยน 20% และยูโร 10%
ปัจจุบันมีสกุลเงินที่ให้แลกทั้งหมด 34 สกุล มีเงินหมุนเวียนวันละ 200 -300 ล้านบาท โดยสกุลเงินในฝั่งเอเชีย ทั้งสิงค์โปร มาเลเซีย เวียดนาม พม่า ได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะใกล้ ไปสะดวก ด้านสายสายการบินโลคอสเองก็เปิดเส้นทางพวกนี้มากขึ้น โดยสกุลเงินที่มีแนวโน้มอาจจะนำมาให้แลกเร็วๆนี้ ได้แก่ ศรีลังกา ปราก และไอซ์แลนด์
“ความท้าทายในการทำธุรกิจมีเพิ่มขึ้นอย่างมาก เพราะอย่างที่รู้ใครๆก็อยากเข้ามาเพราะแนวโน้มนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น เราจึงไม่ได้ครองอาณาจักรนี้คนเดียวอีกต่อไป อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีทำให้เราต้องปรับตัวใหัทันการเปลี่ยนแปลง แม้จะมีจุดแข็งที่ทุกสาขามีเรทเท่ากันก็ตาม”
นอกจากนี้พฤติกรรมของลูกค้าก็เปลี่ยนแปลงไปเช่นกันเพราะเดิมผู้บริโภคจะนิยมแลกก่อนหน้าที่จะมีการเดินทางแค่วันนี้มักจะแลกไว้ล่วงหน้าบางทีเช็คราคาแล้วเห็นว่าถูกก็จะแลกไว้ก่อนซุปเปอร์ริชสีเขียว จึงได้เพิ่มเทคโนโลยีต่างๆที่จะเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกกันลูกค้า ไว้สำหรับติดต่อ ทั้ง ไลน์ คอลเซ็นเตอร์ เว็บไซต์
รวมไปถึงมีการจัดโปรโมชั่นผ่านการร่วมมือต่างๆเช่นการจับมือกับคิงพาวเวอร์ที่ให้สมาชิกสามารถแลกในอัตราที่ถูกกว่า 0.05% ภายใต้วงเงิน 150,000 บาท ล่าสุดได้เพิ่งเป็น 500,000 บาท ส่วนในเดือนมิถุยนยนนี้ก็จะทำโปรให้ส่วนลดเช่าพ็อกเก็ตไวไฟ

ทั้งนี้ตลาดแลกเงินต่างประเทศในปีที่ผ่านมามีมูลค่า 660,000 ล้านบาท เติบโต 54% โดยมีปัจจัยที่ส่งเสริมให้ตลาดเติบโตแบบก้าวกระโดดทั้งนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวที่กระตุ้นให้คนเดินทางมากขึ้นนอกจากนี้จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าประเทศก็เติบโตต่อเนื่อง
ขณะเดียวกันสนามบินก็มีการปรับปรุงเพื่อรองรับจำนวนนักเที่ยวอีกทั้งสายการบินโลคอสเองก็มีการเปิดเส้นทางบินใหม่ๆส่งผลให้จำนวนร้านรับแลกเงินก็เปิดเพิ่มอีกกว่า 100 สาขา จาก 1,900 สาขา เป็น 2,097 สาขา ส่วนใหญ่เป็นร้านค้าย่อยๆ
ปัจจุบันร้านแลกเงิน 50% ของทั้งตลาดอยู่ในภาคใต้ เนื่องจากนักท่องเที่ยวนิยมไป อีก 40% อยู่ในภาคกลางโดยเฉพาะกรุงเทพ และที่เหลืออีก 10% กระจายไปยังจังหวัดที่เป็นเมืองท่องเที่ยวอื่นๆ
อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline
