ในช่วงโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อหลายธุรกิจ แต่เชื่อหรือไม่ยังมีกลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลกระทบน้อยและยังเติบโตอยู่เป็นอย่างดีในช่วงนี้ นั่นคือกลุ่มธุรกิจคลังสินค้าและโลจิสติกส์ที่ยังเติบโตได้ดีอย่างต่อเนื่อง

ซึ่งผู้ประกอบการที่เป็นหนึ่งในผู้นำในอุตสาหกรรมการพัฒนาคลังสินค้าเพื่อรองรับระบบโลจิสติกส์ในประเทศไทย คือ กลุ่มบริษัทดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งกลไกสนับสนุนการเติบโตของบริษัทส่วนหนึ่ง คือ การระดมทุนผ่านกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าดับบลิวเอชเอ พรีเมี่ยม โกรท (WHART)

ถ้ามาดูประวัติการเติบโตในอดีตของกองทรัสต์ WHART จะพบว่ากองทรัสต์ WHART มีการเข้าซื้อทรัพย์สินในทุกปีตั้งแต่จัดตั้งในปี 2557 ที่ผ่านมา ซึ่งจากประวัติในอดีต กองทรัสต์ WHART มีการเติบโตของรายได้และกำไรสุทธิของกองทรัสต์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งสร้างผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอให้กับผู้ลงทุนได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้ ปัจจัยสนับสนุนการเติบโตมาจากการเติบโตของอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ในประเทศไทย ที่สนับสนุนความต้องการเช่าคลังสินค้าเพื่อรองรับการขนส่งดังกล่าว ซึ่งคลังสินค้าของ WHART กระจายตัวอยู่ในที่ตั้งยุทธศาสตร์ของประเทศไทย ได้แก่ โซนบางนา-ตราด ที่เป็นศูนย์กระจายสินค้าที่ใกล้กรุงเทพฯ สุวรรณภูมิ และเดินทางไปยังนิคมอุตสาหกรรมได้ง่าย โซนวังน้อย พื้นที่สำคัญในการกระจายสินค้าไปยังภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ และ โซน EEC ที่กำลังมีการเติบโตอย่างเห็นได้ชัด จากการสนับสนุนของภาครัฐ

นอกจากนี้ ผู้เช่าคลังสินค้าของกองทรัสต์ WHART ยังเป็นผู้เช่าที่มีชื่อเสียง และอยู่ในอุตสาหกรรมหลากหลาย รวมถึงอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตอย่าง ธุรกิจ E-Commerce ซึ่งเพิ่มระดับความฮอตมากขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้ Supply Chain โลจิสติกส์ ศูนย์กระจายสินค้าและคลังสินค้าระดับพรีเมียมของ WHART สามารถตอบรับการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้ได้เป็นอย่างดี

ล่าสุดกับการเพิ่มทุนของทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าดับบลิวเอชเอ พรีเมี่ยม โกรท หรือ WHART ที่เตรียมเพิ่มทุนครั้งที่ 6 ในปีนี้เพื่อลงทุนทรัพย์สินเพิ่มเติม มูลค่าไม่เกิน 5,549.72 ล้านบาท”

หากใครติดตามข่าวการเพิ่มทุนของ WHART จะทราบดีว่า WHART มีการเพิ่มทุนเกือบทุกปี แต่ที่พิเศษในครั้งนี้คือการนำเงินไปลงทุนในทรัพย์สินเพิ่มเติม โดยมีผู้เช่าที่เป็นบริษัทชั้นนำ ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เติบโตพร้อมสัญญาเช่าเฉลี่ยมากกว่า 10 ปี

สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของกองทรัสต์ WHART ที่เป็นหนึ่งในกองทรัสต์ที่มีพื้นที่ภายใต้การบริหารมากที่สุด และยังได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ A ด้วยแนวโน้ม “Stable” จากทริสเรตติ้ง ซึ่งแสดงถึงศักยภาพและคุณภาพทรัพย์สินของกองทรัสต์ และมีรายได้ที่มั่นคงในระยะยาวจากรายได้ค่าเช่า

ทีนี้มาดูรายละเอียดการเพิ่มทุนครั้งนี้ของ WHART กัน

การเพิ่มทุนของกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าดับบลิวเอชเอ พรีเมี่ยม โกรท หรือ WHART ครั้งนี้เป็นการประกาศเพิ่มทุนครั้งที่ 6 เพื่อเข้าลงทุนในทรัพย์สินเพิ่มเติมครั้งที่ 7 จำนวน 3 โครงการ มูลค่ารวมไม่เกิน 5,549.72 ล้านบาท

โดยทรัพย์สินที่จะขายเข้ากองทรัสต์ WHART เป็นโครงการศูนย์กระจายสินค้าและคลังสินค้าระดับพรีเมียม ประเภท Built-to-Suit จำนวน 2 โครงการ และ General Warehouse 1 โครงการ แบ่งเป็นพื้นที่เช่าอาคารรวมประมาณ 184,329.00 ตารางเมตร และพื้นที่เช่าหลังคา ประมาณ 23,205.00 ตารางเมตร

สำหรับทรัพย์สิน 3 โครงการที่กองทรัสต์ WHART จะเข้าลงทุนในครั้งนี้ ประกอบด้วย

โครงการ WHA Mega Logistics Center (วังน้อย 62) ตั้งอยู่ที่ อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นโครงการประเภท Ready-Built โดยมีพื้นที่เช่าอาคารรวมประมาณ 24,150.00 ตารางเมตร และพื้นที่เช่าหลังคารวมประมาณ 23,205.00 ตารางเมตร บนเนื้อที่ที่ดินกว่า 26 ไร่

โครงการ WHA Mega Logistics Center (ถนนบางนา-ตราด กม. 23 โปรเจกต์ 3) ตั้งอยู่ที่ อำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ เป็นโครงการประเภท Built-to-Suit โดยมีพื้นที่เช่าอาคารรวมประมาณ 30,040.00 ตารางเมตร บนเนื้อที่ที่ดินกว่า 31 ไร่

โครงการ WHA E-Commerce Park ตั้งอยู่ที่ อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นโครงการประเภท Built-to-Suit โดยมีพื้นที่เช่าอาคารรวมประมาณ 130,139.00 ตารางเมตร บนเนื้อที่ที่ดินกว่า 137 ไร่

ทั้ง 3 โครงการตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ด้านโลจิสติกส์ของไทย และมีกลุ่มผู้เช่าที่เป็นบริษัทชั้นนำอย่าง Alibaba Group, Shopee Xpress และ TD ตะวันแดง ด้วยสัญญาเช่าระยะยาวเฉลี่ยนานถึง 10.7 ปี  ทำให้ภายหลังการลงทุนเพิ่มเติมในครั้งนี้ จะทำให้กองทรัสต์ WHART มีอายุสัญญาเช่าเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นจาก 3 ปี เป็น 3.5 ปี เสริมสร้างความมั่นคงให้แก่รายได้ของกองทรัสต์ นอกจากนี้ ยังทำให้กลุ่มธุรกิจผู้เช่าของกองทรัสต์มีความหลากหลายและกระจายตัวดียิ่งขึ้น โดยภายหลังการเข้าลงทุนจะทำให้กองทรัสต์ WHART มีสัดส่วนผู้เช่ากลุ่มธุรกิจ E-Commerce เพิ่มขึ้นจาก 6% เป็น 17% ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจเติบโตสูงและเป็น Megatrend ในอนาคต จุดนี้จะช่วยกระจายความเสี่ยงให้กับกองทรัสต์ WHART ในทรัพย์สินที่ลงทุนมากขึ้น

ปัจจุบันกองทรัสต์ WHART คือ กองทรัสต์ที่มีโครงการภายใต้การบริหารมากถึง 31 โครงการ มีพื้นที่ภายใต้การบริหารมากถึง 1,398,352 ตร.ม. และมีมูลค่าทรัพย์สินรวมกว่า 42,000 ล้านบาท

หลังการเพิ่มทุนรอบนี้จะทำให้พื้นที่ภายใต้การจัดการของ WHART เพิ่มขึ้นเป็น 1,582,681 ตร.ม. หรือเพิ่มมาประมาณ 13% ของพื้นที่เช่ารวมปัจจุบันของกองทรัสต์ และทำให้มูลค่าทรัพย์สินรวมของกองทรัสต์เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 48,000 ล้านบาท โดยมีประมาณการผลตอบแทนภายหลังการเพิ่มทุนอยู่ที่ 0.80 บาทต่อหน่วย เพิ่มขึ้นจาก 0.79 บาทต่อหน่วยก่อนการเข้าลงทุนในทรัพย์สินเพิ่มเติมครั้งนี้

ด้วยวิสัยทัศน์และการลงทุนยังคงมุ่งเน้นโครงการประเภทศูนย์กระจายสินค้า คลังสินค้าและโรงงานประเภท Built-to-Suit ระดับพรีเมียม ที่ครบทั้งระบบสาธารณูปโภค-พลังงาน และ Digital Infrastructure โดยผู้เช่าส่วนใหญ่เป็นบริษัทชั้นนำในหลากหลายอุตสาหกรรมและหลากหลายเชื้อชาติ มีสถานะทางการเงินที่มั่นคง และมีสัญญาเช่าระยะยาว ภายใต้การบริหารทรัพย์สินแบบมืออาชีพของ WHA Group เชื่อว่านี่คืออีกหนึ่งโอกาสการลงทุนในกองทรัสต์ที่มีคุณภาพสูง รายได้มั่นคง และมีการจ่ายประโยชน์ตอบแทนที่สม่ำเสมอ

 

สำหรับผู้ที่สนใจลงทุนในกองทรัสต์ WHART ผู้ถือหน่วยทรัสต์เดิมที่มีสิทธิสามารถจองซื้อได้ระหว่างวันที่ 8-12 พ.ย. 2564 บุคคลทั่วไป * ระหว่างวันที่ 16-19 พ.ย. 2564 ผ่านช่องทาง K-My Invest (https://www.kasikornbank.com/kmyinvest) และที่ธนาคารกสิกรไทยทุกสาขา

ผู้ลงทุนสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) โทร. 0 2888 8888 หรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมที่ http://www.sec.or.th หรือ www.whareit.com

* การจัดสรรขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้จัดการการจัดจำหน่าย

คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

 

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน