1.The Quintessential Self – เรียกความฟิต/ปรับสมดุลจิตทั้งทีต้องหรูล้ำ : ปัจจุบันผู้คนให้มาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้นเห็นได้จากคอร์สออกกำลังกายรูปใหม่ๆ ตามฟิตเนสที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด รวมถึงอุปกรณ์ที่สามารถสวมใส่ได้ (Wearable Tech) และ App บน Mobile Device มากมายช่วยกิจกรรมสร้างสุขภาวะทั้งกายใจ ให้สะดวกขึ้นที่ทยอยออกสู่ตลาด แต่ถ้าอยากให้คนกระเป๋าหนักหันมาสนใจทุกอย่างที่กล่าวมา ต้องเพิ่ม ความอัจฉริยะ ความแปลกใหม่ หรูหราและหายากขั้นกว่าเข้าไปด้วย เพราะผู้บริโภคกลุ่มนี้อยากใช้ของเสริมภาพลักษณ์และใครๆ ต่างอิจฉาทุกครั้งเมื่อพูดถึงหรือ Share บน Social Media
อีกสาเหตุที่ทำให้ Trend นี้เติบโตยังมาจากเศรษฐกิจประสบการณ์ (Experience Economy) ที่ผู้บริโภคเฟ้นหากิจกรรมหรือผลิตภัณฑ์เพื่อเติมเต็มความต้องการและคุณค่าทางใจ โดยแบรนด์ที่อยากร่วมขบวนต้องจำไว้ว่าตอนนี้ตลาดสินค้าเพื่อพัฒนาศักยภาพตนเองขึ้นสู่กระแสหลักแล้ว ดังนั้นสิ่งที่จะเสนอให้คน High-End ต้องแน่ใจว่าพิเศษเหนือระดับคู่ควรกับพวกเขา

The Quintessential Self Showroom
Samsung S2 By De GRISOGONO : Samsung จับมือ De GRISOGONO แบรนด์เครื่องประดับหรูหราในสวิตเซอร์แลนด์ เปิดตัว Gear S2 – Smartwatch ล้อมเพชรรอบหน้าปัดทอง สายรัดทำจากหนังปลาฉลามดำขลับ ราคาเรือนละ 15,000 เหรียญสหรัฐฯ (ราว 510,00 บาท) ใครอยากได้ไปครองต้องสั่งทำเท่านั้น


Seabourn : มกราคมปีหน้าเรือสำราญของบริษัทชื่อเดียวกันในสหรัฐ เตรียมพาผู้โดยสารที่พร้อมจ่าย 5,000 เหรียญสหรัฐฯ (ราว 170,000 บาท) จะได้เรียนโยคะ ทำสมาธิ รับคำปรึกษาจากจิตแพทย์ บำบัดปัญหาชีวิต เข้าคอร์สสร้างสุขภาวะทั้งกายใจ กลางทะเล

 

2.V.I.D – เกราะทองป้องกันข้อมูลสำคัญ : ทุกวันนี้ Internet , Smart Device และ Social Media ทำให้การเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวได้ง่ายขึ้น เปิดทางให้แบรนด์สามารถทราบข้อมูลต่างๆ ทั้งรสนิยม ประวัติการซื้อสินค้าและพิกัดร้านที่ใช้บริการของผู้บริโภคที่เชื่อมต่อกันผ่านเทคโนโลยีไร้สายต่างๆ (Connected Consumer) จนการสำรวจความคิดเห็นและแบบสอบถามต่างลดความสำคัญลงไป
ทว่าตามรายงานของ Knight Frank บริษัทที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ชื่อดังระบุว่า 39% กลุ่มคนที่รายได้สูงมาก (Ultra High Net Worth Individual UHNWI) ไม่พอใจกับเรื่องนี้ พวกเขาจึงพร้อมใช้รายได้ที่มีเหลือเฟือ จ่ายไปเพื่อปกป้องข้อมูลสำคัญ (Very Important Data -V.I.D) โดยแบรนด์ที่สน Trend นี้ หากไม่ได้อยู่ในวงการเทคโนโลยี ก็สามารถร่วมมือกับองค์กรที่ถนัดเรื่องนี้ เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์สร้างความอุ่นใจให้ผู้บริโภคเปี่ยมความมั่งคั่งได้
V.I.D Showroom
Bvlgari Vault : App ปกป้องข้อมูลสำคัญใน Smartphone ทั้งบนระบบปฏิบัติการ Android และ iOS ซึ่ง Bvlgari แบรนด์สินค้าหรูอิตาลีทำร่วมกับ WISeKey บริษัทรักษาความปลอดภัยข้อมูล Digital โดยข้อมูลทั้งเก็บอยู่ Cloud ความจุ 3 GBของบริษัทหลัง เข้าถึงได้ผ่าน 4 วิธีตามที่เลือก เช่นระบบจดจำใบหน้า ค่าบริการปีละ 53 เหรียญสหรัฐฯ (ราว 1,800 บาท) ต่อปี

 

3.Premium Redeem – แบรนด์หรูขอทำดี : ใครเป็นมหาเศรษฐีต่างต้องถูกจับจ้องจากสังคม แต่ประเด็นที่พูดถึงกันทุกวันนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว เปลี่ยนจากวิธีสร้างความมั่งคั่งมาเป็นช่องทางที่เขาเหล่านั้นนำเงินไปใช้ตอบแทนสังคม ให้มูลนิธิการกุศลหรือมอบให้องค์กรแก้ไขสารพัดปัญหาที่โลกประสบอยู่ Bill Gates และ Mark Zuckerberg คือตัวอย่างของที่ดีในเรื่องนี้ แบรนด์ บริษัท หรือบุคคลที่เห็นด้วยว่าวิธี “ให้ไป” สำคัญไม่แพ้การ “ได้มา” จึงผลักดัน Campaign หรือผลิตภัณฑ์ที่มีจุดประสงค์ดีออกมา โดยส่วนใหญ่ยังเข้าข่ายสินค้าหรู ทั้งด้วยราคาหรือการเป็นโฆษณาของแบรนด์ระดับ Premium
Premium Redeem Showroom
Fog Point : Hangar One โรงกลั่นสุราในนคร San Francisco รัฐ California ของสหรัฐจับมือกับ Fogquest องค์กรอิสระ (NGO) เพื่อการบริหารจัดการน้ำและ Bonny Doon ไร่องุ่นที่ใช้น้ำตามแนวทางเกษตรยั้งยืน นำไอน้ำจากหมอกมาทำไวน์ โดยไวน์ชื่อเดียวกับ Campaign ใช้เวลาผลิตทั้งหมด 6 เดือน ราคาขวดละ 125 เหรียญสหรัฐฯ (ราว 4,250 บาท) กำไรทั้งหมดมอบให้กับหน่วยงานอนุรักษ์ใน California

Dream Again : หนังโฆษณาจาก SK-II แบรนด์ครีมลดริ้วรอยในเครือ P&G เล่าเรื่องกลุ่มสาวเอเชียวัยทำงานหลาย คนที่มาปรึกษาจิตแพทย์ เพราะอึดอัดกับชีวิตปัจจุบัน คุณหมอก็ขอให้พวกเธอเผยเรื่องที่อยากทำครั้งยังเยาว์วัยและ ทุกคนต่างบอกว่า ภาระหน้าที่ไม่เอื้อต่อการสานฝัน แต่ที่สุดพวกเธอก็ยอมทำ “เรื่องที่เคยฝันไว้อีกครั้ง” หลังหมอเกลี่ยกล่อมและสร้างรอยยิ้มให้ เมื่อรู้ว่าหมอพูดตามเสียงความอยากรู้ของสาวน้อยที่นั่งอยู่อีกห้อง

 

4.Extravagance Economy – หรูตามสั่ง : อีกครั้งที่ Internet ,App และ Mobile Device เป็นกลไกสำคัญผลักดัน Trend พร้อมจับคู่ความต้องการที่ “มากกว่า” ของผู้บริโภคและสิ่งที่แบรนด์มี เพื่อส่งมอบให้ได้ใช้ สวมใส่ และครอบครอง ทุกที่ทุกเวลา เพียงปลายนิ้วสัมผัส ทั้งหมดนี้จึงยกระดับให้การบริโภคแบบ On Demand เลื่อนขั้นขึ้นสู่ “หรูตามสั่ง”
Extravagance Economy Showroom
Quiero Taxi Exotico : บริการเรียก Taxi ผ่าน App ใน Cancun เมืองตากอากาศทางตะวันออกเฉียงใต้ของ Mexico สร้างความแตกต่างด้วยรถ Super Car หลายแบรนด์ เช่น Lamborghini และ Ferrari ค่าบริการต่างกันไปตามรถที่เลือก หวังจับกลุ่มนักท่องเที่ยวเงินหนาและแย่งลูกค้าของ Uber


The Drop Off : มื้อค่ำแบบครบวงจร ระดับ Premium ภายใน 24 ชั่วโมง เรียกผ่าน App ของ Hunter VII Hunter บริษัทรับจัดเลี้ยงในอังกฤษ ให้บริการเฉพาะในกรุง London ของอังกฤษ ลูกค้าเลือกได้หมดทั้งประเภทอาหาร ไวน์ รูปแบบการจัดดอกไม้ สไตล์การจัดโต๊ะ ค่าบริการคนละ 49 ปอนด์ (ราว 1,935 บาท)

 

5.Post Demographic Luxury – เลิศได้ ไม่ต้องสนกรอบ : โลกหมุนไป หลายสิ่งอย่างเปลี่ยนตาม รวมถึงกรอบกำหนดกลุ่มผู้บริโภคด้วย โดยอายุ เพศ ที่อยู่ และรายได้ อาจลดความสำคัญลงไป เพราะพวกเขามีอิสระในการ “กิน อยู่ ใช้” ตามใจ ตามรสนิยมได้มากขึ้น หลัง Internet เปิดทางให้เข้าถึงข้อมูลได้มากมายอย่างไม่เคยมีมาก่อน จนแบรนด์หรูต้องปรับตาม โดยเฉพาะกำหนดตำแหน่งของแบรนด์ใหม่ (Repositioning) เพื่อให้สอดรับรสนิยมใหม่ ความคาดหวังใหม่ของผู้บริโภค ซึ่งชัดเจนว่าต่างไปจากเดิม
Post Demographic Luxury Showroom
Lamborghini Urus : แต่ไหนแต่ไรมา Lamborghini เป็นแบรนด์รถที่เน้นเรื่องความแรง ดุดัน ซึ่งเป็นที่ไฝ่ฝันของผู้ชายทุกคน ตามภาพลักษณ์ของรถ Super Car ทว่าอีก 1 – 2 ปีข้างหน้า ค่าย “กระทิงดุ” เตรียมลดความดุดันลงแล้วหันไปจับตลาดครอบครัวและสาวโสดด้วยรถเอนกประสงค์ (SUV) ด้วยรุ่น Urus ตามนโนบายของซีอีโอ Stefano Demenicali ที่ว่า “กระทิงดุดันก็สามารถอ่อนโยนได้เหมือนกัน”

 


RM 68-01 Tourbillon Cyril Kongo : รุ่นพิเศษของแบรนด์สุดยอดนาฬิกาหรูสัญชาติสวิส ชื่อเดียวกับผู้ก่อตั้งจับมือกับ Cyrill “Kongo” Phan ศิลปิน Graffiti ชาวฝรั่งเศสเชื้อสายเวียดนามชื่อดัง ซึ่งคนหลังบรรจงพ่นลวดลายสีสันลงบนกลไกและฟันเฟืองของนาฬิกา แม้จะราคาสูงถึง 685,000 เหรียญสหรัฐฯ (ราว 23 ล้านบาท) แต่ผลิตจำกัดเพียง 30 เรือนแต่ทั้งหมดก็ถูกจับจองเรียบร้อย

 

ที่มา : trendwatching.com