ถามคน 100 คน ว่าใครอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเองบ้าง เชื่อว่า 80 กว่าคนต้องตอบว่า ‘อยากมี’ และหากถามต่อว่า เมื่อเริ่มธุรกิจได้แล้ว อยากขออะไรมากที่สุด…แน่นอนว่าคำตอบนั้นมีหลากหลายแน่นอน แต่สิ่งสุดท้ายที่เป็นคำถามให้ชวนคิดคือ แล้วจะทำธุรกิจให้รอดได้อย่างไร

จะรอดหรือไม่รอด ขึ้นอยู่ที่ 2 เรื่อง เรื่องแรกคือ ‘วิธีคิด’ อีกเรื่องคือ ‘วิธีทำ’ เพราะวิธีคิดจะส่งผลถึงวิธีทำเสมอ

แนวคิดการทำธุรกิจมีมากมายให้เดินตาม แต่หนึ่งแนวคิดที่จะนำเสนอในวันนี้คือ แนวคิดในการทำธุรกิจให้ยั่งยืนที่เหมือนกับวิธีการขับรถดี ๆ

1 มีเป้าหมายชัดเจน เมื่อทำธุรกิจของตัวเอง การมีเป้าหมายที่ชัดเจนนั้นสำคัญมากโดยต้องตอบตัวเองให้ได้ว่าภาพรวมธุรกิจในจินตนาการเป็นอย่างไร ใหญ่โตแค่ไหน หน้าตาเป็นอย่างไร ทำธุรกิจนั้นไปเพื่ออะไร เพื่อแก้เหงา เพื่อพิสูจน์ตัวเอง เพื่อเงิน ฯลฯ อาจฟังดูเหมือนคำถามขำ ๆ แต่คุณอาจไม่รู้ว่ามันจะเป็นตัวกำหนดวิธ๊การทำงานของคุณไปตลอด คุณทำธุรกิจนั้นเพื่อใคร หรือแปลได้ว่า ใครควรจะเป็นลูกค้าคุณ

2 เลือกรถให้เหมาะ ความหมายแรกคือ ต้องเลือกรถที่เหมาะสมกับเป้าหมายและความสามารถในการขับขี่ของคุณเอง ถ้าเริ่มธุรกิจใหม่คุณอาจไม่จำเป็นต้องทำอะไรเกินตัว (อย่าซื้อรถสปอร์ต 30,000 แรงม้า ถ้าเพิ่งสอบใบขับขี่ผ่าน) สิ่งที่ควรทำคือ เริ่มต้นธุรกิจด้วยต้นทุนต่ำสุด แต่ไม่กระทบคุณภาพสินค้าและบริการ

ความหมายถัดมาคือ เลือกรถที่เหมาะกับเส้นทางและสภาพถนน รถใหญ่อาจไม่เหมาะกับถนนแคบ ๆ เช่นเดียวกับจุดสำคัญที่ทำให้ธุรกิจอยู่รอดคือ การเอาตัวเอไปอยู่ในเกมที่ตัวเองถนัด เพื่อทำให้คู่แข่งลำบาก

3 ออกตัวด้วยเกียร์ต่ำ ทำกำไรด้วยเกียร์สูง ทุกคนต้องยอมรับว่าการจะขับรถเร็ว ๆ ต้องเริ่มจากการขับช้า ๆ แล้วค่อยเร่งขึ้นและไม่สามารถเริ่มขับรถด้วยเกียร์ 1 และกระโจนพรวดเดียวไปเกียร์ 5 ได้ เช่นเดียวกับการทำธุรกิจ ที่ต้องรู้จักอดทนรอความสำเร็จ เพราะเส้นทางสู่ความสำเร็จนั้นไม่มีทางลัด

4 รู้จักเร่งและผ่อน คงไม่มีใครตะบี้ตะบันเหยียบคันเร่งตลอดทั้งทาง โดยไม่แตะเบรกเลย การทำธุรกิจเองก็ต้องจับทิศตลาดให้ได้ว่า ช่วงไหนควรผ่อน ช่วงไหรคือโอกาสที่ต้องเร่งให้เต็มที่

5 เติมน้ำมัน ดูแลรักษาเครื่องยนต์ เมื่อรถวิ่งไปสักพักน้ำมันก็จะหมด เราจึงต้องเติมน้ำมัน การทำธุรกิจเองก็เช่นกัน ต้องคอยมองหาสิ่งใหม่ ๆ มาเสริมการทำงานเสมอ เจ้าของธุรกิจต้องขยันหาความรู้ เทคโนโลยี ให้กับบริษัทตัวเอง ทั้งข้อมูล ความรู้ใหม่ ๆ รวมถึงโอกาสใหม่ ๆ ด้วย

 

6 ขยันวัดผล แน่นอนว่าขณะที่กำลังขับรถ เราเองก็กำลังวัดผลเพื่อเกิดประโยชน์ทั้งสองด้านอยู่ตลอดเวลา ทั้งวัดประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องยนต์ วัดความเร็วและรอบ วัดอัตราการกินน้ำมัน ระยะทาง ผ่านเข็มไมล์หรือตัวเลขที่ปรากฏ เพื่อดูว่าถึงเวลาเข้าศูนย์แล้วหรือยัง

รถไม่มีชีวิต ทำงานตามระบบที่ถูกตั้งมา แถมยังวัดผลตัวเองทุกวัน นับประสาอะไรกับธุรกิจที่มีระบบการทำงานที่หลากหลายกว่าและถูกขับเคลื่อนด้วยคน ประสิทธิภาพการทำงานย่อมไม่คงที่ จึงจำเป็นต้องใช้การวัดผลมากกว่ารถยนต์คันหนึ่ง

7 ดูป้ายบอกทางและสัญญาณเตือน คนขับรถแก่งต้องหูตาดีสังเกตป้ายจราจรอยู่ตลอด และเข้าใจสัญญาณป้ายทุกประเภท คนทำธุรกิจเองก็จำเป็นต้องรู้จักสถานการณ์รอบตัว จะรู้แค่เรื่องภายในบริษัทตัวเองไม่ได้ สิ่งสำคัญที่ต้องรู้ เช่น แนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภค ข่าวเศรษฐกิจ หรือเทคโนโลยีใหม่ ๆ

8 ไปไหนไม่ถูกต้องถามคนแถวนั้น บางครั้งขับรถเองก็ต้องมีหลงบ้าง คนขับก็ต้องกล้าที่จะถามและรับฟังคนในพื้นที่นั้น ๆทำธุรกิจเองก็ต้องเปิดใจรับฟังคำแนะนำของทีมงาน โดยเฉพาะทีมงานที่อยู่ภาคปฏิบัติงาน เพราะใกล้ชิดกับลูกค้าโดยตรง ดังนั้นในฐานะเจ้าของธุรกิจ คุณต้องรับฟังทีมงานให้นานและมากพอ ลงไปปฏิบัติงานที่หน้างานจริง และนำข้อมูลที่ได้มาทั้งหมดมาประมวลผล

9 มองหน้า มองข้าง มองหลัง รถทุกคันมีกระจก 3 ประเภทซึ่งทำหน้าที่แตกต่างกัน และเราต้องมองกระจกทุกบานประกอบการขับรถ กระจกหน้าที่มีลักษณะกว้างและใหญ่ช่วยให้มีทัศนวิสัยในการขับรถที่ดี เพื่อให้คนขับหาเลนที่ว่างไม่มีมีรถอื่นกีดขวาง เช่นเดียวกับธุรกิจที่ต้องมีการตื่นตัว มีพลังขับเครื่อง พร้อมองหาโอกาสใหม่ๆ หรือถนนที่ว่างอยู่ตลอดเวลา

  • กระจกหน้ายังช่วยให้มองเห็นหลุมหรือสิ่งกีดขวางต่าง ๆ เปรียบได้กับปัญหาที่จะเกิด เมื่อมองเห็นก็สามารถวางแผนป้องกันรับมือได้ทันท่วงที
  • กระจกมองข้าง เหมือนกับการเหลือบมองคู่แข่ง คุณต้องอยู่ในตำแหน่งที่สามารถมองเห็นคู่แข่งได้ตลอดเวลา
  • กระจกมองหลัง คือผลงานในอดีต ดูไว้เพื่อเรียนรู้ด้วยความใส่ใจและเก็บทุกรายละเอียด เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเดิมซ้ำ

10 ต่างคนต่างขับ เวลาขับรถคุณและคนขับรถคันข้าง ๆ ย่อมต่างคนต่างกับ คงไม่มีใครตั้งใจจะไปเฉี่ยวชนใคร ไม่เช่นนั้นก็จะเสียกันทั้งคู่ หลักการทำธุรกิจก็เช่นกัน หลักเลี่ยงการเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในการแข่งขันมากที่สุด พยายามสร้างโลกของตัวเองไว้ การทำธุรกิจควรแข่งขันที่จะหาโอกาสทางการตลาดมากกว่า เพราะสนุกและง่ายกว่ามาก

 

 

 

 

 

เรียบเรียงจาก : หนังสือ “ทำธุรกิจคิดเยอะจึงเหนื่อยน้อย” ธรรศภาคย์ เลิศเศวตพงศ์ สำนักพิมพ์อัมรินทร์ฮาวทู