ในช่วง4-5 ปีที่ผ่านมา “ตลาดน้ำผลไม้” ได้ลดความหวือหวาลงพอสมควร จากที่เคยโตได้มากถึง 8-9% เหลือเพียง 3-5% หรือคิดเป็นมูลค่า 14,000 ล้านบาทในปีนี้

 

คนไทย” ยังดื่มน้ำผลไม้อยู่ “น้อย”

ปัจจัยที่ทำให้อัตราการเติบโตลดลง เกิดจาก 1.ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยที่ค่อนข้างผันผวน 2.ราคาของน้ำผลไม้ 100% มีราคาเฉลี่ยที่ลิตรละ 70 บาทซึ่งถือว่าไม่ถูกมากนักเมื่อเทียบกับเครื่องดื่มอื่นๆ เช่นน้ำแร่ที่มีราคาเฉลี่ยลิตรละ 20 บาท 3. คนไทยนิยมทานผลไม้สดเพื่อสุขภาพมากกว่าน้ำผลไม้จากราคาที่ไม่แตกต่าง และจะเลือกดื่มน้ำผลไม้เพื่อความสดชื่นเท่านั้น

ทำให้ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา อัตราการบริโภคเพิ่มขึ้นเพียง 0.5 ลิตร และคาดว่าในอีก 5 ปีข้างหน้าก็จะเพิ่มเป็น 6 ลิตร แต่ไม่เกิน 10 ลิตร ต่างกับในต่างประเทศโดยเฉพาะในโซนยุโรปและอเมริกา ที่คนมองเป็นอาหารซึ่งมักจะทานในช่วงเช้า จึงทำให้การแข่งขันของแบรนด์น้ำผลไม้ต้องมุ่งเข้าสู่โหมดสงครามราคา และอัดโปรโมชั่นเพื่อสร้างการเติบโต

 

ทิปโก้” ขอเจาะ “น้ำผลไม้เพื่อสุขภาพ (Functional Juice)”

ปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปจากที่เคยดื่มเพื่อ “สุขภาพ” เพียงอย่างเดียว เป็นดื่มเพื่อ “ความสุขภาพ ความงามและผิวพรรณ” แทน

จุดนี้เองทำให้เจ้าตลาดที่ครองส่วนแบ่ง 51% ในเซ็กเมนต์น้ำผลไม้ 100% มูลค่า 4,500 ล้านบาทอย่าง “ทิปโก้” เลือกที่จะแตกเซ็กเมนต์ใหม่เป็น “น้ำผลไม้เพื่อสุขภาพ (Functional Juice)” โดยการออกสินค้าภายใต้แบรนด์ ‘ทิปโก้ พลัส คอลลาเจน’ น้ำผลไม้ 100% ผสมคอลลาเจน ซึ่งเป็นสินค้ากลุ่มแรกที่เป็นการนำเอาสุขภาพและความงามมารวมเข้าด้วยกัน

การเจาะกลุ่มใหม่นี้ทำให้ทิปโก้เลือกใช้งบการตลาดกว่า 100 ล้านบาท จากงบของกลุ่มน้ำผลไม้ที่วางไว้ 150 ล้านบาท เพื่อเน้นเจาะให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายหลัก วัย 25 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ห่วงใยในเรื่องสุขภาพและผิวพรรณแต่ไม่ค่อยมีเวลา โดยดึง ใหม่-ดาวิกา โฮร์เน่ มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ โดยสินค้ามีทั้งหมด 3 รสชาติ ได้แก่ ส้ม ทับทิม อโลเวร่า และมีให้เลือก 2 ขนาด คือ ยูเอชที 200 มิลลิลิตร ราคา 20 บาท และขนาด 1 ลิตร ราคา 79 บาท โดยราคาสูงกว่าน้ำผลไม้ 100% แบบเดิมประมาณ 10% หากประสบความสำเร็จก็ถือเป็นการขยายตลาดไปในตัว

 

ไม่ยุ่ง “สงครามราคา” เน้นออก “สินค้าใหม่”

เหตุผลหลักที่ทำให้ทิปโก้ขอแตกเซ็กเมนต์ใหม่นั้น เอกพล พงศ์สถาพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทิปโก้ เอฟแอนด์บี จำกัด ให้เหตุผลว่า เนื่องจากการเป็นเจ้าตลาดจึงต้องเป็นหัวหอกในการกระตุ้นตลาดให้เติบโต และที่ผ่านมาทิปโก้พยายามเลี่ยงสงครามราคาเพื่อสร้างยอดจำหน่าย แต่เน้นในเรื่องของการออกสินค้าใหม่แทน ซึ่งในปีนี้จะมีการออกสินค้าใหม่มากกว่าปีที่ผ่านมา และคาดว่าจะเปิดตัวเพิ่มอีก 2-3 รสชาติในไตรมาส 4 ของปีนี้

ทั้งนี้รายได้ในกลุ่มเครื่องดื่มทิปโก้ในปี 2016 จะโตประมาณ 5% หรือประมาณ 3,300 ล้านบาท แบ่งเป็นน้ำผลไม้ 70% น้ำแร่ออร่า 20% และชา 10%

 

คนไทยไม่ “In Love” น้ำผลไม้

ไทย 4 ลิตร/คน/ปี

อเมริกา 20 ลิตร/คน/ปี

แคนนาดา 40 ลิตร/คน/ปี

 

ที่มา : ทิปโก้

 

3 ปัจจัยมองหาน้ำผลไม้

1.รสชาติ

2.แบรนด์

3.ราคา

 

ที่มา : ทิปโก้

 


ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer