รถพลังงานไฟฟ้า EV (Electric Vehicle) ครั้งหนึ่งในอดีตเมื่อประมาณ 100 ปีที่แล้ว เกือบได้กลายเป็นรถแห่ง “ความจริง” ขึ้นมาเพราะในเวลานั้น รถพลังงานไฟฟ้า EV มีสัดส่วนถึง 28% ของรถบนถนนในสหรัฐอเมริกา
แต่แล้วเกมกลับพลิกเพราะในช่วงเวลาเดียวกันนั้น ได้มีการค้นพบน้ำมันปิโตรเลียมจำนวนมหาศาล พร้อมกับค่ายรถยนต์ต่างๆ เลือกจะพัฒนาเทคโนโลยีรถเครื่องยนต์สันดาปที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง เพราะพัฒนาง่ายกว่ารถ EV อีกทั้งยังมีความพร้อมในการใช้งานมากกว่า
ทำให้รถทุกประเทศทั่วโลกใช้น้ำมันเป็นพลังงานขับเคลื่อน จนมาถึง “จุดเปลี่ยน” เมื่อมีกระแสข่าวออกมาอย่างต่อเนื่องว่า “น้ำมัน” ปิโตรเลียมกำลังเหลือน้อยเข้าไปทุกที ทำให้ค่ายรถยนต์ต้องผลิตรถที่มีระบบรองรับการใช้พลังงานทางเลือกไม่ว่าจะเป็น แก๊สโซฮอล์ อี85, ก๊าซ NGV
แต่ดูจะยังไม่ใช่บทสรุปฉากสุดท้าย เพราะในมุมมองของรัฐบาลหลายประเทศมองว่ากลุ่มพลังงานทางเลือกเหล่านี้ยังมีการปล่อยมลพิษทางอากาศมหาศาล
Project รถพลังงานไฟฟ้า EV จึงถูกหยิบขึ้นมาปัดฝุ่นใส่ไอเดียสดใหม่อีกครั้งในหลายๆ ประเทศทั่วโลก แต่ดูเหมือนจะยังคงไม่ Strong เพราะโครงสร้างพื้นฐานยังไม่พร้อม อีกทั้งเทคโนโลยีของรถพลังงานไฟฟ้า EV ยังไม่สามารถตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันได้เทียบเท่าเครื่องยนต์สันดาป
แล้วอะไร ที่ทำให้ภาครัฐบาลไทยเลือกที่จะจุดพลุ Big Project สร้าง Road map ชัดเจนว่าเมื่อถึงพ.ศ. 2564 ประเทศไทยต้องมีรถยนต์ไฟฟ้าวิ่งบนถนนมากกว่า 1.2 ล้านคัน มีสถานีอัดประจุไฟฟ้า 700-800 สถานี
ก่อนไปถึง “จุดนัดฝัน” ภาครัฐเลือกจะนำร่องด้วยการให้รถ ขสมก.จำนวน 20 คันแปลงร่างเป็น EV และในปี 2560 จะเพิ่มเป็น 200 คัน
เพียงแต่… Big Project นี้จะเป็นจริงไม่ได้เลย หากกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ยัง Say No! และยังมองว่ารถพลังงานไฟฟ้า EV ยังไม่ใช่เวลาที่จะ “แจ้งเกิด” โดยเฉพาะ 2 แบรนด์ยักษ์ใหญ่ผู้คอนโทรลตลาดรถยนต์เมืองไทยอย่าง Toyota และ Honda ที่ยืนยันชัดเจนว่าเทคโนโลยีตัวจริงในเวลานี้คือ Hybrid ต่างหาก ขอเพียงรัฐบาลเปิดไฟเขียวลดอัตราสารพัดภาษีต่างๆ เพื่อลดต้นทุนการผลิตรถสายพันธุ์ Hybrid เป้าหมายก็เพื่อให้สามารถผลิตรถ Hybrid คันเล็กๆ ราคาเริ่มต้น 5- 6 แสนบาทวางขายได้
จากนั้นก็ค่อยๆ พัฒนาทั้งเทคโนโลยีและการตลาดมาสู่ระบบ Plug-in Hybrid ที่สามารถเสียบชาร์จไฟบ้านลงสู่แบตเตอรี่เป็นอีกหนึ่งโหมดให้เลือกในการขับขี่ จนมาถึงปลายทางความฝันนั้นคือการเป็นรถพลังงานไฟฟ้า EV Go Mass ที่วิ่งกันเกลื่อนถนน
แม้ยังไม่มีบทสรุปจากบรรดาค่ายรถยนต์ว่าจะใช้เวลานานแค่ไหน ? กับ Big Project รถพลังงานไฟฟ้า EV แต่เชื่อแน่ว่า ถ้าจะทำ “รถในฝัน” คันนี้ให้กลายเป็นจริงขึ้นมา ภาครัฐ + ค่ายรถ ต้องเดินเคียงคู่กันบนถนนสายนี้
สุดท้ายคือ ผู้บริโภค จะเป็นผู้ตัดสินว่าจะโหวต Yes หรือ Say No
Road Map 3 ระยะสู่ถนนสาย EV
ภาครัฐได้กางแผน 3 ระยะไปสู่เป้าหมายที่จะให้ถนนเมืองไทยปลอดมลพิษด้วยการให้รถทุกคันบนถนนแปลงร่างไปสู่ EV
| ระยะเตรียมความพร้อม 2559-2560 | นำร่องด้วยการให้รถ ขสมก.จำนวน 20 คันแปลงร่างเป็น EV และในปี 2560 จะเพิ่มเป็น 200 คัน |
| ขยายผลสู่การใช้รถไฟฟ้าส่วนบุคคล 2561-2563 | พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ยกตัวอย่าง สถานีประจุไฟฟ้าเหมือนเป็นปั๊มน้ำมัน กำหนดมาตรฐานเต้าเสียบ เต้ารับ |
| สู่การเป็นรถ EV ส่วนบุคคล 2564-2579 | พัฒนา EV Smart Charging เพื่อให้สามารถประจุไฟฟ้าได้ในเวลา 45นาที – 5 ชั่วโมง โดยมีเป้าหมายต้องมีรถยนต์ไฟฟ้าประมาณ 1.2 ล้านคัน มีสถานีอัดประจุไฟฟ้า 700-800 สถานี |
ที่มา : กระทรวงพลังงาน
EV เส้นทางที่เต็มไปด้วย “ขวากหนาม”
| การขยายจุดชาร์จ | ตาม Road Map คือในอีก 4 -5 ปีข้างหน้าต้องมีสถานีอัดประจุไฟฟ้า 700-800 สถานี ซึ่งในเวลานั้นรัฐบาลต้องเตรียมพลังงานไฟฟ้าจำนวนมหาศาลเพื่อรองรับการใช้งาน |
| ลดเวลาในการชาร์จไฟให้น้อยที่สุด | จะต้องทำให้การชาร์จไฟครั้งหนึ่งไม่ถึง 30 นาทีเป็นอย่างน้อย |
| กฏหมายเรื่องสิทธิมนุษยชนต้องเข้มข้น | เจ้าของรถอาจแอบไปชาร์จไฟในอาคารต่างๆ หรือบ้านคนอื่น ซึ่งอาจเกิดปัญหาตามมา |
| ความเชื่อมั่นของผู้บริโภค | ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าจะปลอดภัยแค่ไหน หากต้องลุยน้ำ ตากฝน ซึ่งกระบวนการผลิตต้องเช็ค ความปลอดภัยเรื่องนี้อย่างสูงไม่ให้รถหลุด QC |
| Economy of scale | นอกจากเรื่องภาษีนำเข้าชิ้นส่วนและภาษีอื่นๆ ที่ภาครัฐสนับสนุนค่ายรถต้องทำ Volume ในการผลิตให้ได้จำนวนมากเพื่อให้ได้ต้นทุนการผลิตที่ต่ำ |
