อุตสาหกรรมร้านอาหารของไทยในปี 2026 มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือด โดยมีการประเมินว่าในปีนี้ ตลาดรวมจะมีมูลค่าสูงถึงประมาณ 600,000 ล้านบาท หรือเติบโตราว 2-3% จากปี 2025 ที่มีมูลค่าประมาณ 570,000 ล้านบาท แม้จะมีปัจจัยลบทางเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่เปราะบาง แต่ภาพรวมตลาดยังคงขยายตัวได้ เนื่องจากอาหารเป็นปัจจัยสี่ที่ผู้คนยังต้องบริโภค

คุณณัฐ วงศ์พานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (CRG) กล่าวว่า ตลาดร้านอาหารไทยปีนี้ เติบโตบนความท้าทายที่เป็นเทรนด์พฤติกรรมและสถานการณ์ที่ต้องจับตามอง 7 ประการ

1.การรุกตลาดอย่างหนักของแบรนด์ร้านอาหารจากประเทศจีน ที่เข้ามาพร้อมความได้เปรียบด้านต้นทุนและซัพพลายเชนขนาดใหญ่ ทำให้แบรนด์ไทยต้องเร่งปรับตัวหาจุดเด่นและสร้างความแตกต่างเพื่อแข่งขัน

2.การบริโภคระดับพรีเมียมและอิทธิพลของโซเชียลมีเดีย ผู้บริโภคยุคใหม่ยอมจ่ายเงินซื้ออาหารในราคาสูงเพื่อภาพลักษณ์ ไลฟ์สไตล์ และความนิยมในกลุ่มอาหารเฉพาะทาง

3.ตลาดมีความไดนามิกสูง ส่งผลให้มีการเกิดร้านคอนเซปต์ใหม่ ๆ อย่างรวดเร็ว เพื่อรองรับพฤติกรรมที่หลากหลายขึ้น เช่น ร้านสำหรับทานคนเดียว หรือร้านอาหารมื้อค่ำสำหรับครอบครัวขนาดเล็ก

4.การปรับตัวตามความต้องการของเจ้าของพื้นที่เช่าในศูนย์การค้าที่ต้องการดึงดูดแบรนด์แปลกใหม่เข้ามาตลอดเวลา บีบให้แบรนด์เดิมต้องรีโนเวทหรือหาคอนเซปต์ใหม่มานำเสนอเพื่อรักษาพื้นที่

5.ตลาดอาหารเพื่อสุขภาพ ยังคงเป็นดาวรุ่งที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง และเริ่มปรับตัวเข้าสู่การตอบสนองความต้องการแบบเฉพาะบุคคลมากขึ้น

6.ผู้บริโภคมีความระมัดระวังการใช้จ่ายและมองหา ‘ความคุ้มค่า’ (Value for money) มากขึ้น ทำให้ตลาดชาบู-สุกี้ และร้านอาหารสไตล์ครอบครัวที่สั่งมาทานร่วมกันในราคาเฉลี่ยต่อคน 200-300 บาท เป็นที่ต้องการสูง

7.สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางระหว่างอิหร่าน-สหรัฐอเมริกา ที่ส่งผลต่อความผันผวนของราคาพลังงาน ค่าขนส่ง และต้นทุนวัตถุดิบ ทำให้องค์กรต้องบริหารความเสี่ยงด้านซัพพลายเชนอย่างรัดกุม

แม้จะมีความท้าทายรอบด้าน แต่ในปี 2025 ที่ผ่านมา CRG และกลุ่มธุรกิจร่วมทุนยังสามารถทำผลงานยอดเยี่ยมด้วยยอดขาย 16,900 ล้านบาท เติบโต 7%

สำหรับปี 2026 ทาง CRG เดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจด้วยคอนเซ็ปต์ ‘Beyond the Best’ ก้าวข้ามความเป็นเลิศสู่การสร้างมาตรฐานใหม่ โดยตั้งเป้าหมายยอดขายเติบโต 14% ทะยานแตะระดับ 19,300 ล้านบาท

การเติบโตของ CRG ในปีนี้ เตรียมงบลงทุนไว้ที่ 1,400 ล้านบาท พร้อมวางกลยุทธ์การดำเนินงานออกเป็น 4 เสาหลัก

1.เร่งผลักดันการเติบโตอย่างมีคุณภาพ

CRG วางแผนเปิดสาขาใหม่ 140-160 สาขา โดยใช้งบลงทุนประมาณ 900 ล้านบาท หรือ 65% ของงบลงทุนทั้งหมด

มุ่งเน้นขยายสาขาในกลุ่มแบรนด์ที่มีศักยภาพสูง ควบคู่กับการนำเสนอร้านรูปแบบใหม่เพื่อดึงดูดลูกค้า เช่น ร้าน KFC สถานี MRT ลาดพร้าว, Mister Donut ระดับพรีเมียมที่ปิ่นเกล้า, Ootoya รูปแบบใหม่ และ Pepper Lunch คอนเซปต์ใหม่ที่เซ็นทรัลเวิลด์

เตรียมงบประมาณ 220 ล้านบาท สำหรับการรีโนเวทและปรับปรุงสาขาเดิมให้มีความทันสมัย

2.เสริมสร้างความแข็งแกร่งด้วยแบรนด์ใหม่และผนึกพันธมิตร

บริษัทตั้งเป้าหาแบรนด์และพาร์ทเนอร์ใหม่เข้ามาเสริมพอร์ตโฟลิโออีก 2-3 แบรนด์

ไฮไลต์สำคัญคือ การเตรียมเปิดตัวแบรนด์ใหม่ ‘ฮานัม บาร์บีคิว’ (Hanam BBQ) ร้านปิ้งย่างหมูสามชั้นชื่อดังจากเกาหลี ในช่วงไตรมาสที่ 2-3

ปัจจุบันกำลังเจรจาค้นหาแบรนด์ร้านอาหารสไตล์ครอบครัวที่มีระดับราคาเฉลี่ย 200-300 บาทต่อคน รวมถึงแบรนด์กลุ่มเครื่องดื่มและเบเกอรีเข้ามาเสริมทัพ

เดินหน้าสนับสนุนกลุ่มพาร์ทเนอร์ร่วมทุน ซึ่งมีสัดส่วนรายได้ราว 30% ของรายได้ทั้งหมดในกลุ่ม ให้ขยายสาขาเพิ่มขึ้นถึง 50 สาขา นำโดยแบรนด์ ‘สลัดแฟคทอรี’ (Salad Factory) ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดและตั้งเป้ายอดขายปีนี้ทะลุ 900 ล้านบาท

สร้างความน่าตื่นเต้นด้วยการผลักดันแบรนด์น้องใหม่ ‘Sunny Side Up’ ภายใต้การบริหารของสลัดแฟคทอรี เพื่อรุกตลาด All-day dining ชูจุดเด่นสเต็กและไซด์บาร์ตักได้ไม่อั้น ในราคาเริ่มต้นเพียง 270 บาท เจาะกลุ่มครอบครัวและวัยรุ่น

มีแผนพิจารณาตัดแบรนด์หรือลดระดับความสำคัญของแบรนด์ที่มีผลกำไรติดลบมาหลายปีจำนวน 1-2 แบรนด์ออกจากพอร์ต เพื่อให้ทีมงานสามารถโฟกัสบริหารแบรนด์ที่ทำกำไรได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

3.เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานด้วยกลยุทธ์ 3C Actions

Cost Excellence : การบริหารจัดการและควบคุมต้นทุนพนักงาน ต้นทุนอาหาร และค่าเช่าพื้นที่ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

Capex Excellence : การควบคุมงบลงทุนในการเปิดร้านใหม่อย่างรัดกุม เลือกทำเลที่ดี และคุมค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างร้าน

Cash Flow Excellence : การบริหารกระแสเงินสดให้แข็งแกร่ง พร้อมนำเทคโนโลยีมาใช้บริหารร้านอาหาร เช่น ตู้สั่งอาหารอัตโนมัติ และระบบสั่งอาหารผ่าน QR Ordering เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริการ

นำมาตรการเชิงรุกมาใช้เพื่อบริหารความเสี่ยงด้านต้นทุนจากสถานการณ์โลก เช่น การทำสัญญาจัดหาวัตถุดิบล่วงหน้า และการกระจายแหล่งซัพพลายเออร์

4.ขับเคลื่อนธุรกิจสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

Care : ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตพนักงาน พร้อมส่งเสริมความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วมในองค์กร

Reduce : มุ่งเน้นการประหยัดพลังงาน ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ โดยตั้งเป้าลดความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 2%

Green : จัดการสิ่งแวดล้อมผ่านโครงการ Journey to Zero ควบคุมขยะอาหารไม่ให้เกิน 1% พร้อมส่งต่ออาหารส่วนเกินให้มูลนิธิต่าง ๆ และตั้งเป้าเปลี่ยนมาใช้ไข่ไก่ไร้กรงทั้งหมด 100% ภายในปีนี้

อย่างไรก็ดี การขับเคลื่อนธุรกิจของ CRG ในปี 2026 เป็นการเดินหน้าท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน เพื่อผลักดันแบรนด์ทั้ง 24 แบรนด์และสาขารวมมากกว่า 1,400 แห่งทั่วประเทศ ให้มุ่งสู่ความสำเร็จแบบ ‘Beyond the Best’ ทั้งในแง่ของการสร้างประสบการณ์เหนือระดับให้ลูกค้า และการเติบโตอย่างยั่งยืนขององค์กร

Marketeer FYI

แบรนด์ในกลุ่มซีอาร์จี (CRG) 24 แบรนด์ ประกอบด้วย มิสเตอร์ โดนัท (Mister Donut), เคเอฟซี (KFC), อานตี้ แอนส์ (Auntie Anne’s), เปปเปอร์ ลันช์ (Pepper Lunch), ชาบูตง ราเมน (Chabuton), โคล สโตน ครีมเมอรี่ (Cold Stone Creamery), เทอเรสซ์ เดอ บางกอก (Terraces De Bangkok), โยชิโนยะ (Yoshinoya), โอโตยะ (Ootoya), คัตสึยะ (Katsuya), สลัดแฟคทอรี่ (Salad Factory), อาริกาโตะ (Arigato), ส้มตำนัว (Somtamnua), ชินคันเซ็น ซูชิ (Shinkanzen Sushi), ราเมน คาเกทสึ อาราชิ (Ramen Kagetsu Arashi), นักล่าหมูกระทะ (Nak-La Mookata), คีอานิ (Kiani), นามะ เจแปนนิส แอนด์ ซีฟู้ด บุฟเฟ่ต์ (NAMA Japanese & Seafood Buffet), คัตสึมิโดริ ซูชิ (Katsu Midori Sushi), โอโตยะ โอกิ (Ootoya Oki), ลัคกี้ สุกี้ (Lucky Suki) กับ ลัคกี้ บาร์บีคิว (Lucky BBQ), ซันนี่ ไซด์ อัพ (Sunny Side Up) และแบรนด์ใหม่ล่าสุด ฮานัม บาร์บีคิว (Hanam BBQ)