สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้กลายเป็นผลกระทบต่อเนื่องแบบโดมิโน (Domino Effect) ที่สั่นสะเทือนไปทั่วโลก โดยเฉพาะเมื่อช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางหลักในการลำเลียงสินค้าและน้ำมันถูกปิดตัวลง ส่งผลให้อุปทานน้ำมันดิบกว่า 20% ของโลกหายไปในชั่วข้ามคืน
วิกฤตครั้งนี้บีบให้กลุ่มประเทศในเอเชียที่เคยพึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลางเป็นหลัก ต้องตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก และจำเป็นต้องหันไปหา “น้ำมันดิบจากรัสเซีย” เพื่อประคองเศรษฐกิจของตนเองให้รอดพ้นวิกฤต
ปัจจัยสำคัญที่เปลี่ยนเกมในครั้งนี้คือการที่สหรัฐฯ ผ่อนปรนการคว่ำบาตรต่อน้ำมันรัสเซียเป็นการชั่วคราว เพื่อป้องกันไม่ให้อุปทานน้ำมันโลกตึงตัวจนเกินไป เปิดทางให้น้ำมันรัสเซียที่ลอยลำอยู่ในทะเลสามารถส่งมอบได้ตามปกติ
![]()
มาตรการนี้เปรียบเสมือนแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์สำหรับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ที่ต่างเริ่มแสดงความสนใจในการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียอย่างชัดเจน เพื่อชดเชยน้ำมันดิบราคาแพงและหายากจากแหล่งอื่น
ในบรรดาประเทศอาเซียนทั้งหมด ฟิลิปปินส์ดูจะเผชิญกับสถานการณ์ที่ย่ำแย่ที่สุด เนื่องจากพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางสูงถึง 97% เมื่อเกิดการตัดขาดทางอุปทาน ผลกระทบจึงลุกลามไปยังทุกภาคส่วน ตั้งแต่สายการบินที่ต้องเริ่มแผนปันส่วนเชื้อเพลิง ไปจนถึงประชาชนทั่วไปที่ต้องเข้าแถวรอเติมน้ำมันอย่างยาวเหยียด
เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ รัฐบาลฟิลิปปินส์จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี พร้อมกับประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานเป็นเวลา 1 ปีเต็ม
ด้านเวียดนามก็เคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกัน โดยนายกรัฐมนตรี ฝั่ม มิญ จิ๊ญ ได้เดินทางไปเยือนรัสเซียเพื่อทำข้อตกลงด้านพลังงานและนิวเคลียร์ หลังจากที่ราคาน้ำมันดีเซลเริ่มส่งผลกระทบอย่างหนักต่อภาคการผลิตและอุตสาหกรรมโรงงานซึ่งเป็นหัวใจหลักของเศรษฐกิจประเทศ
อย่างไรก็ตาม อุปสรรคใหญ่ของการหาแหล่งน้ำมันใหม่ของบรรดาประเทศในเอเชียคือ “ความได้เปรียบของยักษ์ใหญ่” อย่างอินเดียและจีน ที่กว้านซื้อน้ำมันรัสเซียไปล่วงหน้าแล้วจำนวนมาก
อินเดียอาศัยช่วงเวลาที่สหรัฐฯ ผ่อนปรนคว่ำบาตรให้ก่อนใคร ชิงจองน้ำมันที่อยู่กลางทะเลจนเกือบหมด ในขณะที่จีนเองก็มีคลังสำรองน้ำมันดิบในประเทศสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 1,200 ล้านบาร์เรล ซึ่งสามารถหล่อเลี้ยงประเทศได้นานเกือบ 4 เดือน
ขณะที่จีนก็อาศัยความได้เปรียบมีความสัมพันธ์อันดีกับรัสเซีย แถมยังมีพรมแดนติดกัน ดังนั้นการซื้อน้ำมันจึงทำได้ง่ายกว่าประเทศอื่นๆ ในเอเชีย
วิกฤตการณ์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นความจริงทางภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ว่า ในยามวิกฤตที่ความมั่นคงทางพลังงานถูกสั่นคลอน “ผลประโยชน์ของชาติ” ย่อมอยู่เหนือจุดยืนทางการเมือง ทำให้รัสเซียเป็นประเทศที่ดูจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทั้งที่อยู่ห่างไกลจากพื้นที่ขัดแย้ง
ในขณะที่ประเทศในเอเชียต้องเผชิญกับบททดสอบสำคัญในการบริหารจัดการทรัพยากรเพื่อให้เศรษฐกิจได้รับผลกระทบน้อยที่สุด โดยสิ่งที่ต้องจับตาต่อไปคือการตัดสินใจของสหรัฐฯ ในช่วงสิ้นเดือนเมษายนว่าจะขยายเวลาผ่อนปรนต่อไปหรือไม่ เพราะนั่นจะเป็นคำตอบว่าเอเชียจะสามารถผ่านพ้นปัญหาพลังงานครั้งนี้ไปได้ หรือจะต้องเผชิญวิกฤตต่อไป
ทั้งนี้ จากการที่เป็นประเทศอุตสาหกรรมพลังงานใหญ่พอสมควรและมีความหลากหลาย รัสเซียจึงสามารถกลั่นแยกปิโตรเคมีสำคัญอย่าง “แนฟทา” (Naphtha) ที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรมพลาสติกทั้งหมดด้วย
ดังนั้น เมื่อเกิดสงครามในตะวันออกกลางและปริมาณแนฟทาจากโซนดังกล่าวในตลาดโลกลดลง รัสเซียจึงกลายมาเป็นแหล่งแนฟทาที่หลายประเทศเริ่มให้ความสนใจ
เช่นกรณีของเกาหลีใต้ที่เริ่มกลับมานำเข้าแนฟทาจากรัสเซียอีกครั้ง เพื่อสกัดวิกฤตพลาสติกในประเทศ พร้อมลดปัญหาการตื่นตระหนกพากันไปซื้อถุงพลาสติก ทั้งถุงใส่ของและถุงขยะ ดังที่เป็นข่าวไปก่อนหน้านี้ / kyodo
