คงไม่ต้องอธิบายแล้วว่าวัฒนธรรมเกาลีมีอิทธิพลมากมายขนาดไหนในไทย ไม่ว่าจะเป็นซีรีส์ เกมโชว์ เกมมือถือ เพลง ศิลปินดารา อาหาร หรือแม้แต่ท่าโพสถ่ายรูป สิ่งเหล่านี้มองเผินๆ อาจจะคิดว่าเป็นเรื่องบังเอิญ แต่ความจริงแล้วทุกคอนเทนต์ที่เกาหลีสร้างนั้นถูกวางแผนมาแล้วว่ามันจะส่งผลอย่างไรต่อโลก

ก่อนที่เกาหลีจะสร้างแบรนด์ให้ติดตลาดไทย คนไทยก็รับวัฒนธรรมจากเอเชียอย่างญี่ปุ่นและจีนอยู่แล้ว เพียงแต่ดาเมจความรุนแรงนั้นยังน้อยกว่ามาก โดยกลยุทธ์ของ K Content นั้นเริ่มตั้งแต่ปี 2000 ช่วงนั้นสถานีโทรทัศน์ ITV ยังมีแค่รายการข่าว ไม่มีละครสู้กับช่อง 3 ช่อง 7 แต่โอกาสก็เข้ามา เมื่อรัฐบาลเกาหลีติดต่ออยากเอาซีรีส์เกาหลีมาฉายในไทย ซึ่งไม่ได้เอามาขายลิขสิทธิ์ให้ แต่เอามาให้ฟรี แลกกับโฆษณาหนึ่งชั่วโมง… นั่นคือก้าวสำคัญของ K Content ในไทย

โดยในปี 2000 มีละครเกาหลีฉายทางช่อง ITV เพียง 1 เรื่อง – ในปี 2001 เพิ่มเป็น 3 เรื่อง – ปี 2002 เพิ่มเป็น 9 เรื่อง และหนึ่งในนั้นคือ ซีรีส์เรื่อง Winter Love Song ที่เรียกเรตติ้งได้มากมาย และถือเป็นจุดเริ่มต้นของกระแสเลยก็ว่าได้

ในปี 2004 เกาหลีเริ่มวางแผนอย่างจริงจังในการจัดการคอนเทนต์ของประเทศ รัฐบาลมอบหมายให้กระทรวงการท่องเที่ยวกีฬาและวัฒนธรรมเป็นผู้ดูแล โดยเริ่มตั้งแต่พัฒนาบุคลกรด้านคอนเทนต์ ขยายการลงทุน การร่วมมือระหว่างประเทศ และการสนับสนุนลิขสิทธิ์ การร่างกฎหมายต่างๆ

และปี 2005 “แดจังกึม” ก็เข้ามาฉายในไทย และสร้างปรากฏการณ์ไปทั่วประเทศ และเปลี่ยนภาพลักษณ์ของเกาหลีมาจนถึงทุกวันนี้

หลังจากนั้นเกาหลีก็พัฒนาคอนเทนต์ของประเทศเรื่อยมา โดยมีหน่วยงานที่กำกับดูแลก็คือ Korea Creative Content Agency (KOCCA) หน้าที่หลักของ Kocca คือการดูแลคอนเทนต์ของเกาหลี ซึ่งครอบคลุมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์มากมาย เช่น เกม แอนิเมชั่น ลิขสิทธิ์ตัวละคร เพลง แฟชั่น ภาพยนตร์ และการถ่ายทอดสัญญาณ ทั้งในประเทศและนอกประเทศ การดูแลยังรวมไปถึงการทำการตลาด การวางแผนกลยุทธ์ การพัฒนาบุคลากร การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การนำเทคโนโลยี และวัฒนธรรมมาใช้อย่างสร้างสรรค์

อ่านมาขนาดนี้ คงหายสงสัยได้แล้วว่ากระแส K-Pop ที่ก่อตัวในไทยเป็นสิบปีเกิดได้ไง คำตอบสั้นๆ ก็คือ เกาหลีมีองค์กรที่จัดการ Content โดยตรงนั่นเอง ลองมาดู Hub สำคัญๆ ของประเทศ ที่ใช้ในการพัฒนาคอนเทนต์ดูบ้าง

1.Digital Magic Space : พื้นที่สำหรับการแสดงคอนเทนต์

2.Bitmaru Broadcast Center : สถานีกระจายสัญญาณ

3.Global Game Hub Center : Hub สำหรับวงการเกมโดยเฉพาะ เกมออนไลน์ เกมมือถือ เกทคอนโซลมีหมด

4.HD Drama Town : เมืองสำหรับการถ่ายทำซีรีส์เกาหลี

เพราะเกาหลีเห็นความสำคัญ รู้ว่าคอนเทนต์ของพวกเขามีมูลค่ามหาศาลขนาดไหน สามารถ Impact ต่อโลกได้ขนาดไหน เกาหลีจึงลงทุนมากขนาดนี้… เพราะมองเป็นอุตสาหกรรม ไม่ใช่เรื่องบันเทิง

 

กลับมามองดูประเทศไทย คอนเทนต์ของประเทศไทยมีใครจัดการมันบ้าง?

ถ้าเป็นเรื่องท่องเที่ยวก็มี ททท. ที่เป็นหน้าเป็นตาให้กับประเทศ ด้วยแคมเปญและโฆษณาต่างๆ แต่ถ้าพูดถึงเรื่อง เกม ละคร ภาพยนตร์ แอนิเมชั่น เพลง ศิลปะ วัฒนธรรม ที่เป็นของไทย มีองค์กรไหนมีหน้าที่ดูแลจริงจังบ้าง

คำตอบคือ… ไม่มี ทุกหน่วยงานต้องดูแลกันเองหมด เอกชนกับรัฐทำงานร่วมกันน้อยมาก

เพราะฉะนั้นที่่ผ่านมาเอกชนทำหน้าที่ของตัวเองไป ทำคอนเทนต์หารายได้ไปเรื่อยๆ รัฐก็หวังว่าผลงานของคนไทยก็สู้ตลาดโลกได้

 

ยึดติดกับคอนเทนต์เดิมมากไป และไม่พัฒนาของใหม่

ประเทศไทยมีจุดเด่นมากมายมหาศาล อาหารไทย มวยไทย วัฒนธรรมไทย ประเพณีไทย และคนไทยทุกคนก็ภูมิใจกับมันมาก จนลืมเอาไปต่อยอด หรือพัฒนาคอนเทนต์ของคนรุ่นใหม่ขึ้นมา กลายเป็นว่าตอนนี้ประเทศไทยหากินกับของเก่า แต่ไม่นำคอนเทนต์เหล่านั้นมาพัฒนาต่อยอด

รัฐต้องใจกว้างและใจใหญ่

เวลารัฐบาลให้เงินสนับสนุนอุตสาหกรรมอะไรสักอย่าง มันไม่ได้แก้ปัญหานั้นอย่างแท้จริง เพราะเวลารัฐให้เงินก็หวังว่าจะเห็นงบที่ลงทุนนั้นงอกเงยทันที อยากเห็นคนมาเที่ยวเยอะๆ อยากเห็นต่างชาติยอมรับ ซึ่งการเข้าไปก้าวก่ายอย่างนั้นมันทำให้ผู้ผลิตคอนเทนต์สูญเสียความเป็นตัวเองไป ผลงานที่ออกมาก็กลายเป็นโฆษณาอีกชิ้นหนึ่งเท่านั้น

ทางแก้ปัญหา คือ รัฐต้องใจใหญ่กล้าลงทุนเพื่อพัฒนาอย่างเกาหลี กล้าลงทุนพัฒนาบุคลกร กล้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และ ใจกว้างในการเปิดโอกาสให้เอกชนได้เป็นเจ้าของคอนเทนต์ ใจกว้างในการสนับสนุนสนับสนุนอุตสาหกรรมคอนเทนต์ของไทยให้มากกว่านี้

 

 

ที่มา : งานสัมมนา Thai Creative Digital Content 2016