นับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นมาช่วงต้นยุค 90 สหภาพยุโรป (EU) ก็ถือเป็นการรวมตัวของกลุ่มประเทศในระดับทวีปที่ค่อนข้างเหนียวแน่น มีหน่วยงานและระบบต่าง ๆ ขึ้นมารองรับ เช่น รัฐสภายุโรปและเงินสกุลยูโร ทว่า EU ก็ยังเผชิญปัญหาเรื่องบทบาทในเวทีโลก ที่ตกเป็นรองชาติมหาอำนาจมาโดยตลอด

จากรัสเซียในยุคสหภาพโซเวียต สู่สหรัฐฯ บ้างในบางเวลาและตามสถานการณ์ แต่ปัจจุบันพูดได้เต็มปากว่า จีนคือชาติมหาอำนาจที่ทำให้ EU สะเทือนได้อยู่เสมอ ชัดเจนที่สุดคือโครงการ One Belt One Road (หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง) ที่รัฐบาลจีนทุ่มงบมหาศาลเชื่อมหลายประเทศจากเอเชียถึงยุโรปเข้าด้วยกันผ่านการลงทุนในด้านต่าง ๆ และสินค้า Made in China

Ursula von der Leyen

ล่าสุด EU อยู่เฉยต่อไปไม่ไหว เปิดตัวโครงการ Global Gateway โดยนอกจากเพิ่มบทบาทและการลงทุนของ EU ในระดับโลกแล้ว Ursula von der Leyen ประธานหญิงคนแรกของคณะกรรมาธิการยุโรป ระบุว่าโครงการนี้ยังมีเป้าหมายเพื่อต้านอิทธิพลจีนที่รุกคืบเข้ามาถึงบ้าน  

 

แม้เปิดตัวหลังสุดแต่เป็น Mega Project ที่มีนัยสำคัญ

ปลายไตรมาส 3 ของปีนี้เศรษฐกิจโลกกลับมาคึกคัก หลังสถานการณ์โควิดทุเลาลงก็มีข่าวใหญ่เกิดขึ้น โดยกลุ่มประเทศเศรษฐกิจชั้นนำ 7 ประเทศ (G7) นำโดยสหรัฐฯ ได้ประกาศระหว่างประชุมในอังกฤษว่าจะเดินหน้า Build Back Better World โครงการลงทุนในระบบสาธารณูปโภคในประเทศกำลังพัฒนา และภาคการผลิต เพื่อซ่อมสร้างโลกให้ดีกว่าเดิมตรงตามชื่อโครงการ

จากงบลงทุนมหาศาล เน้นลงทุนในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย และมีขึ้นท่ามกลางความพยายามฟื้นฟูภาพลักษณ์ของสหรัฐฯ  ไปพร้อม ๆ กับลดการขาดดุลการค้ากับจีน Build Back Better World จึงเป็นโครงการที่ตั้งขึ้นมาชนกับ One Belt One Road นี่ทำให้จีนไม่พอใจต่อโครงการดังกล่าว  โดยวิจารณ์ว่าเป็นโครงการตกยุคของกลุ่มประเทศเล็ก ๆ

ณ ขณะนั้นเริ่มมีการจับตามองว่า EU จะมีความเคลื่อนไหวใด ๆ หรือไม่ เพราะ 3 จาก 7 ของกลุ่ม G7 คือ เยอรมนี ฝรั่งเศส และอิตาลี ก็เป็นสมาชิกสำคัญของ EU มี Ursula von der Leyen เข้าร่วมประชุมด้วย และเป็นที่รู้กันว่าโครงการ One Belt One Road ส่งผลโดยตรงต่อชาติสมาชิก EU

ล่วงมาถึงกันยายนก็มีข่าวว่า EU จะมีการลงทุนระดับ Mega Project เน้นที่แอฟริกา และขยายไปยังเอเชียด้วย ที่สุดเมื่อ 1 ธันวาคม EU ก็ได้แถลงเปิดตัวโครงการ Global Gateway ที่จะเริ่มปีนี้ไปจนถึงปี 2027

Global Gateway จะเน้นลงทุนใน 5 ด้าน คือ พลังงานสะอาด โทรคมนาคม คมนาคม ธุรกิจสุขภาพ และการศึกษา-วิจัย โดยมีงบลงทุนอยู่ที่ 340,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 11.4 ล้านบาท) และโครงข่ายคมนาคมและโลจิสติกส์เชื่อมยุโรปกับแอฟริกาเป็นโครงการใหญ่สุด

Ursula von der Leyen กล่าวว่าเป็นโครงการที่เน้นสร้างความร่วมมือไม่ใช่ทำให้เกิดการพึ่งพาแบบกดขี่หรือเอาเปรียบ และเห็นโครงการของ EU เป็นทางเลือกอย่างแท้จริง เน้นคุณค่า มีความเป็นประชาธิปไตย และดีกว่าของจีน

จีนที่จับตามองความเคลื่อนไหวของยุโรปอยู่แล้วก็ตอบโต้แทบจะในทันทีที่ข่าวนี้แพร่ออกไป โดย Global Times หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษของรัฐบาลจีน วิจารณ์ว่าเป็นเพียงโครงการขายฝัน เทียบไม่ได้กับ One Belt One Road

One Belt One Road

และยังเป็นอีกครั้งที่ชาติตะวันตกที่กำลังตกต่ำพยายามทำตัวให้ดูสูงส่ง แถมยังเบี่ยงเบนประเด็นของยุโรปจากความหละหลวมในการรับมือกับโควิดสายพันธุ์โอไมครอนอีกด้วย

แม้เป็นโครงการระดับ Mega Project ที่มาหลังสุด และเป็นการชกข้ามรุ่นกับ One Belt One Road ที่มีการประเมินกันว่ามูลค่าโครงการอาจสูงถึง 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 40 ล้านล้านบาท) แต่ Global Gateway ก็ยังได้รับการจับตามองในหลาย ๆ ด้าน

แน่นอนว่าแรกสุดเลยคือ จะสามารถต้านอิทธิพลของจีนในยุคที่ไม่ต้องกลัวใครอีกต่อไปได้มากน้อยแค่ไหน ต่อมาคือน่าจะเป็นการสร้างความเป็นปึกแผ่นในหมู่ประเทศสมาชิก หลังกรณี Brexit ที่อังกฤษถอนตัวออกจาก EU ไป

ประการสุดท้ายคือ Global Gateway น่าจะสามารถทำให้ EU มีบทบาทในเวทีโลกได้มากขึ้นผ่านการลงทุนในประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะแถบแอฟริกาที่เป็นคู่ค้าสำคัญมาโดยตลอด พร้อมต้านอิทธิพลจีนในด้านต่าง ๆ ในแอฟริกาที่เพิ่มขึ้นอย่างมากตั้งแต่สี จิ้นผิง ขึ้นเป็นประธานาธิบดีอีกด้วย

มีความเป็นไปได้สูงว่าต่อไปแอฟริกาจะกลายเป็นสมรภูมิหลักทางการค้าการลงทุนระหว่างชาติสมาชิก EU กับจีน เพราะกว่า 10 ปีที่ผ่านมาจีนโปรยเงินมหาศาลใน “กาฬทวีป” จนมูลค่าทางการค้าของจีนในแอฟริกาเพิ่มขึ้นถึง 20 เท่า และการลงทุนโดยตรง (FDI) เพิ่มขึ้นถึง 100 เท่า/cnn, bbc, wikipedia, theguardian, globaltimes, euobserver, thediplomat



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน