ในหลาย ๆ เดือนที่ผ่านมาบริษัทไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ เริ่มใช้วิธีการทำงานแบบ Hybrid Model ที่พนักงานสามารถทำงานที่บ้าน สลับกับการเข้าทำงานที่ออฟฟิศ พนักงานจึงสามารถมีตารางเวลาที่ยืดหยุ่นในบางวัน และสามารถเข้าออฟฟิศเพื่อจะได้พบปะพูดคุยกับหัวหน้า และเพื่อนร่วมงานในบางวัน

บริษัทในหลาย ๆ ประเทศทั่วโลกก็เริ่มใช้การทำงานแบบ Hybrid  แต่อย่างไรก็ดี การทำงานแบบ Hybrid Working เป็นเรื่องใหม่สำหรับคนทำงาน ไม่ว่าจะระดับหัวหน้าหรือ ลูกน้องก็ยังพยายามหาวิธีการทำงานเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงที่สุด

ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องจิตวิทยาองค์กรได้แชร์ 3 วิธีที่จะช่วยให้การทำงานแบบ Hybrid ง่ายขึ้นดังนี้;  เลือกประเภทงาน สำหรับทำที่บ้านหรือที่ออฟฟิศ, สื่อสารกับหัวหน้าอยู่ตลอด, พูดคุยกับทีม และเพื่อนร่วมงานในวันที่เข้าทำงานในออฟฟิศ

ทำงานในวันที่เข้าออฟฟิศอย่างไรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

แม้ว่ารูปแบบการทำงานแบบ Hybrid แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลหรือบริษัท เช่น บางคนกำหนดจำนวนวันที่จะเข้าออฟฟิศต่อสัปดาห์ หรือทั้งทีมจะเลือกวันใดวันหนึ่งที่เข้าออฟฟิศในวันเดียวกัน แต่ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการเข้าออฟฟิศแบบไหน ทุกคนมักมีปัญหาคล้าย ๆ กันก็คือ การสลับสถานที่ทำงานอย่างไรให้ราบรื่นที่สุด

จากการวิจัยของ Professor Tsedal Neeley จาก Harvard Business School พบว่า “พนักงานจะรู้สึก Culture Shock เมื่อกลับเข้าไปทำงานที่ออฟฟิศ ต้องเข้าไปนั่งทำงานในพื้นที่ที่ไม่คุ้น และไม่ได้มีอุปกรณ์เทคโนโลยีต่าง ๆ แบบที่จัดเอาไว้พร้อมสรรพเหมือนที่บ้าน”

Professor Tsedal Neeley แนะนำให้จัดบรรยากาศการทำงานในออฟฟิศให้เหมือนกับที่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นการจัดโต๊ะ เก้าอี้ แสงไฟ กล้อง หรือ ไมโครโฟนต่าง ๆ ที่ต้องใช้ใน VDO Call การจัดสิ่งต่าง ๆ ให้เหมือนกันระหว่างบ้านและออฟฟิศมากแค่ไหน ก็ทำให้การเปลี่ยนสถานที่ทำงานไปมาราบรื่นมากขึ้นเท่านั้น

เมื่อจัดโต๊ะเรียบร้อยแล้ว ลำดับถัดไปคือลิสต์งานออกมา และวิเคราะห์ว่างานประเภทใดที่เหมาะทำที่บ้าน หรือที่ออฟฟิศ

งานที่ทำสำเร็จได้คนเดียว: งานที่สามารถเริ่มและทำให้สำเร็จลุล่วงได้โดยไม่ต้องมีฝ่ายอื่น ๆ หรือเพื่อนร่วมทีมเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น ตอบอีเมล หรือเตรียมพรีเซนต์ ควรจัดไว้ในวันที่ทำงานที่บ้าน เนื่องจากไม่ค่อยมีเพื่อนร่วมงานมาขัดจังหวะเท่าไร การวางแผน Project ต่าง ๆ การคีย์ข้อมูล หรือการคุยกับเพื่อนร่วมงานหรือคู่ค้าที่ต่างประเทศใน time zone ที่ไม่ตรงกัน เหมาะกับทำที่บ้านมากกว่า หรือประชุมบางอย่างก็สามารถทำที่บ้านได้เช่นกัน เช่น การประชุมที่สามารถปิดจบได้ในการประชุมนั้น ๆ เลย หรือการบรีฟงานสั้น ๆ ระหว่างหัวหน้าและเพื่อนร่วมทีม เป็นต้น

งานที่ต้องทำร่วมกับผู้อื่น ควรจัดไว้ในวันที่เข้าออฟฟิศ เช่น งานที่ต้องใช้ความร่วมมือจากหลาย ๆ แผนก, การ Brainstorm หรืองานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์จากหลาย ๆ ฝ่าย Paul Tesluk คณบดี และศาสตราจารย์คณะจิตวิทยาองค์กร Buffalo School of Management, New York ให้ความเห็นว่า ตัวพนักงานเองสามารถบรรเจิดความคิดสร้างสรรค์ได้ไม่ต่างกัน ไม่ว่าจะผ่าน VDO Call หรือต่อหน้า แต่ความร่วมแรงร่วมใจระหว่างพนักงานผ่าน VDO Call ต่างหากที่ต้องใช้พลังมากกว่าการประชุมต่อหน้า เพราะเราไม่สามารถอ่านภาษากายผ่านทาง VDO Call ได้ ทำให้รู้สึกเหนื่อยล้า และเป็นกังวล ซึ่งขัดขวางงานความคิดสร้างสรรค์

พบปะพูดคุยกับเพื่อนร่วมงาน

การจะทำงานแบบ Hybrid ให้ประสบความสำเร็จ ไม่ได้อาศัยแค่การเลือกประเภทงานเท่านั้น การสานสัมพันธ์อันดีกับเพื่อนร่วมงานก็สำคัญไม่แพ้กัน  พนักงานควรจัดเวลาคุยกับเพื่อนร่วมงานทั้งเกี่ยวกับงานและไม่เกี่ยวกับงาน เมื่อคนเราพูดคุยกันจะเริ่มมีความไว้เนื้อเชื่อใจกันมากขึ้น Tesluk ให้ความเห็นว่า “ความไว้เนื้อเชื่อใจนี้เองที่ทำให้การทำงานราบรื่นขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่สร้างไม่ได้เวลาคนเราทำงานจากที่บ้าน”

พูดคุยสอบถามสารทุกข์สุกดิบกับเพื่อนร่วมงานในออฟฟิศ ไม่ว่าจะเป็นเวลา coffee break หรือรับประทานข้าวกลางวัน ทำให้การทำงานผ่านทาง VDO Call ราบรื่นขึ้น หรือถ้าทุกคนในทีมวางแผนที่จะเข้าออฟฟิศทุกวันจันทร์ เราก็ควรเข้าวันจันทร์ด้วยเช่นเดียวกัน

โดยเฉพาะพนักงานที่เข้าทำงานใหม่ในช่วงโควิดซึ่งยังไม่ค่อยได้เจอเพื่อนร่วมงานมากเท่าไรนัก ควรเลือกเวลาเข้าออฟฟิศช่วงเดียวกันกับเพื่อนร่วมงาน หรือหัวหน้า เพื่อที่จะได้ทำความรู้จักเพื่อนร่วมงาน และเรียนรู้งานให้ได้มากที่สุด

สื่อสารกับหัวหน้าอยู่เสมอ

ในการทำงานแบบ Hybrid บางครั้งเรากังวลว่าหัวหน้าจะไม่เห็นเราทำงาน ฉะนั้นในวันที่เราเข้าออฟฟิศเราจึงพยายามแสดงให้หัวหน้าเห็นว่าเราทำงานขยันขันแข็ง แต่ Professor Tsedal Neeley เห็นว่า “ในช่วงโควิดพนักงานทุกคนได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่า การอยู่ที่โต๊ะไม่ได้มีผลต่อประสิทธิภาพการทำงานเลยแม้แต่น้อย”

“พนักงานควรจะมั่นใจได้ว่าโลกเราได้เปลี่ยนไปแล้ว วิธีการประเมินของหัวหน้าก็เปลี่ยนไปเช่นเดียวกัน” แทนที่เราจะใช้เวลามากังวลเรื่องโชว์ผลงาน เราควรใช้เวลาและพลังงานไปกับการสร้างสรรค์ผลงานที่ดีออกมามากกว่า

แต่ก็อย่างที่เรารู้ ๆ กันบางทีหัวหน้าก็อาจจะลำเอียง และชอบพอคนที่เข้าหา หรือพรีเซนต์เก่งโดยที่รู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม ดังนั้นเราควรสื่อสารและอัปเดตงานกับหัวหน้าอยู่เสมอ

สุดท้ายแล้วเราคงต้องใช้เวลาสักพักในการปรับตัวให้เข้ากับการทำงานในรูปแบบใหม่นี้ ไม่ว่าเราจะอยู่ตำแหน่งไหนก็ตาม การวางแผนประเภทงานที่จะทำที่บ้านหรือออฟฟิศ และพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานและหัวหน้าอยู่เสมอทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เป็นปัจจัยสำคัญที่จะเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเราได้อย่างแน่นอน

อ้างอิง: bbc.com

I-



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน