Start-up กับ 5 จุดดับก่อนฝันไกลบินไปไม่ถึงยูนิคอร์น (วิเคราะห์)

การที่เหล่า Start-up จะเจอจุดจบด้วยความล้มเหลวมีสูงถึง 90% และทุก ๆ 5 บริษัทจะมี 1 บริษัทที่พับเสื่อกลับบ้านหลังจากผ่านไปเพียง 1 ปี ช่างเป็นตัวเลขที่ชวนฝันสลายสำหรับคนรุ่นใหม่ที่กำลังกระโจนลงไปในมหาสมุทรแห่งนี้

ไม่ใช่ว่าแนวคิดในการเริ่มต้นธุรกิจของพวกเขาไม่ดี ไม่น่าสนใจ Start-upดาวรุ่งหลาย ๆ ทีมมีไอเดียที่สดใหม่ สามารถดึงดูดใจนักลงทุนได่ในระยะแรก แต่แล้วทำไมพวกเขาถึงล้มเหลวในที่สุดล่ะ? ถ้าให้ตอบไว ๆ ส่วนมากก็มักจะหมดเงินลงทุนไปกลางทาง หรือโชคไม่ดีก็เจอกับสภาวะตลาดที่ไม่คาดคิดมาก่อน แต่หากชำแหละลึกลงไปแล้ว หลาย ๆ ครั้งจะเจอกับบาดแผลที่เกิดจากการวางกลยุทธ์ทางการตลาดที่ผิดพลาดของทีมเอง

หากคุณเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ข้อผิดพลาดเหล่านี้อาจมีประโยชน์สำหรับคุณในแง่ของสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงในการปั้นStart-up แต่หากคุณเป็นนักการตลาด 1 ใน 5 ข้อนี้อาจนำไปใช้กับบริษัทของคุณได้เช่นกัน

1. การตั้งเป้าหมายที่ไม่แข็งแรงพอ

ทุกคนรู้ดีว่าการตั้งเป้าหมายทางการตลาดไม่ได้เป็นแค่ส่วนซัปพอร์ตโปรดักส์ แต่นับเป็นส่วนสำคัญที่ควรตั้งเป้าหมายให้แข็งแรงเทียบเท่าหรือมากกว่าการพัฒนาโปรดักส์เลยถ้าเป็นไปได้ หลายครั้งที่Start-upทุ่มเทสรรพกำลังไปที่ทีม Developer และมีฝ่ายการตลาดเป็นเพียงชนกลุ่มน้อย ซ้ำร้ายกว่านั้น บางทีมอาจมองเห็นเพียงการทำตามแพชชั่นส่วนตัว จนลืมตั้งเป้าหมายที่จะทำให้บริษัทไปได้ตลอดรอดฝั่งไว้ข้างหลัง

ฉะนั้นจงจำไว้เสมอว่าทีมมีเป้าหมายที่แข็งแรงพอก่อนที่จะเริ่มต้นแคมเปญการตลาดใด ๆ

2. หมดเงินไปกับสิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีต่อบริษัท

เหตุการณ์นี้มักสืบเนื่องมาจากข้อหนึ่ง ขณะที่บริษัทคุณกำลังใช้จ่ายไปกับสิ่งที่ไร้ประโยชน์ มันไม่ใช่แค่เงินที่เสียไป แต่ยังนับรวมไปถึงค่าเสียโอกาสที่คุณไม่ได้นำงบส่วนนี้ไปใช้จ่ายในการขับเคลื่อนบริษัทอย่างแท้จริง

ยกตัวอย่างง่าย ๆ ที่นักการตลาดอาจหลงทางไปได้ก็คือกิจกรรมแจกรางวัลที่หลายครั้งผู้เข้าร่วมกิจกรรมเป็นเพียงนักล่ารางวัล ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายที่กลายมาเป็นลูกค้าที่ยั่งยืน หรือการซื้อโฆษณาแบบจ่ายต่อคลิกด้วยคำกว้าง ๆ แบบสุ่มจำนวนหนึ่งที่อาจได้รับการคลิกเป็นจำนวนมาก แต่ไม่ได้ให้ ROI กลับมาเลยจริง ๆ

ทั้งนี้การติดกระดุมเม็ดแรกให้ถูกจึงสำคัญเพราะการจัดการงบประมาณที่มีประสิทธิภาพนั้นมาจากแผนการตลาดที่มีโครงสร้างที่ดีเท่านั้น

3. แผนการตลาดที่พันกันยุ่งไม่แพ้สายไฟในกรุงเทพฯ

การลากเส้นจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่งยิ่งลากตรงเท่าไรยิ่งถึงจุดหมายเร็วเท่านั้น เช่นเดียวกันกับแผนการตลาดของStart-upที่ต้องสร้างการรับรู้ (awareness) แล้วลากไปให้ถึงการสนองกลับ (conversion) ของผู้ใช้ให้ได้เร็วที่สุด แต่หลายครั้งความผิดพลาดเกิดขึ้นเมื่อเริ่มสร้างการรับรู้แล้วเฉไฉออกจากเส้นทางไปสู่แคมเปญที่ใช้เวลาไม่กระชับมากพอ และอาจพัวพันไปจนถึงการใช้งบประมาณที่สูญเปล่าอีกด้วย

4. โครงสร้างทีมที่เละเทะ

ด้วยวัฒนธรรมของStart-upที่เน้นทีมที่กระชับ ไม่ยึดติดกับตำแหน่งที่ตายตัว เพื่อให้การเติบโตเป็นไปอย่างรวดเร็ว การเพิ่มคนมักเป็นอย่างหลัง ๆ ที่อยู่ในแผน ใครพอจะทำอะไรได้ทำก่อน นั่นอาจหมายถึงการที่คุณเข้ามาในทีมเพื่อทำตำแหน่งหนึ่งแต่สุดท้ายแล้วคุณต้องทำอีกหลากหลายบทบาทเท่าที่จะเป็นไปได้

รวมไปถึงการจัดวางลำดับขั้นของแต่ละตำแหน่งที่เป็นระนาบเดียวกันไปเสียหมด จนเมื่อเกิดคำถามต่อแผนงานจาก Founder หรือคนภายนอก กลับกลายเป็นว่าไม่มีใครรู้ว่าใครคือคนสำคัญที่ต้องก้าวขึ้นมาและรับผิดชอบแผนการตลาดนี้ จนนำไปสู่การล้มเหลวของแคมเปญในที่สุด

การแชร์ไอเดียกันโดยไม่ยึดติดกับตำแหน่งหน้าที่เป็นเรื่องที่ดีที่ควรคงไว้ แต่สุดท้ายแล้วการวางโครงสร้างทีมให้ชัดเจนเพื่ออุดรอยรั่วของทีมให้ถูกจุดได้ทันท่วงทีก่อนที่จะพากันล่มไปทั้งลำ

5. โตเร็วเกินไป

กว่าจะสร้างธุรกิจมาได้คงไม่มีใครอยากเจอกับสภาวะมาไว ไปไว แม้หัวใจของ Start-up จะคือการเติบโตที่ก้าวกระโดดก็จริง โดยเฉพาะการเรียนรู้จากข้อผิดพลาดและการนำมาปรับให้ใช้ได้เร็วที่สุด หลายบริษัทยิ่งพลาดบ่อยอาจนำไปสู่เป้าหมายที่แข็งแรงกว่าก็มี แต่อีกหลายบริษัทยิ่งพลาดก็ยิ่งบาดเจ็บจนเกินกว่าจะกลับมาแก้ไข

ในด้านการตลาดแผนงานที่มีคุณภาพย่อมสำคัญมากกว่าปริมาณ และนั่นหมายถึงการพิจารณาทุกสิ่งที่คุณทำอย่างรอบคอบและกลั่นกรองทุกรายละเอียด โดยเฉพาะทีมที่อยู่ในช่วงเริ่มแรกการช้าลงหน่อย แล้วเพิ่มเวลาทบทวนแผนงานก่อนจะลงมือทำจะช่วยทีมของคุณได้อย่างมาก


อ้างอิง : bettermarketing.pub

I-

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน