กลายเป็นคำที่ใช้ติดปากและไม่จำกัดอยู่เฉพาะวงการ Technology และ Startup อีกต่อไป สำหรับ disruptive คือ สิ่งที่สื่อถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างมากแบบพลิกวงการ โดยคุณสมบัติของกลุ่มผู้อยู่รอดกับพวกต้องหยุดจอดเพราะสุดความสามารถที่จะไปต่อนั้น แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แน่นอนว่าที่ทุกคนอยากรู้คือควรทำอย่างไร และปรับตัวแบบไหนจึงได้เป็นสมาชิกของกลุ่มแรก
ในมุมมองระดับองค์กรและแบรนด์ใหญ่ คำตอบของคำถามจากบรรทัดบนคือการมอง Trend ให้ออก ปรับตัวแต่เนิ่นๆ คิดนอกกรอบ และใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ส่วนถ้าเป็นในระดับบุคคลหรือคนทำงานทั่วไปไม่ว่าในสาขาอาชีพใดต้องใช้ความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Quotient- EQ) เพิ่มเข้ามาด้วย นี่จึงเป็นเหตุให้ EQ ไม่ต่างจากเกราะ จากโล่ ที่จำเป็นเพราะป้องกันไม่ให้คุณเจ็บหนักสะบักสะบอมเมื่อถูก Disrupt
ไม่ติดกับดัก Comfort Zone : โดยธรรมชาติแล้วเมื่อเจออันตรายหรือความเปลี่ยนแปลง คนส่วนใหญ่มักปฏิเสธและกลับสู่พื้นที่คุ้นเคย ต่างจากคนมี EQ ดีมองมองการณ์ไกล ซึ่งจะพาตัวเองออกจาก Comfort Zone ทันที เพราะเห็นว่าเป็นกับดักที่เกิดจากชะล่าใจและฉุดรั้งความก้าวหน้า จนท้ายสุดต้องทิ้งไว้เบื้องหลังและพังไม่เป็นท่าจากความเปลี่ยนแปลง ดังนั้นนี่จึงเป็นเคล็ดลับข้อแรกจากผู้ที่มีความฉลาดทางอารมณ์ที่ควรนำใช้ หากไม่อยากถูก Disrupt
พร้อมขยับตัวเมื่ออารมณ์แกว่ง : ลมทำให้กังหันหมุน เครื่องตรวจจับแผ่นดินไหวจะทำงานเมื่อเกิดแรงสั่นสะเทือน สำหรับคนทุกครั้งที่เราตื่นเต้น ดีใจ เสียใจหรือแม้กระทั่งเครียด นั่นเป็นการสัญญาณตามธรรมชาติจากร่างกายว่าเรากำลังสั่นไหวจากความเปลี่ยนแปลงแล้ว คนมี EQ ดี จะไม่เก็บกดความรู้สึกเหล่านี้ไว้ และใช้เป็นแรงผลักดันในการศึกษา Trend นั้นให้เร็วที่สุด เหมือนเหล่านักเขียนและผู้สื่อข่าวหัวก้าวหน้า ที่เรียนรู้สื่อ Online และ Social Media อย่างเต็มใจตั้งแต่ช่วงที่ยังไม่ได้รับความนิยม จนปัจจุบันใช้ได้อย่างคล่องแคล่วและเข้าใจ ต่างจากสื่อที่ฝืนความเปลี่ยนแปลงซึ่งได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจนต้องทยอยปิดตัว

พาทีมพ้นหล่มปัญหาได้จากหลายวิธี : การเปิดกว้างทางความคิดคือคุณสมบัติถัดมาที่ช่วยให้คนมี EQ ดีเป็นผู้อยู่รอดในทุกความเปลี่ยนแปลง เพราะนี่ไม่ใช่แค่การขยายทางออกจากปัญหาหรือเพิ่มวิธีแก้วิกฤตเท่านั้น แต่ยังเป็นการลดอัตตา ยืนยันว่าเห็นความสำคัญของทีมและเสริมสร้างความสามัคคีอีกด้วย ดังจะเห็นได้จากงานใหญ่และยาก หากมีหลายคนเข้ามาช่วย จะเสร็จได้เร็วกว่าการฉายเดี่ยวทำอยู่คนเดียว
มีทักษะการอ่านภาษากายเป็นแต้มต่อ : นอกจากรู้ความเปลี่ยนแปลงของตัวเองได้หลังเกิดขึ้นไม่นานแล้ว คนมี EQ ยังสังเกตเห็นความเคลื่อนไหวของผู้อื่นได้เร็วด้วย ไม่ว่าจะบอกตรงๆ หรือแสดงออกมาผ่านภาษากายทั้งบวกและลบ เช่นถ้าเริ่มยิ้มมุมปากและผายมือทั้งสองที่กุมไว้เป็นการสื่อว่าพร้อมเปิดรับข้อเสนอ ส่วนหากก้มหน้าหรือไม่สบตลอดการสนทนาคือนัยทางกายที่บอกว่าไม่เห็นด้วยกับอีกฝ่าย โดยการจับอวัจนะภาษาเหล่านี้ได้ดีกว่าผู้อื่น จะช่วยทำให้การสื่อสารราบรื่น การเจรจาไม่ติดขัด รู้ว่าจังหวะควรรุกเพื่อให้อีกฝ่ายตอบว่า และเวลาไหนควรเงียบไว้เพื่อไม่ให้ถูกปฏิเสธกลับมา
มองเห็นโอกาสและฉลาดปรับตัว : คุณสมบัติอย่างสุดท้ายที่เราควรหา ควรพัฒนาให้ได้แบบคนมี EQ ดีคือวิจารณญาณ ผสมของใหม่กับเก่าให้ลงตัว และไม่เอียงไม่ทางใดทางหนึ่งมากเกินไป ขณะเดียวกันต้องรู้วิธีอยู่ร่วมกับความเปลี่ยนแปลงได้โดยที่ไม่สูญเสียตัวตนหรือเอกลักษณ์สำคัญไป จนถูกครหาว่าไร้จุดยืน จำไว้ว่าโอกาสอาจเป็นวิกฤตได้เช่นกันหากไม่รอบคอบ และผู้ที่เดินหน้าต่อได้ในระยะยาวอย่างปลอดภัยคือคนมีสติทุกย่างก้าว ไม่ใช่รีบเดินให้ถึงเป้าหมายโดยไม่ใส่ใจอันตรายระหว่างทางเลย / fastcompany
อ่าน Marketing Content อ่าน Marketeer
