หลายสัปดาห์บนความตึงเครียดและสูญเสียของสงครามระหว่างยูเครนและรัสเซีย ซึ่งถ้านับปัจจุบันก็ผ่านการเจรจามาแล้วกว่า 4 ครั้ง ยังไม่มีทีท่าว่าจะได้ข้อยุติแต่อย่างใด

 

บวกกับที่ผ่านมาในสงครามครั้งนี้มีผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่ายไม่ว่าจะเป็นประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป และอเมริกา รวมไปถึงกลุ่มประเทศสมาชิก NATO และ UN ต่างก็หลีกเลี่ยงการมีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในครั้งนี้

 

ท่ามกลางไฟสงครามที่กำลังลุกโชนการแย่งชิงดินแดนอาณาเขต ดูเหมือนจะมีแต่ฝ่ายสูญเสีย ไม่มีฝ่ายใดเลยจะได้รับผลประโยชน์จากสงครามในครั้งนี้

 

แต่มีอยู่อีกหนึ่งทวีปที่มักไม่ค่อยถูกพูดถึงเพราะไม่ได้อยู่ท่ามกลางความขัดแย้งโดยทางตรง แต่กลับมีผลประโยชน์โดยทางอ้อมเนื่องจากมีความสัมพันธ์ที่ดีกับรัสเซีย ที่มาจากการวางหมากไว้ก่อนหน้านี้แล้วของรัสเซีย

 

กลุ่มประเทศในแถบลาตินอเมริกา ซึ่งก่อนหน้าที่จะเกิดสงครามนี้ ทางรัสเซียได้ส่งผู้นำระดับบิ๊กไปเจริญสัมพันธไมตรีกับกลุ่มประเทศเหล่านี้มาแล้ว และมีอยู่อีกหลายต่อหลายครั้งที่ผู้นำจากประเทศเหล่านั้นก็เดินทางมาพบวลาดิเมียร์ ปูติน ถึงกรุงมอสโกด้วยตัวเอง

 

เบื้องหลังความสัมพันธ์นี้มีอะไรแอบแฝงหรือไม่ แล้วศึกสงครามในครั้งนี้ใครจะได้ประโยชน์ท่ามกลางผู้เสียประโยชน์ เป็นเรื่องที่ควรค่าแก่การติดตามยิ่ง

 

ก่อนบุกยูเครน

 

หลายเดือนก่อนหน้าที่รัสเซียจะเปิดฉากโจมตียูเครนแบบเต็มอัตราศึก 2 ประธานาธิบดีของสองประเทศลาตินอเมริกา Jair Bolsonaro ของ บราซิล และ Alberto Fernandez ของอาร์เจนตินา ได้ไปเยือนกรุงมอสโก เพื่อเข้าพบ นายวลาดิเมียร์ ปูติน การเข้าพบประธานาธิบดีของรัสเซียในครั้งนั้นเป็นการตอกย้ำถึงความสัมพันธ์ทางการเมืองที่แน่นแฟ้นระหว่างรัสเซียและกลุ่มประเทศลาตินอเมริกา

 

นาย  Fernandez บอกว่า อาร์เจนตินาจะเป็นประตูสู่อเมริกาใต้ ของรัสเซีย ในขณะที่ผู้นำของบราซิลก็ออกมาพูดในทำนองว่า กลุ่มประเทศลาตินอเมริกานั้นมีความสมัครสมานสามัคคีกับรัสเซียเป็นอย่างดี

 

แต่หลังจากมีการบุกประชิดชายแดนยูเครนเข้าจริง กลุ่มประเทศที่มีทีท่าว่าจะเป็นมหามิตรที่ดีกับรัสเซีย กลับแสดงท่าทีที่เปลี่ยนไป

 

เริ่มจากรัฐบาลของนาย Fernandez โดยโฆษกของรัฐบาลได้ออกแถลงการณ์ในรัสเซีย “หยุด” การรุกรานยูเครน ในขณะที่ท่าทีของบราซิลยังเหมือนไว้ทรง

 

ท่าทีของประเทศที่เป็นพันธมิตรกับรัสเซียดูเหมือนจะยังลังเลที่จะวิพากษ์วิจารณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนของรัสเซียที่กระทำต่อยูเครน เพราะนั่นก็เพราะว่า ด้านหนึ่งรัสเซียก็เป็นพันธมิตร แต่อีกด้านก็คือความถูกต้องทำให้หลายประเทศแถบลาตินอเมริกายังคงสงวนท่าทีที่จะเปิดศึกกับรัสเซียโดยไม่จำเป็น

 

แต่ท่ามกลางความสับสนอลหม่าน ยังมีอีก 3 ประเทศที่เรียกได้ว่ามีความสัมพันธ์อันดีกับรัสเซียมาก ๆ ได้แก่ เวเนซุเอลา คิวบา และนิการากัว

ซึ่งสงครามในครั้งนี้อาจส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อ 3 ประเทศนี้ เนื่องจากสามประเทศนี้ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือทางการเงิน การทหารและอาวุธ จากรัสเซีย ซึ่งถ้ารัสเซียใช้เงินไปกับสงครามเป็นจำนวนมาก ก็อาจส่งผลกระทบต่อประเทศเหล่านี้ได้ อีกทั้งพอเข้าข้างรัสเซียก็ต้องเจอมาตรการคว่ำบาตรอย่างหนักจากสหรัฐอเมริกาทั้งในด้านการค้าและความช่วยเหลือทางด้านการเงิน

 

โดยเฉพาะ เวเนซุเอลา ที่รายได้ส่วนใหญ่มาจากการส่งออกน้ำมันไปให้ขายรัสเซียและจีน ซึ่งจีนและรัสเซียเองก็มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน เข้าสุภาษิต “เรือล่มในหนองทองจะไปไหน”

 

โอกาสที่ไม่มีใครมองเห็น

 

เรามาเจาะเฉพาะประเด็นทางด้านการค้า การลงทุน และเรื่องพลังงาน ที่ รัสเซีย มองเห็นศักยภาพในกลุ่มประเทศลาตินอเมริกา นำไปสู่การเจริญสัมพันธไมตรีตามมา ซึ่งวิธีการที่รัสเซียใช้แทบจะเป็นสูตรเดียวกับที่รัสเซียทำกับจีนและพม่าอย่างที่เราได้เห็นกัน

 

รัสเซียนั้นมองเห็นโอกาสในทรัพยากรทางธรรมชาติที่ประเทศแถบอเมริกาใต้มี แต่ของตนไม่มี หรือมีแต่ได้รับการปฏิเสธจากประเทศอื่น ๆ หรือแม้กระทั่งสถาบันการเงินต่าง ๆ

 

รัสเซีย นำเสนอตัวเองในภาพของคู่ทุกข์คู่ยากที่เป็นมากกว่าแค่พาร์ตเนอร์ให้กับกลุ่มประเทศลาตินอเมริกา แถมเงื่อนไขการกู้ยืมเงินต่าง ๆ ยังยืดหยุ่นกว่า ดึงดูดกว่ากลุ่มเจ้าหนี้ในประเทศแถบตะวันตก

 

จากมุมมองของผู้นำรัสเซียมองว่า การพัฒนาความสัมพันธ์ด้านการค้าการลงทุนกับกลุ่มประเทศนอกสหภาพยุโรปและสหรัฐฯ เป็นเรื่องที่จำเป็นมากในสภาวะปัจจุบัน รวมถึงเป็นการป้องกันโอกาสถูกคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจจากกลุ่มประเทศมหาอำนาจของโลกอีกด้วย

 

รัสเซียใช้กลยุทธ์แบบ State-To-State Deal หรือการทำข้อตกลงแบบเป็นรายประเทศไป (ไม่ได้ดีลแบบเป็นกลุ่มประเทศ) และใช้บริษัทที่มีสถานะเป็นของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจเข้าไปควบคุมกิจการในต่างประเทศ โดยเฉพาะกิจการที่เป็นรากฐานทางเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศนั้น ๆ

โดยเฉพาะกับเวเนซุเอลา ที่ตั้งแต่วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีของรัสเซีย เข้าดำรงตำแหน่ง ก็ได้ขยายอิทธิพลความสัมพันธ์เข้าไปในเวเนซุเอลาเป็นอย่างมาก ซึ่งรัสเซียนั้นเล็งเห็นและเจาะจงไปที่เซกเตอร์ของพลังงานโดยเฉพาะ โดยรัสเซียนั้นใช้ Rosneft ซึ่งเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานเข้าไปควบคุม (Rosneft สถานะเหมือน ปตท. ที่รัฐมีส่วนถือหุ้นเป็นจำนวนมาก)

 

ทำไมรัสเซียต้องดีลกับประเทศแถบลาตินอเมริกา?

 

5 ประเทศที่ วลาดิเมียร์ ปูติน ต้องการที่จะแผ่ขยายความสัมพันธ์ทางการทูตเข้าไป ประกอบไปด้วย คิวบา เวเนซุเอลา โคลัมเบีย เม็กซิโก  และบราซิล

 

กลุ่มประเทศเหล่านี้กำลังก้าวสู่การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองด้วยปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศที่ตกต่ำ ปัญหาทางการค้าการลงทุน รวมถึงปัญหาด้านสังคมที่สะสมมานาน ประกอบกับประเทศเหล่านี้มีทรัพยากรทางธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็น ทองแดง นิกเกิล และน้ำมันดิบ ซึ่งล้วนเป็นสินค้าโภภคภัณฑ์ที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกเป็นอย่างมาก

 

 

ด้วยปัจจัยเหล่านี้ได้เป็นการเปิดประตูเชื้อเชิญให้รัสเซียก้าวเข้ามามีบทบาททางการเมืองกับกลุ่มประเทศในภูมิภาคนี้ ด้วยการให้การสนับสนุนทางการเงิน (ด้วยเงื่อนไขที่ยืดหยุ่นกว่า) การสนับสนุนด้านการทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์ รวมไปถึงสนับสนุนการดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดีบางประเทศ

 

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2018 ในตอนนั้น รัสเซีย ในฐานะยักษ์หลับในเวทีระดับโลกต้องการที่จะมีตัวตนอีกครั้งในการประชุม G20 ซึ่งถือเป็นเวทีการประชุมผู้นำระดับทอปของโลก จัดขึ้นที่กรุงบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา ซึ่งวาระซ่อนเร้นในการประชุมในครั้งนั้นคือการที่รัสเซียต้องการแยกตัวออกจากกลุ่มประเทศตะวันตก ไปมีอิทธิพลกับกลุ่มประเทศเกิดใหม่ หรือ Emerging Mareket

 

 

 

ผลกระทบในทางบวก

 

ในขณะที่ทั่วโลกกำลังเจ็บปวดจากผลกระทบของสงครามแต่เวเนซุเอลากำลังจะเป็นประเทศที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น

 

ถ้ารัสเซียบุกยูเครนแบบฟูลสเกลปัญหาทางด้านการเงินของประะเทศในแถบแคริบเบียนและอเมริกลางจะตามมาทันที เพราะประเทศเหล่านั้นไม่สามารถขุดเจาะน้ำมันได้เองและส่วนใหญ่อยู่ในสถานะผู้นำเข้าเสียมากกว่า นอกจากจะเจ็บจากเรื่องการท่องเที่ยวที่ยังคงไม่ฟื้นแล้ว ยังต้องมาโดนซ้ำหนักจากเรื่องราคาน้ำมัน

 

จากข้อมูลของ World Population Review  ระบุว่าในปี 2022 เวเนซุเอลา คือ ประเทศที่มีน้ำมันดิบสำรองมากที่สุดในโลกอยู่ที่ 300.90 ล้านบาร์เรล หลายคนอาจจะไม่รู้มาก่อนและไม่อยากจะเชื่อ ซึ่งปริมาณสำรองน้ำมันของเวเนซุเอลา มากกว่าประเทศในกลุ่มโอเปก พลัสเสียอีก (อันดับ 2 ซาอุฯ ที่ 266.50 ล้านบาร์เรล ส่วนรัสเซียอยู่ในอันดับ 8 ที่ 80 ล้านบาร์เรล)

 

นอกจากนี้ เวเนซุเอลาถือว่าเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ไปยังกลุ่มประเทศแถบทะเลแคริบเบียนและอเมริกากลาง ก่อนหน้านี้ธุรกิจส่งออกน้ำมันของ บเวเนซุเอลาก็ไม่ได้สดใสนัก เนื่องจากปัญหาการบริหารจัดการและการทุจริตคอร์รัปชัน

 

แต่เมื่อราคาน้ำมันปรับเพิ่มสูงขึ้นเวเนซุเอลาสามารถที่จะแบ่งสัดส่วนการส่งออกน้ำมันที่แต่เดิมส่งออกไปยังประเทศจีน ไปยังอเมริกากลางและคาริบเบียนมากขึ้น

 

Francisco J. Monaldi หัวหน้าโปรเจกต์วิจัยเกี่ยวกับพลังงานในลาตินอเมริกา กล่าวว่า เวเนซุเอลาสามารถออฟเฟอร์กลุ่มประะเทศแถบอเมริกากลางและแคริบเบียนด้วยส่วนลดราคาน้ำมันเทียบเท่ากับราคาน้ำมันที่ส่งออกให้จีน

 

นอกจากนี้ รัสเซียเองก็พยายามที่จะหาทางเลี่ยงการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ (ที่ประกาศแบนการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย) ด้วยส่งออกน้ำมันผ่านบุคคลที่ 3 แทน

 

ซึ่งเวเนเซุเอลาประเทศที่มีความสัมพันธ์อันดีกับรัสเซียย่อมสามารถที่จะทำหน้าที่เป็นแขนขาให้กับรัสเซียได้อยู่แล้ว

 

มีเยอะใช่จะใช้ประโยชน์ได้

 

ถึงแม้เวเนซุเอลาจะเป็นประเทศที่มีน้ำมันดิบสำรองมากที่สุดในโลกก็ตาม แต่ เวเนซุเอลาเองก็ยังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ และประชาชนก็อดอยากยากไร้

 

จากข้อมูลระบุว่าแม้ตามสถิติแล้วน้ำมันดิบของเวเนซูเอลาจะมีมากที่สุดในโลก แต่ส่วนใหญ่อยู่นอกชายฝั่งออกไปไกล และอยู่ลึกลงไปใต้ผิวโลกมาก ทำให้ต้นทุนในการขุดเจาะน้ำมันขึ้นมาค่อนข้างสูง และไม่คุ้มค่าที่จะขุดขึ้นมาขายเพราะได้กำไรไม่มาก

 

ตรงข้ามกับซาอุดิอาระเบีย ที่น้ำมันส่วนใหญ่อยู่ใกล้กับพื้นผิวมากกว่าทำให้ต้นทุนของการขุดเจาะขึ้นมานั้นราคาไม่สูงมากนัก

 

สรุป

 

ถึงแม้จะดูเหมือนว่า เวเนซุเอลาจะเป็นประเทศที่มีน้ำมันสำรองมากที่สุดในโลกและน่าจะได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันดิบที่ราคาพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

 

รวมไปถึงมาตรการการคว่ำบาตรที่รัสเเซียกำลังเผชิญ โดยเฉพาะที่ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ประกาศกร้าวไม่ใช้น้ำมันนำเข้าจากรัสเซียเด็ดขาดอย่างน้อยก็ในช่วงนี้

 

ทำให้มีความเป็นไปได้ว่า เวเนซุเอลา จะก้าวขึ้นมาทำหน้าที่แทนรัสเซียในการส่งออกน้ำมันไปยังประเทศต่าง ๆ บนโลกนี้ แต่เราก็ต้องไม่ลืมว่า ถึงแม้ว่าจะส่งออกจากเวเนซุเอลา แต่อุตสาหกรรมพลังงานในเวเนฯ ก็ถูกควบคุมดูแลโดย Rosneft รัฐวิสาหกิจด้านกิจการพลังงานยักษ์ใหญ่ของรัสเซียอยู่ดี

รวมไปถึงปริมาณน้ำมันดิบสำรองที่เวเนซุเอลามีส่วนใหญ่ก็ยังไม่ได้ถูกขุดขึ้นมาใช้เพราะขุดยากจึงทำให้มีต้นทุนในการขุดสูง ไม่คุ้มที่จะขาย

 

แต่อย่างไรก็ตาม มีการคาดหมายว่ารัสเซียคงจะให้เวเนซุเอลาทำหน้าที่แทนในส่วนของการส่งออกน้ำมันตามที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ แต่ถึงอย่างไรก็ดี ก็ยังมีความกังวลถึงปริมาณการส่งออกน้ำมันว่าอาจจะไม่สามารถทดแทนได้ 100% ของปริมาณการส่งออกน้ำมันที่รัสเซียสามารถทำได้


อ้างอิง

https://worldpopulationreview.com/country-rankings/oil-reserves-by-country

 

https://foreignpolicy.com/2022/02/25/russia-ukraine-war-latin-america-maduro-bolsonaro-fernandez-amlo/

 

https://carnegieendowment.org/2018/05/03/russia-playing-geopolitical-game-in-latin-america-pub-76228

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน