ถอดรหัส ธุรกิจไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ ‘กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์’

การขยายตัวทางเศรษฐกิจและสังคม เป็นกลไกขับเคลื่อนให้ความต้องการด้านพลังงานและปริมาณการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ประมาณการการใช้ไฟฟ้าในประเทศไทย ระหว่างปี 2560-2564 ว่าจะเติบโตในอัตราเฉลี่ย 3.4% ต่อปี ภายใต้ปัจจัยสนับสนุนจากนโยบายภาครัฐ โครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) และการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งช่วยดึงดูดให้บริษัทข้ามชาติเข้ามาลงทุนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มมากขึ้น

เพื่อตอบสนองปริมาณการใช้ไฟที่เพิ่มขึ้นจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งภาคอุตสาหกรรม และการรองรับโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC)  บมจ. กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF หรือ บริษัทฯ) หนึ่งในผู้ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าภาคเอกชนรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย จึงมุ่งพัฒนาธุรกิจและวางแผนการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทฯ ประกอบธุรกิจโดยการถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company) ที่ประกอบธุรกิจหลักด้านการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า ไอน้ำและน้ำเย็น และธุรกิจอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยมีการจับมือกับพันธมิตรยักษ์ใหญ่ อย่าง JPHT ในเครือกลุ่มบริษัท J-Power ผู้ผลิตไฟฟ้าชั้นนำของประเทศญี่ปุ่น จัดตั้งบริษัทร่วมทุน GJP และร่วมกับ MIT Power ของกลุ่มบริษัท Mitsui & Co. หนึ่งในผู้ประกอบธุรกิจเทรดดิ้งชั้นนำของประเทศญี่ปุ่น จัดตั้งบริษัทร่วมทุน 2 บริษัท ได้แก่ GMP และ IPD เพื่อดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในประเทศไทย

ปัจจุบัน บริษัทฯ มีโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) แล้วจำนวน 13 โครงการ และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคาอีก 4 โครงการ กำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้ง (Installed Capacity) รวม 4,772.1 เมกะวัตต์ (ข้อมูล ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2560) โดยบริษัทฯ ตั้งเป้าขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้ง (Installed Capacity) เพิ่มอีก 6,353.6 เมกะวัตต์ ภายในปี 2567 ซึ่งหากโครงการโรงไฟฟ้าดำเนินงานแผนงานทั้งหมด GULF จะเป็นบริษัทเอกชนที่มีกำลังการผลิตไฟฟ้าสูงที่สุดในประเทศไทย และเป็นหนึ่งในผู้ประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติภาคเอกชนรายที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(ข้อมูลจากฟรอสต์ แอนด์ ซัลลิแวน)

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังถือหุ้นจำนวนร้อยละ 100.00 ใน Gulf HK โดย Gulf HK ยังถือหุ้นอยู่ใน บมจ. เอสพีซีจี ผู้ผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์รายใหญ่ของไทย และบริษัท ผลิตไฟฟ้าลาว จำกัด อีกทั้ง GULF ยังมีธุรกิจจำหน่ายไอน้ำและน้ำเย็นที่ผลิตจากโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ SPP ให้แก่ลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรมต่าง ๆ

สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าของ GULF กว่า 99.8% นั้นเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซธรรมชาติ นอกจากนี้บริษัทฯ เดินหน้าสร้างการเติบโต ด้วยการแสวงหาโอกาสใหม่ ๆ ในการขยายการลงทุนสู่โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ รวมถึงพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบอื่น ๆ เพื่อให้สอดรับกับเทรนด์ด้านพลังงานของโลก อีกทั้งเป็นการเพิ่มแหล่งที่มาของรายได้ให้มีความหลากหลายในต่างประเทศ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางธุรกิจ

สำหรับข้อมูลด้านการเงินพบว่า ในงวดเก้าเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย. 2560 กำไรส่วนใหญ่ของบริษัทฯ มาจากส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมหรือ GJP นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีโครงการโรงไฟฟ้าในแผนงานที่จะทยอยเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เพิ่มเติม ซึ่งจะเป็นแหล่งที่มาของรายได้และกำไรที่สำคัญในอนาคต

ในปลายปีนี้ GULF เดินหน้าเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้แก่บริษัทฯ โดยเป็นอีกหนึ่งธุรกิจของคนไทยที่มีศักยภาพ และพร้อมพัฒนาสู่การเป็นบริษัทพลังงานสะอาดแห่งภูมิภาคในอนาคต …

 

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ https://gulf.listedcompany.com/ipo/

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน

 


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer