ด้วยสถานการณ์ที่ผันผวนราวกับคลื่นในทะเลยามที่พายุเข้าสำหรับ “ธุรกิจ” ในปี 2558 จึงทำให้ “ธุรกิจ” ต่างต้องประคับประคองตัวเองเพื่อให้ผ่านช่วงปีนี้ไปให้ได้ และตอนนี้ก็ใกล้ที่จะย่างเข้าปีต่อไปแล้ว ทางศูนย์วิจัยกสิไทยจึงได้เปิดเผย “แนวโน้มธุรกิจที่สำคัญ ปี 2559” ที่ต้องจับตาให้ดีว่าธุรกิจกลุ่มไหนที่ “อาจเผชิญความท้าทายต่อเนื่อง” หรือ “เติบโตได้ดี” ตอนรับปีวอกที่ใกล้เข้ามาทุกที
ธุรกิจที่ต้องเผชิญความท้าทายต่อเนื่อง
1.ประมง ต้องจับตาการส่งออกกุ้งให้ดี เนื่องจากหดตัวตัอเนื่องเป็นปีที่5จากแรงฉุดด้านผลผลิตโลกและไทยที่ เพิ่มกดดันราคา รวมถึงผลจาก GSP, IUU Fishing และ Tier3 ซึ่งปี 2558 คาดว่าจะติดลบร้อยละ 9.8 ขณะที่ปี 2559 คาดว่า จะติดลบร้อยละ 7.7-2.3
2.ปิโตรเคมี โดยส่งออกผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี ยังเผชิญแรงกดดันจากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับต่ำ แต่ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการที่มีฐานะเข้มแข็งและมีหลากหลายธุรกิจ ซึ่งปี 2558 คาดว่าจะติดลบร้อยละ 22.3 ขณะที่ปี 2559 คาดว่า จะติดลบร้อยละ 8.6-2.6
3.รถยนต์ โดยยอดขายรถในประเทศ ยังคงมีปัจจัยถ่วงด้านกําลังซื้อของครัวเรือน ทําให้ค่ายรถยนต์ยังต้อง แข่งขันกันทําการตลาดอย่างเข้มข้นต่อเนื่อง ซึ่งปี 2558 คาดว่าจะติดลบร้อยละ 13 ขณะที่ปี 2559 คาดว่า จะติดลบร้อยละ 1 หรือโตขึ้น 3%
4.ค้าปลีก โดยเฉพาะค้าปลีกสมัยใหม่ที่จับตลาดกลางลงล่างและค้าปลีกเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงอย่าง Hypermarket อาจเติบโตต่ำกว่ารูปแบบอื่น ซึ่งปี 2558 คาดว่าจะโตขึ้น 3.2% ขณะที่ปี 2559 คาดว่าจะโตขึ้นประมาณ 3-4%
ธุรกิจที่น่าจะประครองการขยายตัว
1.ที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะโครงการเปิดใหม่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เนื่องจากมาตรการรัฐมีส่วนช่วยปรับสมดุลซัพพลายในตลาด ขณะที่การลงทุนเปิดโครงการใหม่จะยังเป็นภาพที่ต้อ
งระมัดระวัง ซึ่งปี 2558 คาดว่าจะติดลบร้อยละ 4.5 ขณะที่ปี 2559 คาดว่า จะติดลบร้อยละ 2 หรือโตขึ้น 4%
2.โรงแรม ซึ่งจะมีรงหนุนจากการท่องเที่ยว แต่ธุรกิจโรงแรมก็ยังต้องเผชิญการแข่งขันที่สูง และยังมีความไม่แน่นอนจากแจจัยการเมืองระหว่างประเทศอีกด้วย ซึ่งปี 2558 คาดว่าจะโตขึ้น 7.1% ขณะที่ปี 2559 คาดว่าจะโตขึ้นประมาณ 4.7-6%
ธุรกิจที่เติบโตได้ในเกณฑ์ดี
1.สุขภาพ โดยเฉพาะรายได้โรงพยาบาลเอกชน ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งจะเติบโตต่อเนื่อง ตามการขยายตัวของลูกค้า Medical Tourism และ Expatiation ได้ได้รับอานิสงค์จากการเปิด AEC ซึ่งปี 2558 คาดว่าจะโตขึ้น 11.5% ขณะที่ปี 2559 คาดว่าจะโตขึ้นประมาณ 11-13%
2.ไอที โดยเฉพาะมูลคาตลาดการใช้บรกิารด้านข้อมูล ซึ่งเป็นเกิดจากแรงผลักดันจากการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี(4G)และ พฤติกรรมการใช้ชีวิตของผู้บริโภคในยุคดิจิตอล ซึ่งปี 2558 คาดว่าจะโตขึ้น 25.1% ขณะที่ปี 2559 คาดว่าจะโตขึ้นประมาณ 20.6-22.5%
“ภาคการเกษตร” แรงฉุดเศรษฐกิจปี 2559
แรงฉุดจากปัจจัยลบที่ต่อเนื่องมาจากปี 2558 จะยังคงกดดันรายได้เกษตรกรให้หดตัวเป็นปีที่ 5 ในปี 2559 แต่ด้วยผลด้านราคาสินค้าเกษตรหลักที่กระเตื้องขึ้น ทําให้อัตราการหดตัวน่าจะลดลง แต่ยังคงมีแรงฉุดกําลังซื้อครัวเรือนฐานรากอีก 3 ปัจจัย คือ
1. ภัยแล้ง ที่แม้จะมีการช่วยพยุงราคา แต่ผลผลิตที่ลดลงจะกดดันรายได้ ซึ่งจะส่งผลต่อสินค้าข้าว
2. เศรษฐกิจจีนที่โตช้าลงและเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่ยังคงเปราะบาง จะทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์มีแนวโน้ม อยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลต่อสินค้ายางพารา
3. มาตรการที่มิใช่ภาษี จากประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะ IUU Fishing & Tier3 ที่จะสั่นคลอนความเชื่อมั่นและอาจมีผลต่อคํา สั่งซื้อสินค้าไทยซึ่งจะส่งผลต่อสินค้าประมง
โดยจับตาหลังฤดูแล้ง หากฝนมาตามฤดู รายได้เกษตรกรอาจจะไม่แย่ลงอีกซึ่งธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องในห่วงโซ่การผลิตเช่น ผู้ค้าปัจจัยการผลิต (ปุ้ย ยาปราบศัตรูพืช เมล็ดพันธุ์ เครื่องจักรกล การเกษตร) รวมทั้งธุรกิจที่พึ่งพากําลังซื้อกลุ่มนี้อย่างค้า ปลีกค้าส่ง จะยังคงได้รับ ผลกระทบไปจนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้นซึ่งอาจจะล่วงเข้าสู่ครึ่งปีหลัง
“การลงทุน” ส่วนเสริมเศรษฐกิจปี 2559
การลงทุนภาคเอกชนกลับมาขยายตัวหลังจากหดตัวมาตั้งแต่ปี 2556 จากหลายปัจจัยผลักดัน สอดรับกับการตั้งเป้าหมายให้ปี 2559 เป็นปีแห่งการลงทุน (Year of Investment) โดยมีแรงผลักดันการลงทุนของภาคธุรกิจในปี 2559 ที่สําคัญ 3 ส่วนได้แก่
1. นโยบายภาครัฐ จากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และมาตรการเร่งรัดการ ลงทุนและการให้สิทธิ ประโยชน์ต่างๆ
2. เทคโนโลยี4G จากการลงทุนขยาย โครงข่ายของผู้ประกอบการกิจการโทรคมนาคม และความต้องการบริการด้านข้อมูลที่เพิ่มขึ้น
3. เทรนด์อื่นๆ ได้แก่ความใส่ใจด้าน สุขภาพ และการผลิต ที่เป็นมิตรกับ สิ่งแวดล้อม รวมถึงการเปิดเสรี อย่างเป็นทางการ
ขณะเดียวกัน แรงกดดันทางด้านต้นทุนไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงนัก โดยราคาน้ำมันยังคงต่ำ ขณะที่ค่าจ้างแรงงานจะยังทรงตัวอย่างน้อยถึงกลางปีหน้า ด้านวัตถุดิบอาจได้รับผลกระทบจากค่าเงินดอลลาร์ที่แข็ง จนกระทบจากการน้ำเข้า และดอกเบี้ยที่ยังคงต่ำอยู่
โดยธุรกิจที่คาดว่าจะเป็นแกนนําในการลงทุน คือก่อสร้างและโลจสิติกส์, ไอที : Data Services, Online Content, Software & Application และ สุขภาพ : Health & WellnessและMedical Tourism, ที่อยู่อาศัยในทําเล ศักยภาพและกลุ่มเป้าหมาย ที่เฉพาะเจาะจง เช่น ผู้สูงวัย ตลอดจนผลิตภัณฑ์และ บริการที่ตอบรับกระแสการออกกําลังกาย
ที่มา : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย, ธันวาคม 2558
