เรื่องราวรักขมจนต้องขึ้นโรงขึ้นศาลของ Johnny Depp และอดีตภรรยา Amber Heard กลายเป็นมหากาพย์ที่ไม่จบง่าย ๆ และยังคงดำเนินต่อไปอย่างเข้มข้น เพราะตอนนี้ทั้งคู่กำลังอยู่ในระหว่างการไต่สวนจากศาลรัฐเวอร์จิเนีย ซึ่งนักแสดงหนุ่มวัย 58 ปี ได้ยื่นฟ้องอดีตภรรยาในเรื่องที่เธอไปเขียนบทความเกี่ยวกับความรุนแรงภายในครอบครัวให้กับวอชิงตันโพสต์

ซึ่งแม้ไม่ได้เอ่ยชื่อตรง ๆ แต่คนทั่วโลกก็เข้าใจไปแล้วว่าเธอหมายถึง Depp ผู้เป็นอดีตสามี ซึ่งทำให้เขาสูญเสียโอกาสในการแสดงภาพยนตร์และเสียรายได้จำนวนมหาศาลเป็นระยะเวลากว่าสองปี

Johnny Depp Amber Heard จากเว็บไซต์ CNN

 

เมื่อซูเปอร์สตาร์ระดับ A-list ถูกแบน

เป็นที่รู้กันดีว่า Johnny Depp นั้นจัดเป็นซูเปอร์สตาร์ระดับโลก บทบาทกัปตัน Jack Sparrow สะกดคนดูชนิดติดหมัด จนทำให้ภาพยนตร์เรื่อง Pirates of the Caribbean ขึ้นแท่นเป็นหนังที่ทำเงินได้มากที่สุดในโลกเป็นอันดับสาม ส่งผลให้ Johnny Depp กลายเป็นนักแสดงที่ค่าตัวสูงที่สุดในโลกอยู่พักใหญ่ และเป็นนักแสดงขวัญใจผู้ชมทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะเด็กน้อยซึ่งเป็นทาร์เกตหลักของ Disney

จึงไม่น่าแปลกใจที่ Disney ตัดสินลงดาบเขาทันทีที่ข่าวการทุบตีอดีตภรรยาหลุดออกมา รวมไปถึงอีกหนึ่งค่ายหนังยักษ์ใหญ่อย่าง Warner Bros. ที่ตัดสินใจถอด Depp ออกจากบท Grindelwald ในภาพยนตร์ Fantastic Beasts ภาค 3 อย่างดื้อ ๆ และเปลี่ยนตัวแสดงไปเป็น Mads Mikklesen แทน ทำให้แฟนหนังจำนวนมากไม่พอใจ เรียกว่าเป็นปีที่ไม่อ่อนโยนกับป๋าเดปป์เลยแม้แต่น้อย เมื่อเขาต้องสูญเสียรายได้มหาศาลจากการพลาดบทนำในภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์อย่างน้อยสองเรื่องในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน

Dior เลือกที่จะยืนหยัดข้าง Depp

แม้ว่าค่ายหนังจะหันหลังให้ แต่แบรนด์ไฮเอนด์อย่าง Dior กลับยืนอยู่เคียงข้าง  เป็นที่รู้กันดีว่า Depp รั้งตำแหน่ง the Face of Sauvage น้ำหอมสำหรับผู้ชายที่ขายดีที่สุดของ Dior มาตั้งแต่ปี 2015 และยังคงดำรงตำแหน่งอยู่จนทุกวันนี้

แคมเปญโฆษณาของ Sauvage เองเคยมีปัญหามาแล้วครั้งหนึ่งในปี 2015 เมื่อแบรนด์ปล่อยโฆษณาที่มีชื่อว่า “We are the Land” ซึ่งมี Depp นำแสดงในโฆษณาชิ้นนั้น  ในหนังโฆษณา Depp เล่นกีตาร์โดยมีชนเผ่าพื้นเมืองแต่งกายด้วยชุดประจำชนเผ่าสีสันสดใสเต้นรำอยู่ด้านหลัง

ทันทีที่แบรนด์โพสต์ทีเซอร์โฆษณาชิ้นนี้ลงในโซเชียลมีเดีย กระแสแง่ลบจากอินเทอร์เน็ตก็พุ่งโจมตีเรื่องการเหยียดเชื้อชาติทันที ผู้คนพากันมองว่า Dior สื่อความหมายคำว่า Sauvage ซึ่งเป็นชื่อน้ำหอม ให้คล้ายกับคำว่า Savage ที่แปลว่าป่าเถื่อน โดยโยงความป่าเถื่อนกับชนเผ่าพื้นเมือง ซึ่งเป็นการเหมารวมอย่างไม่น่าให้อภัย

ในตอนนั้น Dior ได้ออกมากอบกู้สถานการณ์โดยประกาศถอนโฆษณาชิ้นนี้ทันที และออกแถลงการณ์ว่า “ The House of Dior สนับสนุนความหลากหลายของเชื้อชาติ และไม่ยอมรับการเลือกปฏิบัติในทุกกรณี แบรนด์จึงตัดสินใจถอนโฆษณาดังกล่าวออกจากโซเชียลมีเดียโดยมีผลทันที ทางแบรนด์ขออภัยผู้ที่ได้รับความรู้สึกไม่ดีจากแคมเปญโฆษณาชิ้นนี้ ซึ่งเราได้ทำขึ้นมาเพื่อเชิดชูความสง่างามและศักดิ์ศรีของชนเผ่าพื้นเมืองเท่านั้น”

We are the land จากเว็บไซต์ the Hollywood Reporter

แต่กรณีนั้น ไม่เหมือนกรณีนี้ ในปี 2019 Johnny Depp เจอวิกฤตชีวิตหนักหนา ค่ายภาพยนตร์ต่าง ๆ เลือกที่จะหันหลังให้เขา หากแต่ Dior กลับยังคงเลือกใช้ Depp เป็น Face of Sauvage ต่ออย่างไม่ลังเล ผลจากการกระทำนั้นทำให้กระแสชื่นชมและยอดขายของ Dior พุ่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ในช่วงนั้นเองจำนวนคนที่เสิร์ชหาน้ำหอม Sauvage สูงกว่าเดิมถึง 23% (จากเว็บไซต์ Cosmetify) และ Sauvage กลายมาเป็นน้ำหอมผู้ชายที่ขายดีที่สุดในร้าน The Fragrance Shop และติดอันดับลิสต์น้ำหอมขายดีของร้าน The Perfume Shop ทิ้งคู่แข่งแบรนด์อื่นแบบไม่เห็นฝุ่น

 

Johnny Depp for Sauvage จากเว็บไซต์ Dior.com

 

ส่องความคิดแบรนด์หรู ทำไม Dior ถึงไม่ถอด Depp

แม้ Dior จะยังไม่ได้ออกมาประกาศว่าทำไมถึงเลือกอยู่ข้าง Johnny Depp แต่เรื่องนี้อดีตพนักงานของ Louis Vuitton (ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Dior ในปัจจุบัน) ได้ออกมาวิเคราะห์ความเป็น Dior ผ่านทางเว็บไซต์ Medium.com ว่า

  1. Dior ไม่สนเรื่องส่วนตัว

แน่นอนว่าเรื่องส่วนตัวและเรื่องงานควรจะแยกกันอย่างชัดเจน นั่นก็คือเหตุผลที่ทำไมแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่างเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมมีเพจออฟฟิเชียลและเพจส่วนตัวให้เลือกใช้ ถ้าคุณเอาเรื่องส่วนตัวมาผสมปนเปกับเรื่องงาน คุณจะดูไม่เป็นมืออาชีพขึ้นมาทันที

พนักงานที่ Louis Vuitton จะถูกสอนว่าห้ามเอาปัญหาส่วนตัวมาลงกับเรื่องงาน ทัศนคติแง่ลบต่าง ๆ โดยเฉพาะเมื่อเป็นเรื่องเกี่ยวกับความโกรธเกรี้ยว ไม่เคยทำให้ภาพลักษณ์ของแบรนด์หรือของใครดูดีขึ้นมาได้ Dior เองก็คงยึดหลักเดียวกัน

ทันทีที่ข่าวเรื่องการเปลี่ยนตัวแสดงในภาพยนตร์เรื่อง Fantastic Beasts แพร่ออกไป Dior ก็ออกมาประกาศชัดเจนว่าแบรนด์จะยังคงมี Johnny Depp เป็น Face of Sauvage ต่อไป แม้ว่าจะมีข้อโต้เถียงมากมายทางอินเทอร์เน็ตก็ตาม

อาจจะเป็นเพราะ Johnny Depp เป็นนักแสดงที่มีคนรักมากมายทั่วโลก หรือเพราะรูปคดีระหว่าง Depp และ Heard ที่ดูเหมือนฝ่ายชายจะไม่ค่อยได้รับความเป็นธรรมเท่าไรนัก ทำให้ Dior กลายเป็นฮีโร่ที่ไม่ทอดทิ้งนักแสดงหนุ่มในวันที่ย่ำแย่

กระแสชื่นชมจากคนรัก Depp หลั่งไหลท่วมท้น ทั้งยอดขาย ยอดค้นหาน้ำหอมในอินเทอร์เน็ตพุ่งกระฉูด แฮชแท็ก #JusticeForJohnnyDepp แพร่กระจายไปทั่ว แม้ว่า Dior จะไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมใด ๆ กับแฮชแท็กนี้ก็ตาม

  1. Dior ฟังเสียงทั้งคนนอกและคนใน

ในปี 2019 เมื่อ Dior เกิดประเด็นเรื่องเหยียดเชื้อชาติกับแคมเปญ We are the Land ของ Sauvage นั้น Dior ใช้เวลาเพียงอาทิตย์เดียวในการตัดสินใจถอนโฆษณาดังกล่าวออก และออกแถลงการณ์ขอโทษต่อสาธารณะ นั่นแสดงให้เห็นว่า Dior ไม่ใช่แบรนด์ที่ไม่สนใจเสียงรอบข้าง ตรงกันข้ามแบรนด์รับฟังและให้ความสำคัญกับกระแสในอินเทอร์เน็ตไม่น้อย

แต่ไม่ใช่แค่เสียงของลูกค้าหรือกระแสต่าง ๆ จากคนนอกเท่านั้น Dior เองก็ฟังเสียงจากคนภายในอย่างพนักงานหรือพรีเซนเตอร์ของแบรนด์ด้วยเช่นกัน เพื่อแสดงให้เห็นว่าทั้งลูกค้าและลูกน้องต่างก็เป็นคนสำคัญขององค์กร

Johnny Depp เองก็ถือเป็นหนึ่งในคนของ Dior เช่นกัน และแบรนด์เองก็ได้เห็นกระแสแง่ลบจากเหล่าแฟนคลับที่ผิดหวังจากการเปลี่ยนนักแสดงจากภาพยนต์ Fantastic Beasts มาแล้ว (มีรายงานว่า Fantastic Beasts ภาคสามนั้นทำรายได้ในวันเปิดตัวน้อยที่สุดในทุกภาคที่ผ่านมา)

ดังนั้นแทนที่จะตัดเขาออกอย่างไม่ไยดีเช่นค่ายหนังต่าง ๆ Dior กลับเลือกที่จะยืนหยัดอยู่ข้างเขาอย่างเงียบ ๆ แต่หนักแน่น และเฝ้าดูกระแสชื่นชมจากแฟนคลับของ Depp ทั่วโลก ที่วิ่งไปซื้อน้ำหอม Sauvage แทบจะทันทีที่รู้ว่า Dior ไม่เปลี่ยนพรีเซนเตอร์ เพื่อเป็นการซัปพอร์ตและให้กำลังใจนักแสดงหนุ่มไปในตัว

  1. ให้โอกาสครั้งที่สอง

อาจจะฟังดูเชย แต่การให้โอกาสคนเป็นครั้งที่สอง หลายครั้งมักจะลงเอยอย่างสวยงาม ยกตัวอย่างเช่น Robert Downey JR. นักแสดงชื่อก้องโลกที่เคยติดยาจนชีวิตพัง ก็ยังได้รับโอกาสแสดงฝีมือในบท Iron Man จนกลายเป็นนักแสดงที่มีค่าตัวสูงที่สุดในโลก นั่นก็เพราะ John Favreau ผู้กำกับเลือก RDJ จากความเหมาะสมและฝีมือ โดยไม่ได้สนใจอดีตที่เป็นเรื่องส่วนตัวของเขา

ถ้ามองจากกรณีตัวอย่างดังกล่าว Dior เองก็คงทำอย่างเดียวกันนี้กับ Depp เช่นกัน แบรนด์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Dior ย่อมต้องมีการประชุมภายในนับครั้งไม่ถ้วนเกี่ยวกับเรื่องนี้ และย่อมต้องมีกลยุทธ์การตลาดที่เหนือกว่าใคร

การที่แบรนด์เลือกที่จะเก็บ Depp ไว้ในฐานะพรีเซนเตอร์ ย่อมต้องผ่านการประชุมครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ว่าจะมีคนเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างไร การตัดสินใจของ Dior ก็ออกมาแล้วว่า Depp ยังคงเป็น Face of Sauvage อยู่เช่นเดิม การตัดสินใจครั้งนี้ทำให้แบรนด์มีภาพลักษณ์ในเชิงบวกสำหรับแฟนคลับของ Johnny Depp ซึ่งมีอยู่มากมายทั่วโลก และจากการไต่สวนล่าสุด (เมษายน 2022) ก็ดูเหมือนว่าหลักฐานและพยานต่าง ๆ ค่อนข้างเป็นประโยชน์กับนักแสดงหนุ่มอยู่พอสมควร เมื่อมีคลิปเสียงขณะทะเลาะวิวาท ซึ่งมีเสียงของ Amber Heard พูดเองว่าเธอเป็นคนตบตีเขา

ไม่ว่าการไต่สวนครั้งนี้จะจบลงอย่างไร แต่ก็ดูเหมือนว่าการตัดสินใจครั้งนี้ของ Dior จะเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง

Lauren Sherman หัวหน้านักข่าวจาก Business of Fashion ได้กล่าวกับ The Guardian ว่า “Dior มีแนวคิดว่า ‘all publicity is good publicity’ นั่นหมายถึงไม่ว่าจะเป็นด้านร้ายหรือดี ก็ถือว่าเป็นการประชาสัมพันธ์ที่ดีทั้งนั้น การสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักเป็นสิ่งที่ควรทำแม้ว่าแบรนด์จะเป็นที่รู้จักระดับโลกแล้วก็ตาม วันหนึ่งข้างหน้าข่าวแย่ ๆ ของ Johnny Depp ก็จะจางหายไป แต่น้ำหอม Sauvage ของ Dior ก็จะยังคงอยู่ และไม่ถูกลืมได้ง่าย ๆ แน่นอน”

ที่มา: The guardian.com

Medium.com

Dior.com

 

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน