ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า ในไทย แนวโน้มเติบโตสดใส โอกาสอยู่ตรงไหน ?

เอบีม คอนซัลติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด หนึ่งในบริษัทที่ปรึกษาชั้นนำระดับโลกที่มีความเชี่ยวชาญด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันแบบครบวงจรเผยว่า จากนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าฉบับล่าสุดที่ภาครัฐได้มีมาตรการส่งเสริมการลงทุนเพิ่มมาตรการช่วยเงินอุดหนุนรถยนต์ไฟฟ้า ตลอดจนการเข้ามาของผู้ผลิตรถยนต์รายใหม่ในตลาดที่ช่วยเพิ่มทางเลือกมากขึ้นให้แก่ผู้บริโภค

สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญในการเร่งให้เกิด Market adoption ในการใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น แม้ว่าเมื่อต้นปี 2565 เราจะเห็นแนวโน้มที่ดีขึ้นของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) แต่ยังคงมีอีกหลากหลายวิธีการที่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยานยนต์สามารถทำได้

โดยประเทศไทยมีการมุ่งเน้นไปที่ 2 ประเด็นด้วยกัน นั่นคือการผลิตและการจำหน่ายรถยนต์ภายในประเทศ โดยภาครัฐตั้งเป้าไปที่การบรรลุเป้าหมายด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Zero-Emission จากการใช้รถยนต์ในประเทศให้ได้ 100% ตลอดจนการลด Zero-Emission จากการผลิตรถยนต์ลงให้ถึง 50% ภายในปี พ.ศ. 2578 และภายในปี พ.ศ. 2573 รัฐบาลได้มีเป้าหมายการลด Zero-Emission จากการผลิตรถยนต์ลง 30% ซึ่งเรียกกันว่า “EV2030”

สำหรับประเทศไทยที่มียอดการจำหน่ายรถยนต์เฉลี่ยปีละ 1 ล้านคัน และความสามารถในการผลิตต่อปีอยู่ที่ปีละ 2 ล้านคันในช่วงก่อนการระบาดของโรคโควิด-19 นโยบายดังกล่าวถือเป็นงานที่ท้าทาย แต่ด้วยร่างมติคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) ฉบับล่าสุด ที่ประกาศเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565 ที่ผ่านมา ที่เห็นชอบลดภาษีอากรนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าและเพิ่มมาตรการช่วยเงินอุดหนุนรถยนต์ไฟฟ้า จะช่วยสนับสนุนประเทศไทยในการมุ่งหน้าสู่การเป็นประเทศที่ใช้รถยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ และส่งเสริมกลุ่มผู้ผลิตยานยนต์สู่การเริ่มต้นผลิตยานยนต์พลังงานไฟฟ้าในอนาคตอันใกล้อีกด้วย

ด้วยมาตรการสนับสนุนใหม่นี้ ตลอดจนการลงนามข้อตกลงร่วมกันของกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์หลายรายที่เกิดขึ้น สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถลดช่องว่างความแตกต่างกับหลาย ๆ ประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศจีนและยุโรปที่มีความก้าวหน้าไปไกลมากกว่าในการมุ่งสู่การใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างเต็มรูปแบบในอนาคต

สุปรีดา จิรวงศ์ศรี ผู้บริหารระดับสูงและหัวหน้ากลุ่มที่ปรึกษาด้าน  Digital Competency Group เอบีม คอนซัลติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “นับเป็นเวลาที่น่าตื่นเต้นสำหรับอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า เพราะรัฐบาลเริ่มมีการออกมาตรการต่าง ๆ เพื่อช่วยให้ทั้งกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วน กลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ และผู้บริโภคก้าวสู่การใช้รถยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบได้อย่างรวดเร็วและง่ายขึ้น โดยรวมแล้วแนวโน้มการเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทยกำลังเป็นไปด้วยดี แม้ต้องเผชิญกับปัญหาต่าง ๆ อย่างปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบทั่วโลก ซึ่งทำให้ราคาวัตถุดิบสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ปัญหาเหล่านี้ล้วนเป็นเพียงปัญหาที่เกิดขึ้นเพียงชั่วคราว หากเรามองในระยะยาว อนาคตของอุตสาหกรรมดังกล่าวยังคงมีแนวโน้มที่สดใส ด้วยมาตรการจูงใจต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น การลงทุนในภาคอุตสาหกรรมที่มีมากขึ้นเรื่อย ๆ ผู้บริโภคเองก็ตระหนักและเห็นถึงประโยชน์ในการใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานและสถานีหรือจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังถูกพัฒนาและเพิ่มจำนวนขึ้นอีกด้วย”

จากข้อมูลของ เอบีม คอนซัลติ้ง แม้ว่าแนวโน้มการเติบโตของ ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) จะมีทิศทางที่ดี แต่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยานยนต์ยังต้องปรับกลยุทธ์และการดำเนินงานของตนเพื่อรองรับโอกาสใหม่ ๆ ที่กำลังจะเข้ามาและผลักดันการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมให้เกิดขึ้นโดยเร็ว

ยกตัวอย่าง ในการผลิต กลุ่มผู้ผลิตรถยนต์และกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนควรร่วมกันสร้างระบบ Supply Chain อัจฉริยะ โดยใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่าง IoT, Big Data,  AI และ Blockchain เพื่อให้การทำงานมีความสอดคล้องหรือสัมพันธ์กันตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และสามารถคาดการณ์ถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต

กลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ที่ยังคงทำการผลิตรถยนต์แบบเครื่องยนต์สันดาปภายใน หรือ Internal Combustion Engine (‘ICE’) เป็นหลัก ก็สามารถใช้ระบบการผลิตที่ยืดหยุ่นโดยการปรับใช้ทรัพยากรที่มีอยู่แล้วให้สามารถปรับเปลี่ยนไปเป็นการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าได้ด้วยวิธีที่เหมาะสมที่สุด ซึ่งต้องคำนึงถึงต้นทุนที่เป็นปัจจัยร่วม

โดยการใช้ประโยชน์จากเครื่องจักรและเครื่องมือที่มีอยู่ เพื่อทำให้เกิดการเปลี่ยนไปเป็นการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่มีความเสี่ยงและค่าใช้จ่ายน้อยลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนที่ยังใช้เครื่องจักรและเครื่องมือในกระบวนการผลิตรถยนต์แบบเครื่องยนต์สันดาปภายใน จำเป็นต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วนในการเตรียมกลยุทธ์ที่เหมาะสมในการนำเสนอสินค้า บริการ และพันธมิตรใหม่ ๆ ให้รองรับความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนไปโดยเร็ว

ในส่วนของผู้จำหน่ายรถยนต์ ก็ควรปรับบทบาทเป็นผู้ให้ความรู้เพื่อช่วยให้ลูกค้าเข้าใจถึงประโยชน์ของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) พร้อมไขข้อกังวลใจต่าง ๆ รวมถึงการตั้งเป้าหมายในการมอบประสบการณ์ในแบบ Omnichannel ที่เชื่อมโยงช่องทางต่าง ๆ ให้เป็นหนึ่งเดียว โดยผสมผสานช่องทางการสื่อสารทั้งออนไลน์ (Online) และการขายผ่านโชว์รูมและพนักงานขาย (Offline) และเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการขายและการดำเนินงานเพื่อลดต้นทุน

สำหรับผู้ให้บริการสถานีหรือจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ก็ควรมองหาโอกาสความร่วมมือกับกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ ผู้ให้บริการขนส่ง หรือผู้ผลิตที่ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รายอื่นๆ ที่จะสามารถร่วมกันพัฒนาออกมาได้ เพื่อเพิ่มจำนวนผู้ขับขี่ที่ต้องใช้บริการสถานีชาร์จ นอกจากนั้น ผู้ให้บริการสถานีหรือจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ยังมีโอกาสสร้างแหล่งรายได้หลักช่องทางใหม่เพิ่มเติม เช่น การขายป้ายโฆษณาบนจุดชาร์จ หรือการรวบรวมค่าคอมมิชชั่นจากการขายผลิตภัณฑ์ให้กับผู้ขับขี่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในขณะที่รอทำการชาร์จรถ เป็นต้น

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน