นามบัตรใบใหม่ของ ธนา  เธียรอัจริยะวันนี้ ระบุตำแหน่งประธานกรรมการบริหารบริษัท ดิจิทัล เวนเจอร์ส(Digital Ventures) ในเครือธนาคารไทยพาณิชย์
คนที่จะเข้าร่วมสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการเงินคนนี้ไม่ธรรมดา มีแบ็คกราวด์การศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาโท ทางการเงินจากสหรัฐอเมริกา
ไม่ใช่คนหน้าใหม่ของวงการธุรกิจ แต่เป็นนักการตลาดที่เคยเป็นผู้บริหารในองค์กรขนาดใหญ่ มาแล้วหลายแห่งเช่นเป็น Mr.happy  ผู้ปลุกปั้นแบรนด์แฮปปี้ ให้ดีแทค  เป็นอดีต CEO ของMc.Jeans    เคยเป็น CEO ดูแลธุรกิจทางด้าน Broadcastingที่ GMM Grammy  และปัจจุบันยังเป็นผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการที่ The Academy of Business Creativity (ABC)  ร่วมกับ “หนุ่มเมืองจันทร์” สรกล อดุลยานนท์ อีกด้วย
ก่อนที่เริ่มเข้าร่วมงานกับกลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์ตั้งแต่ปี 2016 ในฐานะที่ปรึกษาธนาคาร เป็นผู้ก่อตั้งบริษัทดิจิทัล เวนเจอร์ส  และสรรหาบุคลากรที่มีความเหมาะสมมาร่วมทำงานกับบริษัท ที่ปัจจุบันมีประมาณ 20กว่าคน
Ventures   แปลว่าการเดินทางที่มีความเสี่ยง ความเสี่ยงของธนาครั้งนี้น่าตื่นเต้นอย่างมากๆ และเขามั่นใจว่าพร้อมที่จะผจญภัยไปกับบริษัทเล็กๆที่กำลังทำสิ่งใหญ่ๆเพื่อก้าวสู่ยุค Digital Tranformatiom ของธนาคาร
โดยมีงบประมาณเบื้องต้นที่ไทยพาณิชย์พร้อมเสี่ยงไปกับเขาและทีมงาน จำนวน 50 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1,760 ล้านบาท

 ภารกิจแรก  ภายใต้ยุทธศาสตร์  Forwarding  FinTech
เหตุผลสำคัญที่สุดของธนาคารในการตั้งบริษัทนี้ขึ้นมาเพราะตระหนักดีว่าความรู้ที่สำคัญที่สุดของธนาคารตอนนี้คือ “รู้ว่าไม่รู้”  มีหลายสิ่งหลายอย่างที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตที่ธนาคารยังไม่รู้ เช่นเรื่องเทคโนโลยีใหม่ ๆ เรื่องรูปแบบการใช้บริการทางการเงินที่เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างรวดเร็วและรุนแรง เป็น Financial Technology ที่จะมีผลกระทบต่อการเติบโตของธนาคาร  พร้อมๆกับรูปแบบการแข่งขันที่เปลี่ยนไป
วันนี้ธนาคารจำเป็นต้องปรับตัวและนำSolutionใหม่ๆเข้ามาเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า รวมไปถึงความจำเป็นในการมีส่วนร่วมของธนาคารในการผลักดันสตาร์ทอัพไทยให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก
“ผมอยากเรียกว่าเราคือดิจิทัล เวนเจอร์ส 4.0 เพราะพอลงมือทำได้ค้นพบความรู้อีกมากมาย เช่นพบว่าสตาร์ทอัพไทยยังมีน้อยจนเกินไปและสิ่งแวดล้อมก็ไม่ได้เอื้อให้เขาเติบโตขึ้นมาได้ จำเป็นต้องมีผู้ที่เข้ามาสนับสนุนแลเพื่อให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก เหมือนในต่างประเทศ”
ดังนั้นภารกิจที่สำคัญของบริษัท คือการมุ่งมั่นที่จะสร้าง FinTech Ecosystem ที่สมบูรณ์แบบที่สุดของประเทศ   ต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมธนาคารผ่านการลงทุนและการค้นคว้านวัตกรรมใหม่ๆ การสนับสนุนผู้ประกอบการไทยที่มีความสามารถให้เติบโตร่วมไปกับธนาคารไทยพาณิชย์ รวมถึงการร่วมลงทุนกับ FinTech ในต่างประเทศ เพื่อนำเทคโนโลยีใหม่ๆทางการเงิน มาใช้ในธนาคารไทยพาณิชย์
3 ส่วนงานหลักร่วมกันขับเคลื่อน
ภารกิจจะประสบความสำเร็จได้ ต้องขับเคลื่อน ผ่าน 3 ธุรกิจหลักคือ
1.หน่วยงานทุนองค์กร (Corporate Venture Capital) ในเรื่องนี้ธนาบอกว่าความหมายมีมากกว่าการเอาเงินไปลงทุนและได้ผลตอบแทนกลับมา เงินลงทุนจะทำหน้าที่เสมือนเป็นเรด้า เวลาไปในต่างประเทศ ไม่ว่าจะลงทุนเองทั้งหมดหรือร่วมลงทุนในบริษัทสตาร์ทอัพที่สเกลใหญ่มากแล้วเพื่อที่จะได้ข้อมูลของนวัตกรรมใหม่ๆกลับมา
“ รายไหนดีและไม่แพงเราก็จะลงทุนโดยจะโฟกัสไปในสิ่งที่สามารถสร้างประโยชน์ให้กับลูกค้าของธนาคารเท่านั้นคือเน้นในเรื่อง Fin Tech เป็นหลัก ไม่ได้ลงทุนเพื่อผลการตอบแทนทางการเงินเพราะไม่ได้เป็นวัตถุประสงค์หลัก แต่ถ้าสตาร์ทอัพไหนต้องการเงินลงทุนสูงมาก และเขาไม่คุยกับเราก็สามารถดึงไอเดียนั้นๆมาปรับใช้กับธนาคารของเรา โดยไม่ต้องลงทุนเองก็ได้ ซึ่งตอนนี้ก็เริ่มทำไปหลายโปรเจ็คแล้ว”
สำหรับเงินทุนเริ่มต้นสำหรับการลงทุนประมาณ 50 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยได้เริ่มการลงทุนครั้งแรกในกองทุน“โกลเดนเกต เวนเจอร์ส” (Golden Gate Ventures) ซึ่งเป็นกองทุนสตาร์ทอัพที่ประสบความสำเร็จมากในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
และในช่วงกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมายังได้เข้าลงนามบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU ร่วมกับ Life.SREDA ซึ่งเป็น venture capitalระดับโลกในด้าน financial technology ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่สิงคโปร์ การร่วมมือกับ Life.SREDA นี้จะทำให้ ดิจิทัล เวนเจอร์ส ได้รับประโยชน์ในเชิงกลยุทธ์ ทั้งด้านงานวิจัย และในด้าน การลงทุน ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนการให้บริการทางการเงินในอนาคตได้
2. หน่วยงานพัฒนาผลิตภัณฑ์ดิจิทัล (Digital Products) จะแบ่งเป็นแล็ปและโปรดักท์ โดยแล็ปจะเป็นเรื่องที่ยากๆที่ต้องทำการทดลองและวิจัยใช้เวลาประมาณ  3 ปีถึง 5 ปีถึงจะสามารถเอามาใช้ได้  ส่วนโปรดักท์เป็นบริการที่ธนาคารจะได้นำมาใช้ในช่วงระยะเวลาอันสั้นๆ

ในเดือนสิงหาคมจะเปิดตัว bank simulation platform ที่เปรียบเสมือนเป็น ธนาคารจำลอง ทำให้กลุ่มผู้ประกอบการที่มีผลิตภัณฑ์ทางด้านเทคโนโลยีการเงินเข้าทดลองในระบบเสมือนจริงนี้ได้ เพื่อให้สามารถมองเห็นกลไกของธนาคารและประเมินได้ว่าผลิตภัณฑ์นั้นสามารถนำออกสู่ตลาด และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้หรือไม่ และเพื่อที่จะใช้ในการปรับปรุงก่อนจะใช้งานเชิงพาณิชย์ต่อไป
โดยจะให้กลุ่มผู้ประกอบการที่มีผลิตภัณฑ์ทางด้านเทคโนโลยีการเงินนี้เข้าทดลองในระบบนี้ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
3. หน่วยงานศูนย์บ่มเพาะสตาร์ทอัพ (Accelerator)    เป็นการลงทุนกับสตาร์ทอัพไทย เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กลุ่มผู้ประกอบการ financial technology ในเมืองไทยและในภูมิภาค
ดิจิทัล เวนเจอร์ส ได้เตรียมเปิดโครงการบ่มเพาะสตาร์ทอัพรุ่นที่ 1 ภายใต้ชื่อ Digital Ventures Accelerator (DVA)  ซึ่งจะเปิดรับสมัครถึงสิ้นเดือนสิงหาคมนี้ ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่ได้รับคัดเลือกเข้าโครงการจะได้รับเงินทุนให้เปล่าจำนวน 300,000 บาท จำนวนประมาณ 8 ทีม ๆไหนที่น่าสนใจบริษัทจะให้เงินลงทุนเพิ่มขึ้นขั้นต่ำประมาณ 1 ล้านบาท  และไม่ได้บังคับว่าจะต้องให้ทางดิจิทัล เวนเจอร์ส  เป็นผู้ลงทุนเท่านั้น  อาจจะมี VC รายอื่นสนใจและเข้าร่วมลงทุนก็ได้ โดยทางโครงการจะคัดเลือกสตาร์ทอัพที่เกี่ยวข้องกับ financial technology 50% และสตาร์ทอัพทางด้านอื่นอีก50%

สำหรับผู้บริหารที่จะเข้ามาเป็นพลังสำคัญในการรับผิดชอบ 3ส่วนหลักร่วมกับเขาคือ   พลภัทร อัครปรีดี  MD.Corporate Venture Capital   สุวิชชา สุดใจ MD. Digital Products และชาล เจริญพันธ์ Head of Accelerator  ยังขาดผู้บริหารทางด้านแล็ป ซึ่งเขาบอกว่าวันนี้ใครสนใจก็พร้อมที่จะเปิดโอกาสให้เข้าร่วมงาน
“วันนี้เราต้องเจอคนให้เยอะที่สุด  ตั้งแต่น้องๆที่มีไอเดียและอยากได้เงินลงทุน ต้องการให้สตาร์ทอัพเก่งๆ เข้ามาในโรงเรียนหรือศูนย์บ่มเพาะของเรา  ต้องการพาร์ทเนอร์ที่จะมาร่วมงานทางด้านแล็ป  รวมทั้งขยายกรอบของบริษัทให้เข้าไปในเซ้าส์อีสเอเชียด้วย เพราะในเรื่องของแบงกกิ้งไม่ได้มีพรมแดนโซลูชั่นที่ใช้ก็เหมือนๆกันทั่วโลก”
ธนา ย้ำว่าการเดินทางอีกครั้งของเขาในวัย 46 ปี เป็นความเสี่ยงที่น่าตื่นเต้น แต่เชื่อมั่นว่า  ดิจิทัล เวนเจอร์ส  ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อลดความเสี่ยงของแบงก์ที่เดิมมีสิ่งที่ไม่รู้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและเพื่อให้ได้ถึงบริการใหม่ๆตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างน่าประทับใจ
“ความตื่นเต้น” และ “ความไม่รู้” คือเหตุผลสำคัญที่สุดในทุกๆครั้งของการเริ่มเดินทางในเส้นทางใหม่ๆของเขา
แน่นอนทุกอย่างอาจจะไม่ง่ายเหมือนการบรรลุเป้าหมายการลงวิ่ง ฮาล์ฟมาราธอนเป็นครั้งแรกไปเมื่อเมื่อต้นปี 2016 แต่เขาก็พร้อมที่จะรับมือกับมัน