นอกจากจะเป็นนักแสดงหน้ากล้อง คนส่วนใหญ่ก็ยังรู้จักเต๋อ-ฉันทวิชช์ ธนะเสวี ในฐานะของการเป็นคนเบื้องหลัง ไม่ว่าจะเป็นจากการเขียนบทหรือการเป็นผู้กำกับ ซึ่งงานเบื้องหลังทั้งสองที่ว่า ล้วนต้องใช้สกิลความคิดสร้างสรรค์ในเลเว่ลที่ค่อนข้างสูง

และเหล่าครีเอทีฟทั้งหลายก็รู้ดีว่า กว่าไอเดียเจ๋ง ๆ แต่ละอันจะผุดขึ้นมาได้มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ยังเห็นผลงานทางความคิดของฉันทวิชช์ปรากฏให้เห็นอยู่ไม่ขาดสาย

เขามีวิธีการหาแรงบันดาลใจมากมายมาจากไหน ? ทำให้ไอเดียดี ๆ เข้ามาในหัวอยู่ตลอดเวลาได้ยังไง ? หรือจัดการกับไอเดียที่เยอะเกินไปได้อย่างไร ?

วันนี้เรามีคำตอบให้กับทุกคนผ่านบทสัมภาษณ์ของเต๋อที่เราขอตั้งชื่อให้ว่า inTERview ส่วนจะเป็นยังไง ต้องตามลงมาดูกัน

แรงบันดาลใจจากสิ่งรอบตัว 

จุดเริ่มต้นของความคิดสร้างสรรค์ มักจะมาจากแรงบันดาลใจดี ๆ เสมอ ซึ่งเต๋อบอกกับเราว่า แรงบันดาลใจที่ดีก็คือ “สิ่งที่อยู่รอบ ๆ ตัว” นั่นแหละ เพียงแต่เรามีหน้าที่ต้องไปหาเรื่องราวเหล่านั้นมา แล้วก็มาดูอีกทีว่าเรื่องไหนสามารถนำมาต่อยอดเป็นไอเดียเจ๋ง ๆ ได้

สะท้อนได้จากงานเขียนบทของเขา ที่มักจะนำเอาเรื่องราวต่าง ๆ ที่ไปเจอมาปรับใช้ในงาน ผ่านหลักการตั้งคำถามง่าย ๆ ที่ว่า จะเกิดอะไรขึ้นถ้า…?

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพกันชัด ๆ ก็คงเป็นหนังเรื่องแฟนเดย์นี่แหละ ที่เกิดมาจากการที่เต๋ออ่านพันทิปแล้วไปเจอกับกระทู้ที่ผู้หญิงคนหนึ่งมาตั้งไว้ประมาณว่า “ช่วยด้วยคะคุณพ่อเป็นโรคความจำเสื่อมแค่วันเดียว” พออ่านไปสักพัก เขาก็พบว่าโรคที่คุณพ่อของน้องผู้หญิงคนนี้เป็นอยู่มีชื่อโรคว่า TGA ซึ่งเป็นโรคที่เคยเกิดขึ้นมานานแล้ว เพียงแต่เป็นแค่วันเดียวแล้วมันก็หายไป คนส่วนใหญ่ถึงไม่ค่อยสนใจมันนัก

แต่เต๋อสนใจ ! เขาจึงตั้งคำถามกับสิ่งที่ไปเจอมาว่า จะเกิดอะไรขึ้นถ้า… ผู้หญิงที่เราแอบชอบความจำเสื่อม แล้วเรามีเวลาแค่ 1 วันที่จะไปสวมรอยเป็นแฟนของเธอได้

และสุดท้ายมันก็กลายมาเป็น Main Idea หลักของแฟนเดย์ หนังเรื่องแรกจากค่าย GDH นี่เอง

ส่วนถ้าถามว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้หนังหลาย ๆ เรื่องของเขาสามารถเข้าไป Touch point หัวใจของคนดูได้ ก็คงจะต้องตอบด้วยคำพูดที่เต๋อได้บอกกับเราว่า

“ผมเชื่อว่าการที่เราจะทำหนังให้คนอิน มันต้องเป็นสิ่งที่จริงมาก ฉะนั้นก่อนจะมาเป็นบทให้นักแสดงได้พูดกัน ทีมเขียนบททุกคนต้องเอาไดอาล็อกนั้นมาพูดกันเองก่อนว่าในชีวิตจริงของคนเขาพูดกันอย่างนั้นไหม และเมื่อมันเป็นความจริงของใครบางคนอยู่แล้ว พวกเขาถึงจะรู้สึกตามไปกับหนังด้วย

ตุนวัตถุดิบไว้ให้มาก

และก่อนที่จะมีแรงบันดาลใจมาสร้างสรรค์เป็นงานต่าง ๆ แบบนี้ได้ เราจำเป็นจะต้องตุนวัตถุดิบเอาไว้ในหัวให้มากก่อน

อย่างเต๋อเองเขาก็บอกว่าจริง ๆ แล้วเขาเป็นคนฟุ้งซ่าน ชอบคิดนู่นคิดนี่ไปเรื่อย คิดว่าแม่เป็นปีศาจมาแล้วก็เคย อีกทั้งเขายังชอบเล่นอินเตอร์เน็ต หาสิ่งใหม่ ๆ ใส่เข้ามาในหัวอยู่ตลอดเวลา ดูนู่น นี่ นั่น ให้เยอะ เพราะเมื่อถึงเวลาที่ต้องใช้งาน เราสามารถหยิบสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้มาใส่เข้าไปได้

มันก็คงเปรียบเหมือนกับจิ๊กซอว์นั่นแหละ ที่ถ้าแยกชิ้นส่วนกันเราก็คงจะเห็นได้ไม่ชัดเจนว่ามันเป็นภาพอะไร

แต่ถ้าได้นำชิ้นเล็ก ๆ ที่ว่ามารวมกัน ในร่องในรอยที่พอดีกับมัน เราก็จะเห็นภาพที่ใหญ่ ในมุมที่สวยงามขึ้นกว่าเดิม

หยุดคิด เดี๋ยวคิดออกเอง

คิดไม่ออก ไอเดียตัน เป็นสิ่งที่ Creative หลายคนต้องเคยพบเจอ กับเต๋อก็เช่นกัน ซึ่งวิธีแก้ปัญหาของเขาไม่ใช่การพยามเค้นไอเดียออกมา หรือเอาไอเดียเก่ามาปรับใช้ใหม่ แต่กลับเป็นการเลิกคิดไปดื้อ ๆ ซะอย่างนั้น

“ผมสังเกตหลายทีแล้วว่าเวลาคิดไม่ออก ต้องหยุดคิด ไปรีแลกซ์ ไปทำอย่างอื่นแทน แล้วเดี๋ยวไอเดียดี ๆ จะแล่นเข้ามาในหัวเอง

อย่างตอนเขียนบท มีช่วงนึงที่พวกเราตันกันมาก เลยตัดสินใจหยุดไปเลย 4 วันเต็ม ๆ ไปทำอย่างอื่นบ้าง ไปดูปลาคาร์ฟบ้าง แต่พอกลับมาคุยกัน หลังจากนั้นทุกคนก็มีไอเดียเจ๋ง ๆ มาแชร์กันเต็มไปหมด”

ซึ่งการจะ”หยุดคิด เดี๋ยวคิดได้เอง” แบบนี้ได้ เราจำเป็นจะต้องมีวัตถุดิบอยู่ในหัวให้มากก่อน

มันก็คงเหมือนกับการเล่นกีตาร์นั่นแหละ เราฝึกเพื่อให้จำคอร์ดได้ก็จริง แต่พอถึงเวลาไปเล่นเป็นเพลงไม่มีใครมานั่งดูหรอก ว่านิ้ววางบนคอร์ดซี หรือคอร์ดอีเป๊ะมั้ย เพราะสุดท้ายแล้วเมื่อพื้นฐานแน่น ที่เหลือเราก็จะเล่นไปตามความรู้สึกล้วน ๆ

ทำงานเป็นทีม ช่วยต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ 

อีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้ไอเดียของเต๋อไม่เคยตัน นั่นคงเป็นเพราะการทำงานที่เป็นทีมเวิร์ค เพราะยิ่งมีคนมาช่วยแชร์ความคิดมากเท่าไหร่ ไอเดียก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น

ที่สำคัญ หากเรานำไอเดียของตัวเองไปเล่าให้คนอื่นฟัง มันก็จะเกิดการต่อยอดไปเจอสิ่งใหม่ ๆ อย่างเต๋อเองที่นำเรื่องราวในพันทิปไปเล่าให้โต้ง-บรรจงฟัง จนในที่สุดก็กลายมาเป็นแฟนเดย์ให้เราได้ดูกันในทุกวันนี้

ถามตัวเองว่าชอบอะไรที่สุด

บางคนเจอปัญหาคิดไม่ออก แต่บางคนกลับเจอปัญหาในการเลือกไม่ได้ว่าจะทำอะไรดี เพราะไอเดียที่มีอยู่ในหัวมันเต็มไปหมด

และด้วยความเป็นคนช่างคิด เต๋อจึงเป็นอีกคนหนึ่งที่เคยประสบกับปัญหาในแบบหลัง อย่างหนังเรื่องแฟนเดย์ที่กว่าจะมาเป็น Final Version ที่ให้ทุกคนได้ดูกันอย่างนี้ ก็มีพลอตอื่น ๆ มาประมาณ 3-4 เรื่องก่อนหน้า แต่สุดท้ายแล้วเซนส์ก็จะเป็นตัวบอกเอง ว่าอันไหนคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเรา

และถึงจะมีไอเดียดี ๆ มากมายเข้ามามากมาย แต่สิ่งที่ทำให้เต๋อไม่จับฉ่ายเลือกทำไปซะทุกอย่าง นั่นเป็นเพราะเขาเลือกจะโฟกัสสิ่งเพียงแค่สิ่งที่เขาชอบจริง ๆ ซึ่งหลัก ๆ ก็มีเพียงแค่หนังกับการแสดงเท่านั้น และนำไอเดียที่มีทั้งหมดไปใส่ในสิ่งที่ชอบให้ได้มากที่สุด

คิดแล้วจด

เป็นอีกวิธีที่ creative ทั้งหลายรวมถึงเต๋อเองก็ทำตาม เพราะคนที่ทำงานเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ มักจะคิดอะไรอยู่ในหัวตลอดเวลา และด้วยข้อมูลต่าง ๆ ในแต่ละวันที่เข้ามาเยอะจนเกินไป ก็ทำให้เกิดการลืมได้ง่ายขึ้นไปด้วย

เมื่อคิดอะไรได้ เต๋อจึงเลือกที่จะจดมันลงไปทันที เพราะไอเดียดี ๆ ไม่ได้มีมาบ่อย ๆ ถ้าเผลอลืมมันไป คงเสียดายกันแย่

และนี่ก็คือ 6 วิธีสร้างสรรค์งานของฉันทวิชช์
.
.
.
จบ….. ง่ายไปไหม? จริง ๆ ก็ไม่หรอก เพราะยังมีเรื่องราวอีกมากมายเกี่ยวกับการคิดและชีวิตในการทำงานของเต๋อ

แต่เล่าในนี้มันยาวไป เราเลยได้เอาไปเล่าต่อไว้ในนิตยสาร Marketeer ส่วนจะเป็นฉบับไหน ไว้จะมาบอกนะจ๊ะทุกคน