Shopee ขายดี แต่ทำไมขาดทุน หรือถึงเวลาถอยกลับมาตั้งหลัก ?

บริษัท SEA เจ้าของแพลตฟอร์ม E-Commerce  ชื่อดังอย่าง Shopee และยังเป็นเจ้าของเกมแนว Battle Royale อย่าง FreeFire ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเมื่อช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมาว่า ได้ทำการทำถอนตัวจากการทำธุรกิจในประเทศอินเดียแล้วหลังจากเพิ่งเริ่มเข้าไปบุกตลาดได้เพียงไม่กี่เดือนก่อนหน้า

ซึ่งถือว่าเป็นการถอยทัพเป็นคำรบที่ 2 จากการออกไปเติบโตนอกมาตุภูมิหลังจากที่ก่อนหน้านี้ต้องออกจากสงครามการแข่งขันที่ประเทศฝรั่งเศสมาแล้ว เหตุผลคือ ผลประกอบการไม่เป็นไปอย่างที่คาดหวัง

หลังจากการถอนตัวออกจากการทำธุรกิจที่อินเดีย Shopee ให้เหตุผลว่าส่วนหนึ่งมาจากการแบนเกม FreeFire ซึ่งถือเป็นอาวุธหนักในการทำรายได้ของ SEA และการแบนเกมนี้ส่งผลทำให้มูลค่าหุ้น ที่ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กลดลงกว่า 16,000 ล้านดอลลาร์ในเวลาแค่วันเดียว

ในแถลงการณ์ของ Shopee ยังบอกอีกว่า การถอนตัวออกมานั้นเพราะ Shopee มองว่า “ภาพรวมของเศรษฐกิจโลกนั้นยังมีความไม่แน่นอนสูงและบริษัทจะปฏิบัติตามกระบวนการอย่างถูกต้องและเป็นไปอย่างละมุนละม่อมที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

ก่อนหน้านี้ SEA แถลงว่า พวกเขาคาดการณ์การเติบโตในส่วนของรายได้ของธุรกิจ E-Commerce นั้นจะลดลงเกินกว่าครึ่งอยู่ที่ -76% ในปี 2022 หลังจากที่เติบโตกว่า 157% ในปี 2021 ซึ่งการเติบโตเกิน100% นั้นก็มาจากการที่รัฐบาลในหลายประเทศทำการล็อกดาวน์ไม่ให้ประชาชนออกไปจับจ่ายใช้สอยยังห้างสรรพสินค้า รวมไปถึงการปิดสถานที่ที่เป็นแหล่งช้อปปิ้ง ทำให้ยอดสั่งซื้อออนไลน์นั้นเติบโตขึ้นมาก

“เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของภาวะตลาดที่รุนแรงส่งผลต่อการเติบโตของราคาหุ้นของบริษัทที่ให้บริการแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ บริษัทเหล่านี้ตกอยู่ภายใต้แรงกดดันและความคาดหวังของผู้ถือหุ้นว่าต้องเติบโตขึ้นอีกเท่าที่จะเป็นไปได้

เมื่อ SEA ประสบภาวะทำธุรกิจเท่าไรก็ยังไม่กำไร ด้วยหลักการในการทำธุรกิจที่ทุ่ม “เทเงิน” ไม่ว่าจะช่วยค่าส่ง ช่วยส่วนลดร้านค้า จัดโปรโมชั่นอันหนักหน่วง เพื่อให้ผู้ใช้เสพติดแพลตฟอร์มของตนเอง

แต่เมื่อคนติดแล้วกลับไม่สามารถเลิกใช้วิธีการนี้ได้เนื่องจากต้องยอมรับว่าผู้บริโภคกลุ่มนี้มีความอ่อนไหวต่อเรื่องราคาเป็นอย่างมาก และพร้อมจะหันไปใช้ค่ายคู่แข่งทันทีหากราคาที่พวกเขาต้องจ่ายไม่ได้เป็นไปอย่างที่พวกเขาเคยได้ นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ว่าทำไมบริษัท SEA จึงต้องปรับวิธีในการเอาตัวรอด นั่นก็คือ หันไปลดต้นทุนส่วนที่มากที่สุดนั่นก็คือต้นทุนเรื่องคน และนี่คือที่มาของการเลย์ออฟพนักงานทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

พนักงานShopeeได้รับแจ้งว่าจะได้รับอีเมล ‘ระบุชื่อ’ ของพนักงานที่ได้รับผลกระทบในเร็ว ๆ นี้ ขณะที่แหล่งข่าว 2 แหล่งกล่าวกับ DealStreetAsia ว่า เกือบครึ่งหนึ่งของ ShopeeFood และ ShopeePay ในประเทศไทยจะถูกปลดออก

ข่าวการปลดดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงไม่กี่เดือนหลังจากที่มีข่าวหลุดออกมาเกี่ยวกับการตัดสินใจของShopeeในการปิดกิจการในอินเดีย โดยเลิกจ้างพนักงานกว่า 300 คนในประเทศ

ขายดีแค่ไหนก็ยังขาดทุน

จากข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (ข้อมูลเผยแพร่เป็นสาธารณะ) พบว่า ปี 2021 ขณะที่บริษัท ช้อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด มีรายได้ 13,322.18 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 129.18% เมื่อเทียบกับปี 2020 แต่ก็ยังขาดทุนอยู่ 4,972.56 ล้านบาท ซึ่งถือว่าขาดทุนเพิ่ม 19.24%

บริษัท ลาซาด้า จำกัด มีรายได้อยู่ที่ 14,675.29 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 46.58% พลิกกลับมามีกำไรอยู่ที่ 226.88 ล้านบาท ซึ่งก่อนหน้านี้ในปี 2020 ยังขาดทุนอยู่ถึง 3,988.77 ล้านบาท

บริษัทเทคฯ สัญชาติสิงคโปร์เพิ่งทำลายสถิติรายได้รายไตรมาสไปหมาด ๆ หลังจากธุรกิจ E-Commerce ในกลุ่มประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และลาตินอเมริกานั้นทำรายได้เข้าเป้า ส่งให้ราคาหุ้นโดดขึ้นไป 5% ทันทีที่งบออก

โดยในช่วงหลังมานี้ SEA พยายามที่จะขยายการเติบโตออกไปในระดับสากลมากขึ้นนอกเหนือจากการทำตลาดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างเช่นการออกไปโตในแถบประเทศชิลี โคลอมเบีย เม็กซิโก

อย่างไรก็ตาม SEA ยังคงต้องเผชิญกับแรงกดดันจากนักลงทุนในการที่จะต้องเร่งการเติบโตขึ้นไปอีก และ “จำเป็น” จะต้องออกจากตลาดในประเทศฝรั่งเศสและอินเดียเนื่องจากกฎระเบียบข้อบังคับรวมไปถึงยอดการเติบโตที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ซึ่งสอดคล้องกับกลยุทธ์ในการลงที่เน้นไว อันไหนไม่ทำเงินต้องออกทันที

SEA คาดการณ์รายได้ในช่วงทั้งปี 2022 ในส่วนของรายได้จากฝั่ง E-Commerce ไว้ที่ประมาณ 8,500-9,100 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเทียบกับในช่วงต้นปี 2022 ที่ SEA พยากรณ์รายได้ของตนเองไว้ที่ 8,900-9,100 ล้านดอลลาร์ ซึ่งก็ถือว่า “ลดลง”

Forrest Li CEO ของ Sea Group บอกว่า “ตั้งแต่เข้าศักราชใหม่ (2022) เรารับรู้ได้ทันทีว่ากระแสของโลกในปัจจุบันและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจอาจจะกระทบกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเรา และโดยเฉพาะกับโลกอย่างน้อยก็ในช่วงระยะกลาง”

ในรายงานงบประมาณรายไตรมาส รายงานว่า รายได้ฝั่ง E-commerce ของ SEA นั้นเพิ่มขึ้น 64.4% ในขณะที่ฝั่ง Digital Entertainment รายได้เติบโตขึ้น 45.3%

ในขณะที่ยอดขายในฝั่ง New Business และกลุ่มไฟแนนซ์ เติบโตเกิน 350% อยู่ที่ 236 ล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ รายได้รวมในฝั่งอเมริกาเพิ่มขึ้น 64.4% อยู่ที่ 2,900 ล้านดอลลาร์ ในไตรมาสแรกของปี 2022 ซึ่งมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 2,760 ล้านดอลลาร์

ธุรกิจใหม่ไม่ปังอย่างที่คิด

Shopeeนั้นเล็งเห็นช่องว่างในตลาดส่งอาหารที่มีเม็ดเงินจำนวนมหาศาลในตลาดสูงมาก จึงได้เร่งความเร็วในการเปิดตัวธุรกิจใหม่อย่างบริการส่งอาหาร และเข็น ‘ShopeeFood’ ออกสู่ตลาดในประเทศไทย ซึ่งShopeeประเทศไทยได้เปิดตัว ShopeeFood หลังจากที่ Foodpanda เสียรังวัดจากการแข่งขันที่ดุเดือดในสมรภูมิ Food Delivery ในประเทศไทย

Shopeeประเทศไทยเริ่มขยับตัวตั้งแต่ที่ Foodpanda โดนวิพากษ์วิจารณ์จากกรณีที่บริษัทออกประกาศว่าจะไล่ไรเดอร์คนใดก็ตามที่เข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองออกทันที ทำให้เกิดกระแสวิจารณ์ถึงการปฏิบัติต่อลูกจ้างอย่างไม่เป็นธรรมและไม่ให้มีอิสระทางความคิดทางการเมือง และทำให้ผู้ใช้ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเจน Y และมิลเลนเนียลต่างพากันเลิกใช้ Foodpanda เปิดจุดอ่อนให้Shopeeเข้ามาทำตลาด

มีรายงานว่า Foodpanda สูญเสียจำนวนผู้ใช้กว่า 2 ล้านแอคเคานต์และร้านค้ากว่า 90,000 ร้านก็ถอนตัว ผู้บริหารของ Foodpanda ให้สัมภาษณ์กับเว็บไซต์ Tech in Asia ว่า จำนวนตัวเลขของผู้ใช้ที่ลดลงหรือร้านค้าที่ยกเลิกความเป็นพันธมิตรนั้นเป็นแค่เพียงการคาดการณ์และบางทีมันก็โอเวอร์เกินจริง ซึ่งบริษัทเองไม่เคยประกาศตัวเลขอย่างเป็นทางการใด ๆ

ผู้บริหารของ Foodpanda บอกว่า “ในประเทศไทย Foodpanda เป็นแพลตฟอร์มส่งอาหารเจ้าเดียวที่มีบริการครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศไทย และเกือบ 10 ปีที่เราเปิดให้บริการมา เรามีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในความต้องการของลูกค้าและพาร์ตเนอร์ของเราเป็นอย่างดี” ทั้งนี้ Foodpanda เปิดให้บริการในประเทศไทยมาตั้งแต่ปี 2012

ถ้านับบรรดาผู้ให้บริการเดลิเวอรี่ทั้งหมดในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น Foodpanda Grab, LINE MAN ก็ต้องบอกว่า ShopeeFood นั้นเป็นบริษัทที่มีความพร้อมมากที่สุด ที่ได้เห็นความเคลื่อนไหวของคู่แข่งและทำการบ้านมาก่อนเป็นอย่างดีแล้วจึงทำการเปิดตัวธุรกิจใหม่นี้ขึ้น

การเปิดตัว ShopeeFood ในประเทศไทยนี้ถือว่าเป็นการเปิดตัวต่อจากเวียดนามซึ่งถือว่าอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เช่นเดียวกัน แต่ในฝั่งของเวียดนามนั้นกลุ่ม SEA ใช้วิธีไปซื้อแพลตฟอร์มส่งอาหารที่มีอยู่แล้วอย่าง Foody มาทำต่อด้วยเม็ดเงินกว่า 64 ล้านดอลลาร์

จุดเริ่มต้นของการปลดพนักงานในประเทศไทยรวมถึงในภูมิภาคเอเชีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นมาจากผลประกอบการหลายปีที่ยังขาดทุนสะสม และรวมไปถึงในส่วนของ ShopeeFood ที่ไม่ได้เป็นธุรกิจหลักที่ทำรายได้ให้กับ SEA Group บวกกับการแข่งขันของ Food Delivery ที่ดุเดือดมากในประเทศไทยทำให้ SEA Group ประเมินแล้วว่าสู้ไปก็เจ็บตัวเปล่าจึงถอนตัวในที่สุด

ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเปิดเผยรายชื่อบริษัทที่อยู่ในเครือเดียวกับShopee ประเทศไทย

บริษัท ช้อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด ทุนจดทะเบียน 50,000 ล้านบาท

บริษัท เอสคอมเมิร์ซ (ประเทศไทย) จำกัด ทุนจดทะเบียน 5,000 ล้านบาท (บริการ Fulfillment)

ช้อปปี้ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) ทุนจดทะเบียน 2,000 ล้านบาท (ประกอบธุรกิจให้บริการขนส่งสินค้ารองรับธุรกิจของช้อปปี้)

ช้อปปี้เพย์ (ประเทศไทย) ทุนจดทะเบียน 900 ล้านบาท (บริการชำระเงิน Shopee Pay)

ช้อปปี้ฟู้ด ทุนจดทะเบียน 15 ล้านบาท (บริการส่งอาหาร Shopee Food)

และทุกบริษัทอยู่ในสภาวะขาดทุนสะสม เช่น ช้อปปี้ (ประเทศไทย) มีจำนวนขาดทุนสุทธิสะสมตั้งแต่ปีที่จดทะเบียน ปี 2015 กว่า 20,000 ล้านบาท เพราะ Shopee ต้องเผาเงินอัดโปรโมชั่นดึงดูดลูกค้า แข่งขันกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซคู่แข่งอย่าง Lazada

และแม้Shopeeจะขาดทุนต่อเนื่องก็ยังสร้างช่องทางรายได้ใหม่ อย่างShopee Food บริการส่งอาหาร ซึ่งมีคู่แข่งในตลาด 3 รายหลักคือ Grab, LINE MAN และ Food Panda แน่นอนว่าการเข้าสู่สังเวียน Food delivery ซึ่งต้องเผาเงินเพื่อทำโปรโมชั่นจูงใจลูกค้าเช่นเดียวกัน

ทั้งนี้Shopeeไทย จะปรับลดคนใน ShopeeFood ซึ่งไม่ใช่ธุรกิจหลัก โดยShopeeประเมินแล้วว่าสภาพการแข่งขันที่สูง จะทำให้Shopeeต้องใช้คำว่า เปลืองตัวเปลืองตังที่จะลงไปแข่งในสมรภูมิที่ก็ไม่รู้ว่าตนเองจะชนะวันไหน

Shopee Food บริษัทจดทะเบียนตั้งแต่ปี 2017 และเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการช่วงปลายปี 2021 ขาดทุนสุทธิสะสมอยู่ 86 ล้านบาท โดยปี 2021 มีรายได้รวม 407 ล้านบาท และมีการจ้างพนักงานเข้ามารับผิดชอบจำนวนมากเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่ง

ShopeeFood ถือเป็นน้องใหม่ในตลาด Food Delivery เมืองไทย ให้บริการใน อินโดนีเซีย เวียดนาม มาเลเซีย และไทย โดย ShopeeFood คิดค่า GP 5% ขณะที่ Grab Food, LINE MAN คิดค่า GP 15 – 18% Foodpanda คิดค่า GP 20% โดย Market Share ของตลาดเดลิเวอรี่อาหารในประเทศไทย  Grab Food ครองบัลลังก์มาเป็นอันดับที่ 1 คิดเป็น 45%

และไม่ใช่ครั้งแรกที่ Shopee ประกาศปลดพนักงานฟ้าฝ่า ปี 2022 Shopee ประกาศหยุดให้บริการในประเทศอินเดียหลังเริ่มธุรกิจในปี 2021 และประกาศถอนตัวออกจากตลาดฝรั่งเศสเช่นกันในปีเดียวกัน

ในขณะที่ผู้บริหารของ Shopee ให้สัมภาษณ์สื่อว่าที่ถอนตัวจากอินเดียเป็นเพราะความไม่แน่นอนในตลาดภาพรวมของโลก และมีหลายจุดที่บริษัทต้องปรับปรุง แต่สิ่งที่สำนักข่าวมองว่าเป็น 2 เหตุผลหลักที่ทำให้ Shopee ต้องออกจากประเทศอินเดียประกอบไปด้วย

 ความตึงเครียดทางการเมือง: Shopee  เริ่มเข้ามาทำตลาดอินเดียเมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2021 และก็เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ตามปกติ  ในขณะที่ Shopee เองก็พบว่าตัวเองไม่สามารถเจาะตลาดกลุ่มคนระดับล่างในอินเดียได้ ซึ่งคนกลุ่มนี้มีสัดส่วนที่เยอะมากเมื่อเทียบกับตลาดกลุ่มที่ Shopee ทำ ดังนั้นจึงเชื่อได้ว่าสาเหตุที่ Shopee ถอนทัพออกไปจากอินเดียส่วนหนึ่งหลัก ๆ เลยคือไม่สามารถสู้กับ Meesho ที่มีจุดแข็งเรื่องตลาด Tier ล่างตรงนี้ได้

ปราบปรามบริษัทเทคฯ ที่เกี่ยวข้องกับจีน: อาจจะฟังดูแปลก ๆ แต่หากติดตามข่าวก่อนหน้านี้ทราบว่า สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีของจีน อยู่ในช่วงกำลังกวาดล้างบรรดาผู้มีอิทธิพลในวงการเทคของจีนที่เริ่มจะกลืนกินเศรษฐกิจของจีนมาขึ้นทุกขณะ และจีนกับอินเดียเองก็เป็นพันธมิตรทางธุรกิจกันมานาน จึงเป็นที่มาของนโยบายรัฐบาลอินเดียในการปราบปรามแอปจีนที่มีส่วนเกี่ยวกับกับบริษัทเทคยักษ์ใหญ่ของจีนไม่ว่าจะเป็น Tencent หรือ Alibaba เองก็ตาม ส่งผลให้เกม FreeFire ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ SEA ต้องหยุดชะงักลง และเนื่องจาก Shopee เองที่ถือได้ว่ามีคอนเนกชั่นที่ดีกับ Tencent บริษัทเทคฯ ชื่อดังของจีนยังถูกสอบสวนถึงผลประโยชน์และความเกี่ยวข้อง ดังนั้นไม่แปลกที่อินเดียซึ่งก็ถือเป็นพันธมิตรที่ดีกับจีนจะทำเช่นเดียวกัน

สำนักงานวิจัย Bernstein ให้ความคิดเห็นต่อเรื่องที่ Shopee ออกจากตลาดอินเดียซึ่งมีผลกระทบไปถึงราคาหุ้นในตลาดนิวยอร์ก ว่า Shopee ได้ขยายการเติบโตจนขยับขึ้นไปติดทอป 3 แอปพลิเคชันที่ได้รับความนิยมสูงสุดของอินเดีย (ในแง่จำนวนผู้ใช้สูงสุดรายเดือน) ด้วยจำนวนตัวเลขผู้ใช้สูงกว่า 40 ล้านคนในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2022

“ผมมองว่าจริง ๆ แล้ว Shopee ยังเติบโตได้อีกมากนะในอินเดีย ด้วยจำนวนคู่แข่งที่ยังน้อยและจำนวนประชากรที่ยังเข้าไม่ถึงการใช้งานแพลตฟอร์มอีกมาก แต่ประเด็นที่ทำให้ Shopee ต้องลากถอยออกไปน่าจะมาจากปัจจัยอื่นมากกว่า”

แล้วปัจจัยอื่นคือปัจจัยอะไร?

Bernstein ระบุว่า ปัจจัยอื่นในที่นี้ก็คือ “ความท้าทายสำหรับเรื่องนี้บางทีอาจเป็นไปได้ว่า รูปแบบของการร่วมทุนกับ Tencent ในบทบาทของผู้มีอำนาจในการควบคุมการบริหารงาน และท่าทีในการทำธุรกิจก็เปลี่ยนไปตั้งแต่มีการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นใหญ่ประจำปี ในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่Shopee India ต้องขึ้นโรงขึ้นศาลอีกก็เป็นเหตุผลที่เชื่อได้ว่าอนาคตของShopee ในอินเดียดูจะไม่สดใสนัก ถึงกระนั้น ดูเหมือนว่าการตัดสินใจของShopeeจะมีความเชื่อมโยงกับกับความขัดแย้งของการเข้าไปลงทุนในอินเดียของฝ่ายบริหารก่อนหน้านี้”

ธุรกิจของ Shopee ในอินเดียเป็นอย่างไร

หลังจากที่Shopeeเข้ามาทำตลาด E-Commerce ในอินเดียก็สามารถเรียกเสียงฮือฮาได้ไม่น้อยจากการที่เป็นแพลตฟอร์มขายสินค้าในราคาที่ถูกได้ ซึ่งก็ถือเป็นสูตรสำเร็จของShopee อยู่แล้วในการทำตลาดไม่ว่าจะประเทศใดก็ตาม

ผู้สันทัดกรณีบอกว่า ปกติแล้วShopee(อินเดีย) จะขายสินค้าที่มีราคา 200-300 รูปี อยู่ที่เพียง 70-80 รูปีเท่านั้น ผลลัพธ์ก็คือ คนแห่กันไปซื้อของมากมาย แต่Shopeeต้องเผาเงินทิ้งถึงเดือนละ 20 ล้านดอลลาร์

ดังนั้นไม่แปลกที่Shopeeจะต้องการเงินทุนเพื่อทำให้พวกเขาขึ้นมาอยู่หัวแถวได้ในเวลาอันรวดเร็วและรีบทำกำไรก่อนที่เงินทุนจะหมด โดยเฉพาะในตลาด E-Commerce อินเดียที่ไม่ว่าใครก็อยากจะจับจองเป็นเจ้าของ ซึ่งมีทั้ง Flipkart , Amazon India และ Meesho ก็อยู่ร่วมสังเวียนอันดุเดือดนี้

Shopeeกำลังรู้สึกว่า อุณหภูมิของการแข่งขันกำลังค่อย ๆ เดือดขึ้นเรื่อย ๆ และพวกเขาก็ไม่รู้ว่าจะต้องผลาญเงินมากมายขนาดนี้ไปอีกถึงเมื่อไหร่ถึงจะชนะในสมรภูมิแห่งนี้”

ในรายงานของ Bernstein ยังบอกอีกว่า การออกจากการแข่งขันในประเทศอินเดียของShopeeจะช่วยห้ามเลือดที่กำลังไหล (หยุดการผลาญงบการตลาด)  ในช่วงระยะสั้นนี้ แต่ก็ตามมาด้วยคำถามว่า แล้วในระยะยาวShopeeจะเอาอย่างไรต่อ

“จากมุมมองในช่วงสั้น ๆ นี้ การออกจากอินเดียของShopeeที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการต่อสู้กับยักษ์ใหญ่เจ้าตลาด E-commerce ก่อนหน้านี้จะช่วยให้พวกเขามีฐานะทางการเงินที่ดีขึ้นบ้าง แต่เมื่อมองตามความเป็นจริง ถนนในอินเดียที่ทอดยาวออกไปก็ยังคงขรุขระ การจะแลนดิ้งในประเทศนี้อีกครั้งก็คงจะไม่ง่าย

เราเชื่อว่า อินเดียยังเป็นประเทศที่สามารถมอบผลประโยชน์อันหอมหวานให้Shopeeได้ในระยะยาว และถ้าต้องสเกลอัปธุรกิจ ก็ต้องนึกถึงอินเดีย เพราะด้วยขนาดของประชากรเราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ที่นี่คือเหมืองทองของธุรกิจ E-Commerce และถ้าShopeeต้องการที่จะโตต่อพวกเขาต้องยืนหยัดอยู่ให้ได้”

สุดจะยื้อ

ก่อนหน้านี้ในช่วงต้นปี Shopee ประกาศถอนตัวจากการทำธุรกิจในประเทศฝรั่งเศส หลังจากเพิ่งจะเริ่มการทำธุรกิจในทวีปยุโรปได้เพียงไม่นานเท่านั้น

มุมมองต่อจากนี้ไป หากShopeeออกจากอินเดียไปแล้วจะทำให้ผลประโยชน์ที่Shopeeเคยได้รับไปตกอยู่ในมือคู่แข่งหรือไม่ และถ้าShopeeตัดสินใจในแบบเดียวกันกับที่อินเดียล่ะ จะเกิดอะไรขึ้นต่อไปกับธุรกิจหลักของ Sea Group มีเพียงเวลาเท่านั้นที่จะให้คำตอบได้

ข้อมูลจากสำนักข่าวในประเทศไทย รายงานว่า มีข้อมูลยืนยันจากกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ซี กรุ๊ป (SEA Group) บริษัทแม่ของเครือShopeeที่ตั้งอยู่ประเทศสิงค์โปร์ จะดำเนินการเลิกจ้างลูกจ้างในต่างประเทศ รวมถึงประเทศไทย

โดยเป็นการเลิกจ้างลูกจ้างจำนวน 300 คน ซึ่งเป็นลูกจ้างที่อยู่ในสังกัด 3 บริษัท ได้แก่  บริษัท ช้อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท ช้อปปี้เพย์ (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท ช้อปปี้ฟู้ด จำกัด  โดยบริษัทฯ ได้เรียกลูกจ้างเข้ามาพบเป็นรายบุคคลเพื่อแจ้งการเลิกจ้าง และให้การเลิกจ้างมีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2565 เป็นต้นไป

มุมมองต่อจากนี้ไป หากShopeeออกจากอินเดียไปแล้วจะทำให้ผลประโยชน์ที่Shopeeเคยได้รับไปตกอยู่ในมือคู่แข่งหรือไม่ และShopeeก็ได้ตัดสินใจปลดพนักงานเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายแล้ว และถ้าShopeeตัดสินใจในแบบเดียวกันกับที่อินเดียล่ะ จะเกิดอะไรขึ้นต่อไปกับธุรกิจหลักของ Sea Group มีเพียงเวลาเท่านั้นที่จะให้คำตอบได้


อ้างอิง :

channelnewsasia.com

economictimes.com

economictimes.indiatimes.com

pandaily.com

mgronline.com

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน