ไทยยืนยันความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมความร่วมมือกับรัสเซียในทุกมิติ ทั้งระดับทวิภาคีและภูมิภาคระหว่างอาเซียน และสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (Eurasian Economic Union: EAEU) ทั้งด้านพลังงาน ทหาร การศึกษา การค้าและการลงทุน โดยทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะตั้งเป้าการค้าให้เพิ่มขึ้น 5 เท่าใน 5 ปี บรรลุเป้าหมายการค้า 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งใน 2 ปีแรกได้ตั้งเป้าหมายให้เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า
เมื่อวันที่ 19-20 พฤษภาคม 2559 นายกรัฐมนตรี (พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา) พร้อมคณะผู้แทนไทย ได้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ (ASEAN-Russia Commemorative Summit) กับประธานาธิบดีรัสเซีย (นายวลาดีมีร์ ปูติน) ณ เมืองโซชิ สหพันธรัฐรัสเซีย เนื่องในวาระเฉลิมฉลองครบรอบ 20 ปี ความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนและรัสเซีย และฝ่ายไทยยินดีสนับสนุนการรับรองปฏิญญาโซชิ (Sochi Declaration) ที่แสดงความมุ่งมั่นในการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างกันให้ก้าวหน้า และพร้อมที่จะเสริมสร้างปฏิสัมพันธ์และความเชื่อมโยงเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างกันบนพื้นฐานของความมั่นคง มั่งคั่ง และการพัฒนาที่ยั่งยืน รวมทั้งสนับสนุนแผนปฏิบัติการอย่างครอบคลุมเพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับสหพันธรัฐรัสเซีย ปี 2559-2563 และสนับสนุนข้อเสนอแนะแนวทางความสัมพันธ์อาเซียน-รัสเซียของกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิอาเซียน-รัสเซีย (Eminent Person) โดยตั้งเป้าหมายการค้าเพิ่มขึ้น 100,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2025 อีกทั้งส่งเสริมความเชื่อมโยงระหว่างอาเซียนและภาคตะวันออกไกลของรัสเซีย และระหว่างอาเซียนและองค์กรความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ เช่น การขนส่ง การค้นหาพลังงาน สิ่งแวดล้อม การป้องกันและขจัดโรคระบาด/โรคติดต่อ และการส่งเสริมด้านมนุษยธรรม เป็นต้น
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีทั้งสองประเทศมีความเห็นร่วมกันที่จะสนับสนุนการจัดทำ FTA ระหว่างไทยกับสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (Eurasian Economic Union: EAEU) สมาชิก EAEU ประกอบด้วย 5 ประเทศ ได้แก่ รัสเซีย เบลารุส คาซัคสถาน อาร์มีเนีย และคีร์กีซสถาน ซึ่งเป็นโอกาสในการขยายการค้าของไทยกับ EAEU ที่มีประชากรกว่า 180 ล้านคน โดยรัสเซียให้การสนับสนุนไทยในเรื่องนี้และจะทำงานร่วมกันกับประเทศสมาชิก EAEU อื่นๆ และไทยเพื่อประโยชน์ในการขยายความร่วมมือทวิภาคีระหว่างไทยและรัสเซียต่อไป
จากผลการศึกษาเบื้องต้น พบว่า การจัดทำ FTA ไทย-EAEU มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยจะอยู่ที่ 0.0717% – 0.2029% และการมีโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ต่างกันจะเป็นโอกาสสำหรับการเปิดเสรีทางการค้าระหว่างกัน ซึ่งไทยสามารถใช้ EAEU เป็นช่องทางจำหน่ายไปประเทศเอเชียกลางต่อไป รวมทั้งลดอุปสรรคการค้ากับประเทศสมาชิก EAEU และเพิ่มโอกาสการลงทุน นอกจากนี้ การส่งออกของทั้งไทยและ EAEU จะขยายตัวและทำให้สวัสดิภาพของประชากรดีขึ้นด้วยเช่นกัน อีกทั้งการจ้างงานของไทยเพิ่มขึ้นในทุกกรณี การบริโภค การลงทุน และการใช้จ่ายภาครัฐของไทยเติบโตขึ้นแต่การนำเข้าลดลงเล็กน้อย
สินค้าศักยภาพของไทยที่มีความสามารถแข่งขันในตลาด EAEU มีมูลค่ามากกว่ามูลค่าสินค้าอ่อนไหวของไทย ซึ่งสาขาที่ไทยได้ประโยชน์ ได้แก่ ยานยนต์และชิ้นส่วน และผลิตภัณฑ์เหล็ก สาขาที่ได้รับผลกระทบเชิงลบ ได้แก่ เคมีภัณฑ์อนินทรีย์ ปุ๋ย เหล็กและเหล็กกล้า การค้าบริการที่ไทยมีศักยภาพแข่งขัน คือ การท่องเที่ยว และสาขาบริการอ่อนไหวของไทย คือ บริการก่อสร้าง ซึ่งมูลค่าที่ไทยจะได้รับจากการค้าบริการท่องเที่ยวมีมูลค่ามากกว่าที่รัสเซียจะได้รับจากการค้าบริการก่อสร้าง
หลังจากนั้น นายกรัฐมนตรีพร้อมคณะผู้แทนไทยได้หารือกับภาคเอกชนไทย โดยผลสำเร็จความร่วมมือของเอกชน ได้แก่ 1) การเชื่อมความสัมพันธ์กับห้างสรรพสินค้า ซุปเปอร์มาร์เก็ต และ hypermarket LENTA ซึ่งเป็นห้างอันดับหนึ่งในนครเซ็นปีเตอร์เบิร์ก และอันดับ 5 ของรัสเซีย ซึ่งห้าง LENTA สนใจนำเข้าสินค้าเนื้อไก่ เนื้อหมู ปลาทูน่า และน้ำตาล 2) ความเชื่อมโยงกับกลุ่ม SYSTEMA เป็นกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โรงพยาบาล รายใหญ่ของรัสเซีย ที่สนใจเชิญชวนบริษัทไทยร่วมลงทุนทำธุรกิจในรัสเซีย ในสาขาเกษตร telecom /IT โรงพยาบาล สปา และอาหารทะเล 3) การเชื่อมโยงกับหอการค้าเซ็นปีเตอร์เบิร์ก หอการค้ารัสเซีย องค์กร Business Russia กับกลุ่มหอการค้าไทย และสภาอุตสาหกรรมไทย 4) ด้านการเงิน ธนาคารกสิกรไทยลงนามความร่วมมือการเปิดบัญชีเงินบาท ของธนาคาร Southern Bank Russia ซึ่งเป็นการเปิดประตูสู่การทำธุรกรรมการเงินระหว่างนักธุรกิจทั้งสองฝ่าย และ 5) การลงนาม MOU ระหว่างสภาธุรกิจไทย-รัสเซีย และ Russia Thai Trading House เป็นความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน เชื่อมโยงอำนวยความสะดวกระหว่างนักธุรกิจไทย และนักธุรกิจรัสเซีย
กระทรวงพาณิชย์ เชื่อมั่นว่าการเดินทางเยือนรัสเซียในครั้งนี้ ได้เกิดการเชื่อมโยงและกระชับความสัมพันธ์ในหลายระดับ ทั้งระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น และเกิดมิติใหม่ของความร่วมมืออย่างบูรณาการ นำไปสู่ผลประโยชน์ด้านเศรษฐจ การค้า และการลงทุน ของทั้งสองประเทศต่อไป
ในปี 2558 การค้าระหว่างไทยและ EAEU มีมูลค่าประมาณ 2,490.49 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยไทยส่งออกไปยัง EAEU 756.38 ล้านเหรียญสหรัฐ และนำเข้าจาก EAEU 1,734.10 ล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้ การค้าส่วนใหญ่ยังคงกระจุกตัวอยู่ที่รัสเซีย มูลค่าส่งออกไทยไปรัสเซีย 713.39 ล้านเหรียญสหรัฐ อัตราขยายตัว -40.81% สินค้าส่งออกสำคัญ เช่น รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ เม็ดพลาสติก ผลไม้กระป๋องและแปรรูป และผลิตภัณฑ์ยาง เป็นต้น ถือเป็นตลาดส่งออกอันดับที่ 37 ของไทย (ของโลก) และเป็นอันดับ 1 ในกลุ่ม CIS (Commonwealth of Independent States หรือ เครือรัฐเอกราช) และมูลค่านำเข้าจากรัสเซียมายังไทย 1,642.49 ล้านเหรียญสหรัฐ อัตราขยายตัว -55.71 % สินค้านำเข้าสำคัญ เช่น น้ำมันดิบ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ ปุ๋ย และยากำจัดศัตรูพืชและสัตว์ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ น้ำมันสำเร็จรูป ก๊าซธรรมชาติ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช สัตว์น้ำสด แช่แข็ง แปรรูปและกึ่งแปรรูป และแร่และผลิตภัณฑ์จากแร่ถือเป็นตลาดนำเข้าอันดับที่ 24 (ของโลก) อันดับ 1 ในกลุ่ม CIS
สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์
Call Center 0 2507 7555 หรือทาง www.dtn.go.th, www.facebook.com/TradeNegotiations
และ http://twitter.com/dtn_thailand
