Japanese Koji เปลี่ยนกากกาแฟให้เป็นคอฟฟี่บาร์รักษ์โลก แถมต้นทุนต่ำ

https://unsplash.com/photos/7r12qgK11PI

ทั่วโลกมีการบริโภคกาแฟรวมกันแล้วมากถึง 10 พันล้านกิโลกรัมต่อปี และท่ามกลางตัวเลขเหล่านั้นก็คือกากกาแฟจำนวนมากที่ถูกทิ้งไว้ หลายคนจึงพยายามนำกากกาแฟมารีไซเคิลเป็นถ้วยบ้าง ผ้าบ้าง หมึก หรือแม้กระทั่งใช้เป็นเชื้อเพลิงจากธรรมชาติ

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากกากกาแฟปกติจะมีของเหลวผสมอยู่ ทำให้ต้องผ่านกระบวนการทำให้แห้งก่อนการนำกลับมาใช้ซ้ำ และนั่นก็ยังเป็นการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นสู่อากาศจำนวนมากอยู่ดี คำถามก็คือ จะมีวิธีไหนที่เราสามารถนำกากกาแฟมาใช้ซ้ำโดยที่ไม่เป็นผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมบ้างหรือไม่? Tetsuji Ishigaki นักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นและ CEO ของ SOI จากเมือง Shizuoka ประเทศญี่ปุ่นมีคำตอบ

จากกากกาแฟสู่คอฟฟี่บาร์

ที่มา: https://soijp.com/product/upcycling/

Ishigaki มีไอเดียในการนำ Koji ที่คนญี่ปุ่นมักนำมาใช้หมักอาหารอย่างเช่น ซีอิ๊ว หรือสาเกในการนำมาเป็นส่วนผสมในกากกาแฟ ซึ่งเป็นวิธีที่ไม่ส่งผลเชิงลบใด ๆ กับสิ่งแวดล้อม ในการทดลองเขาได้รวบรวมกากกาแฟจากร้านคาเฟ่ในท้องถิ่น แล้วนำมาหมักกับ koji นำมาพาสเจอร์ไรส์ แล้วทำออกมาเป็นคอฟฟี่บาร์ที่มีชื่อว่า Coleha ซึ่งในขั้นตอนจะต้องมีการผสมน้ำต่อกากกาแฟในสัดส่วน 2:1 จากนั้นก็เพิ่มโกโก้บัตเตอร์เพื่อให้แข็งตัว

ซึ่งกากกาแฟ 1 กิโลกรัมสามารถนำมาสร้างเป็นคอฟฟี่บาร์ได้มากถึง 115 ชิ้น

คอฟฟี่บาร์ของ Coleha มีทั้งหมด 3 ประเภทใหญ่ ๆ ด้วยกัน มีเปอร์เซ็นต์ความหวานตั้งแต่ 0-40% ขายที่ราคา $7 และผลตอบรับก็ดีเกินคาด เพราะขายหมดทุกครั้ง ด้วยรสชาติที่อร่อยจนน่าแปลกใจ และคอฟฟี่บาร์ที่หวาน 0% นั้นรสชาติคล้ายกับดาร์กช็อกโกแลตที่มีรสชาติของกาแฟคุณภาพดีปนเข้ามาเล็กน้อย ส่วนระดับหวาน 10% จะมีกลิ่นแบบฟรุตตี้และมิลกี้ ส่วนระดับ 40% จะมีกลิ่นหอมหวานของคาราเมลผสมเข้ามาด้วยคอฟฟี่บาร์ทั้งหมดของ Coleha มีผิวสัมผัสที่บางจากด้านนอก ทำให้เมื่อรับประทานเข้าไปแล้วละลายในปากของเรา พร้อมกับรสชาติของกาแฟเข้มข้นตามมา

Coleha ได้พิสูจน์ให้เห็นว่ากากกาแฟกินได้ แถมอร่อยด้วย

เบื้องหลังความอร่อยก็คือ Koji ที่เป็นเคล็ดไม่ลับในการสร้างรสชาติอูมามิแบบญี่ปุ่น ซึ่งนับว่าเป็นรสชาติที่ 5 ต่อจากรสชาติหวาน เค็ม เปรี้ยว และขมโดยทั่วไป เป็นรสชาติแห่งความอร่อยนั่นเอง Koji สามารถสร้างเอนไซม์ได้หลากหลายประเภทและเปลี่ยนโปรตีนให้กลายเป็นกรดอะมิโนที่เป็นที่มาของรสชาติแบบอูมามินั่นเอง และจากการทดลองในห้องแล็บของ Ishigaki พบว่าเนื้อกากกาแฟผสมโคจิของเขามีกรดอะมิโนมากกว่าเมล็ดกาแฟทั่วไปมากถึง 3 เท่า

นอกจากนั้น เขายังพบอีกว่า เนื้อกากกาแฟที่เขารังสรรค์ขึ้นประกอบไปด้วยโพลีฟีนอล 1.6 มากกว่าเมล็ดกาแฟทั่วไป ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีต่อสุขภาพมากกว่ากาแฟปกติ 1.78 เท่า อีกข้อก็คือส่วนผสมของเนื้อกากกาแฟนี้มีไฟเบอร์สูงถึง 94% ที่ส่งผลดีต่อการขับถ่ายของผู้บริโภค ส่วนปริมาณของกาเฟอีนประกอบไปด้วย 50 มิลลิกรัมในคอฟฟี่บาร์จำนวน 22 กรัม ซึ่งถือเป็นจำนวนเท่ากับกาแฟธรรมดาครึ่งแก้ว ทำให้เป็นขนมที่สามารถรับประทานคู่กับกาแฟได้ สำหรับใครที่ต้องการเพิ่มพลังให้กับตัวเองในระหว่างวัน หรือรับประทานเพื่อปลุกตัวเองยามบ่าย ในขณะที่จะไม่รบกวนการนอนหลับของคุณในตอนกลางคืนจนเกินไป

คอฟฟี่บาร์ฝีมือของ Ishigaki ไม่ได้เกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ แต่ครอบครัวของเขามีโรงงานผลิตอาหารจากโคจิมาตั้งแต่ในปี 1739 ก่อตั้ง SOI ในปี 1984 และเน้นการผลิตผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพผ่านวิธีการหมักแบบธรรมชาติออกมา และหลังจากที่เขาเรียนจบปริญญาเอกจาก University of Tokyo และทำงานเป็นนักวิจัยให้กับ University of Southampton ก็เข้ามารับช่วงกิจการต่อในช่วงปี 2000

นอกจากนั้น เขายังถ่ายทอดความรู้และแชร์แนวคิดให้กับบริษัทที่ขายสินค้าที่เป็นประโยชน์ต่อโลกในญี่ปุ่นมากมาย เพราะโลกกำลังต้องการแนวคิดของการรีไซเคิลเช่นนี้อีกมาก อย่างเช่นกฎหมายที่เพิ่งมีผลบังคับใช้ในเดือนมกราคมปี 2022 ว่าในแคลิฟอร์เนียจะต้องมีบริการเก็บของเสียออร์แกนิกจากแต่ละบ้านและบริษัท เป็นต้น และถ้าลองมาคิดเล่น ๆ ดูว่า หากทั่วโลกนำกากกาแฟมารีไซเคิลต่อด้วยวิธีนี้ เราจะสามารถผลิตคอฟฟี่บาร์ Coleha ได้มากถึง 1.7 ล้านล้านชิ้นต่อปีเลยทีเดียว ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการนำกากกาแฟมาต่อยอดเป็นสินค้าต่อในแบบของ Coleha เป็นเรื่องที่น่าชื่นชมและเอาเป็นแบบอย่างซะจริง

อ้างอิง:

 

https://www.forbes.com/sites/akikokatayama/2022/03/28/recycle-coffee-grounds-with-zero-impact-japanese-koji-turns-the-waste-into-delicious-coffee-bars-at-low-cost/?sh=732273623221

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน