Joel Spolsky ทำความรู้จักโปรแกรมเมอร์ผู้ปั้น 2 ซอฟต์แวร์ชื่อดังอย่าง Trello และ StackOverflow

เมื่อพูดถึงอาชีพโปรแกรมเมอร์หรือที่สมัยนี้นิยมเรียกกันว่า “dev” (เดฟ) ซึ่งย่อจาก developer นั้น หลายคนมักจะนึกไปถึงภาพลักษณ์ว่าเป็นผู้ชายเนิร์ด ๆ ใส่แว่นนั่งเขียนโค้ดหน้าจอ

แต่ที่จริงแล้วในประวัติศาสตร์ไอทีโลกมาถึงทุกวันนี้ โปรแกรมเมอร์เก่ง ๆ นั้นมีเพศหลากหลาย ผู้หญิงก็มีมากมาย หรือเพศทางเลือก LGBT ก็มีไม่น้อย เช่นตัวอย่างที่ Marketeer Online จะเล่าในตอนนี้

 

เรียนจบช้าเพราะติดทหาร แต่เริ่มชีวิตทำงานอย่างสวยหรู

Joel Spolsky (โจเอล สโปลสกี้) ปัจจุบันอายุ 57 ปี เขามีเชื้อสายอิสราเอล เกิดในปี 1965 ที่เมือง Albuquerque รัฐนิวเม็กซิโก ประเทศสหรัฐอเมริกา เติบโตที่นั่นจนถึงอายุ 15 ปีทั้งครอบครัวก็ย้ายไปอยู่ที่ประเทศอิสราเอล

จากนั้นโจเอลเข้ารับการเกณฑ์ทหารที่อิสราเอล จนปลดประจำการเมื่ออายุ 22 ปีก็ย้ายกลับมาที่สหรัฐอเมริกาเพื่อเรียนต่อปริญญาตรีด้าน Computer Science (วิทยาการคอมพิวเตอร์) มหาวิทยาลัยแห่งรัฐเพนซิลวาเนีย (University of Pennsylvania)

แต่ผ่านไปแค่ปีเดียว โจเอลก็ย้ายไปเรียนที่คณะวิทยาการคอมพิวเตอร์เหมือนเดิมแต่เป็นที่มหาวิทยาลัยเยล Yale University จนจบปริญญาตรีในปี 1991 เมื่ออายุถึง 26 ปีแล้ว

แม้จะจบการศึกษาช้ากว่าคนอื่น ๆ ทั่วไป แต่เขาก็เริ่มงานแรกอย่างค่อนข้างสวยหรู คือได้ทำงานที่บริษัท Microsoft สำนักงานใหญ่ที่ซีแอตเทิลในตำแหน่ง “Program Manager” ของแผนกที่ทำ Excel อยู่ 5 ปีเต็ม

หนึ่งในผลงานเด่นของโจเอลสมัยที่ไมโครซอฟท์นั้น คือร่วมพัฒนาภาษา Visual Basic for Excel ที่เรียกกันว่า “ภาษา VBA บนเอ็กเซล” ซึ่งก็นิยมใช้กันมาถึงทุกวันนี้

จากนั้นระหว่างปี 1995 ถึงปี 2000 โจเอลก็ย้ายไปทำงานที่นิวยอร์กกับบริษัทโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ Viacom และบริษัท Juno Online Services ใช้เวลารวมอีก 5 ปีก่อนจะตั้งบริษัทของตัวเองขึ้นมาในปี 2000

ก่อตั้งชุมชนออนไลน์ Stack Overflow และเขียนบล็อกสอนโปรแกรมมิ่งไปด้วย

ปี 2000 โจเอล สโปลสกี้ ก่อตั้งบริษัทชื่อ Fog Creek Software ร่วมกับเพื่อนที่ชื่อ  Jeff Atwood ทำธุรกิจรับจ้างพัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับบริษัทองค์กรต่าง ๆ โดยไม่มีผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์ของตัวเอง

เก้าปีต่อมา บริษัทก็ออกผลิตภัณฑ์ใหญ่ชิ้นแรก คือเว็บไซต์ชื่อ “Stack Overflow” ซึ่งเริ่มสร้างในปี 2008 และเสร็จสิ้นเปิดตัวในปี 2009

 

StackOverflow.com นี้ เป็นชุมชนออนไลน์สำหรับโปรแกรมเมอร์ นักสร้างแอป และนักสร้างเว็บไซต์ทั่วโลก ให้เข้าไปถามตอบและแบ่งปันกันในนั้น เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นโค้ดโปรแกรมมิ่งสั้น ๆ และวิธีทำสิ่งต่าง ๆ

ตัวอย่างเช่นถ้าใครสักคนหาวิธีสร้างหน้าจอล็อกอินบนเว็บ แล้วไม่อยากเริ่มต้นเขียนเองทั้งหมด ก็สามารถไปเสิร์ชหาตัวอย่างเก่า ๆ ที่มีคนแชร์ไว้บนนั้นได้

… หรือถ้าหน้าจอล็อกอินที่เราอยากทำนั้น ไม่เหมือนใครเลย  ก็สามารถตั้งเป็นคำถามไว้ แล้วรอให้คนอื่น ๆ มาช่วยตอบได้ด้วยเช่นกัน

คำว่า “Stack Overflow” นี้ เป็นชื่อเรียกของ error ข้อผิดพลาดชนิดหนึ่งในการเขียนโปรแกรม ที่มีสาเหตุจากหน่วยความจำไม่พอ … การเลือกชื่อนี้มาจึงสื่อว่าถ้าเข้ามาใช้เว็บนี้  โปรแกรมเมอร์ก็ไม่ต้องจดจำรายละเอียดโค้ดต่าง ๆ มากเท่าเดิม เพราะมาหาดูแล้วก๊อบปี้ไปแก้ไขใช้ในโค้ดตัวเองได้เลย

การโพสต์ถามตอบกันเรื่องเขียนโปรแกรมนี้ มักจะต้องโพสต์ตัวอย่างโค้ดลงไปด้วย ซึ่งจะมีสัญลักษณ์มากมายเช่น ” { } [ ] ; : & * ^ == “ แถมยังซีเรียสเรื่องจำนวนช่องเว้นวรรค (indent) จึงยากที่จะโพสต์ถามในระบบเว็บบอร์ดทั่วไปยุคนั้น หรือแม้แต่โลกโซเชียลในยุคนี้ก็ยังยากมาก

แต่ StackOverflow ทำมาเพื่อรองรับการลงโค้ดเหล่านี้โดยตรง  แถมยังรวมเอาผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ไว้ด้วยกันจากทั่วโลก เริ่มต้นจากโปรแกรมเมอร์ชั้นเซียนจากบริษัทใหญ่ ๆ อย่าง Microsoft และ Google ก่อนเลย

นั่นเพราะในช่วงแรก ๆ โจเอลและทีมงานเลือกเดินทางไปโปรโมตเว็บไซต์ด้วยตัวเองกับบริษัทไอทีใหญ่ ๆ หลายแห่ง เริ่มจากที่ไมโครซอฟท์ที่ทำงานเก่า ต่อด้วยที่กูเกิ้ล และอีกหลายบริษัท

เป้าหมายของการเดินสาย ก็เพื่อให้ทีมโปรแกรมเมอร์เหล่านั้น เห็นประโยชน์ของการมี “Knowledge Base” (คลังความรู้) ที่ทุกคนจะมาแบ่งปันและถามตอบกันได้ (ในสิ่งที่ไม่เป็นความลับ) ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับทีมเองและทุกคน

การเดินสายประสบความสำเร็จด้วยดี โดยกูเกิลถึงกับใช้ StackOverflow เป็น “คลังความรู้กลาง” อย่างเป็นทางการของบริษัท  ส่วนไมโครซอฟท์ก็ว่าจ้างให้ StackOverflow สร้างระบบคล้าย ๆ กันนี้ แต่เป็นระบบปิดใช้ในบริษัทเองเท่านั้น

ซึ่งหลังจากนั้น StackOverflow ก็ใช้โมเดลหารายได้ 3 ด้าน คือทั้งหารายได้จากการโฆษณาสำหรับในเว็บไซต์ปกติ, คิดเงินเพิ่มสำหรับบางคนที่ต้องการเครื่องมือเพิ่มเติม, และรับสร้างระบบเฉพาะให้บางบริษัทด้วย

และพร้อมกับการนั่งตำแหน่ง CEO บริษัทนี้  โจเอลยังได้เขียนบล็อกถ่ายทอดประสบการณ์ทำงานพัฒนาซอฟต์แวร์ และบอกเล่าแง่คิดทางการบริหาร ไว้ในเว็บไซต์ “Joel on Software” ที่ joelonsoftware.com ด้วย

ไม่เพียงแค่นั้น ผู้ร่วมก่อตั้งคือ Jeff Atwood ก็เขียนบล็อกแนวเดียวกัน โดยใช้ชื่อว่า “Coding Horror” (“สยองขวัญไปกับการเขียนโค้ด”) ซึ่งชื่อเว็บ “Stack Overflow” ก็ได้จากการโหวตของเหล่าผู้อ่านในบล็อกนี้นี่เอง

ฉะนั้น 3 สูตรปั้น “ชุมชนออนไลน์เฉพาะด้าน” ของ StackOverflow ก็คือ 1) ออกแบบมาเพื่อเรื่องนั้น, 2) ดึงคนในวงการนั้นมาใช้ก่อน, และ 3) สร้างคอนเทนต์เกี่ยวกับเรื่องนั้นมาดึงคนเข้าไปใช้แพลตฟอร์ม ตามที่เล่าไปนั่นเอง

ในแง่การเติบโตนั้น เนื่องจากเป็นชุมชนออนไลน์เฉพาะด้าน จึงไม่ได้โตเร็วแรงแบบบริการระดับ Mass ทั่วไป โดยหนึ่งปีผ่านไปคือปี 2010 มีจำนวนผู้ใช้ราว 2.5 แสนคน จากนั้นก็เติบโตต่อเนื่องโดยในปี 2013 มีผู้ใช้กว่า 2 ล้านคน

…และล่าสุด Stack Overflow มีผู้ใช้รวมแล้วประมาณ 15 ล้านคน มีคำถามสะสมรวมราว 21 ล้านคำถาม และมีคำตอบรวมประมาณ 31 ล้านคำถาม

การเป็นแหล่งความรู้ที่ ก๊อบปี้ไปใช้ได้ง่าย ๆ อย่างนี้ บ่อยครั้งจึงมีการล้อเลียนโปรแกรมเมอร์หรือนักพัฒนาเว็บบางคน ที่อาศัยตัวอย่างโค้ดใน Stack Overflow มาแปะ ๆ รวมกันเป็นงานของตัวเอง ว่าเป็น “Copy & Paste Developer” หรือ “Stack Overflow Developer” ไปเลย

ก่อตั้ง Trello กระดานประสานงานออนไลน์

เมื่อมาถึงปี 2011 บริษัทก็ได้เปิดตัวบริการใหม่ “Trello” ซึ่งเป็น “กระดานสรุปความคืบหน้างาน” บนเว็บไซต์ trello.com เปิดกว้างให้ผู้คนและทีมงานบริษัทองค์กรทั่วโลก สมัครและล็อกอินไปใช้ร่วมกันได้ทั้งแบบฟรีและจ่ายเงิน

ที่มาของไอเดียนี้ โจเอลได้ไอเดียจาก “กระดานคัมบัง” (“Kanban” board) ซึ่งเป็นแนวคิดการทำงานแบบญี่ปุ่น ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากโรงงานโตโยต้าในยุค 80’s ที่ใช้เทคนิคนี้ในการผลิตแบบทันทีและพอดีไม่มีของเหลือ หรือที่เรียกว่าระบบ JIT (Just In Time)

ซึ่ง “กระดานคัมบัง” และ “การ์ดคัมบัง” ต้นฉบับของญี่ปุ่นนี้  ใช้บัตรกระดาษจริง ๆ เขียนด้วยปากกาจริง ๆ และติดบนกระดานจริง ๆ ไม่ใช่ซอฟต์แวร์แต่อย่างใด

ตัวอย่างกระดานคัมบังอย่างง่ายที่สุดก็เช่น มี 3 ช่อง “To do (รอทำ), Doing (กำลังทำ), และ Done (เสร็จแล้ว) โดยแต่ละงานจะเป็นการ์ด 1 ใบ ไปเริ่มติดจากซ้ายสุดคือ To do ก่อน แล้วค่อยย้ายไปทางขวาเรื่อย ๆ ตามความคืบหน้า

โดย “บัตรงาน” (Kanban card) 1 ใบ จะเขียนบอกงานหนึ่งอย่าง หรือชิ้นส่วนที่ต้องการตอนนั้น เช่น “นอตใหญ่ 1 พันตัว” แล้วเริ่มจากการไปแปะในแต่ละช่องตามลำดับ

โรงงานโตโยต้ายุคนั้น แต่ละคนจะเขียนส่งเป้าหมายย่อย ๆ ของงานกันทางบัตรกระดาษสีต่าง ๆ และเมื่อทำเสร็จสิ้น ก็จะนำกระดาษใบเล็ก ๆ ใบนั้น ไปแปะติดไว้บนกระดานที่ช่องระยะต่าง ๆ เช่น ช่อง รับเรื่องแล้ว”, “ระหว่างทำ”,  “ทำเสร็จแล้ว” … ตามลำดับ

ซึ่งปกติเราจะอ่านเจอไอเดียลักษณะนี้บ่อย ๆ ในหนังสือ How-to บริหารจัดการทั่วไป แต่ โจเอล สโปลสกี้ ก็เลือกนำไปประยุกต์สร้างเป็นซอฟต์แวร์ได้อย่างน่าสนใจ

 

Trello จึงเป็นซอฟต์แวร์ที่ออกแบบอย่างเรียบง่ายคล้ายกระดานและบัตรงานอย่างที่บอกไป แต่ยืดหยุ่นกว่าของจริงมากเพราะเป็นกราฟิกและตัวอักษรอยู่บนเว็บ จึงปรับแต่งแก้ไขได้ดังใจและง่ายดาย

…เช่น เมื่อจะย้ายบัตรงานใบหนึ่งจาก Doing ไปเป็น Done ก็แค่กดเมาส์ที่บัตรงานนั้น แล้วลากเปลี่ยนช่องไปทางขวาเท่านั้น

และจากการที่เป็นระบบออนไลน์ เมื่อสมาชิกคนหนึ่งในทีมติดการ์ดหรือแก้ไขการ์ดอะไร คนอื่นในทีมก็ถูกแจ้งเตือนและเห็นได้ทันที แม้จะอยู่กันคนละที่ก็ตาม

ส่วนโมเดลธุรกิจของ Trello ก็คือ  “Software as a Service” ให้เข้าใช้ได้ผ่านเว็บหรือแอป โดยใช้ฟรีสำหรับฟีเจอร์พื้นฐานและสมาชิกทีมไม่กี่คน เพื่อสร้างฐานลูกค้าให้ได้มาก ๆ เร็ว ๆ ไว้ก่อน

แล้วหลังจากนั้นถ้าลูกค้าบางรายต้องการฟีเจอร์มากขึ้น หรือต้องมีจำนวนสมาชิกในทีมมาก ๆ องค์กรใหญ่ ๆ ก็ต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้นไปตามลำดับ

Trello เติบโตต่อเนื่อง โดยมียอดผู้ใช้ 1 ล้านรายแรกในปี 2013 (สองปีหลังก่อตั้ง) และเพิ่มห้าเท่าเป็น 5 ล้านรายในปีต่อมาคือ 2014 แล้วเพิ่มอีกเท่าตัวเป็น 5 ล้านรายในปีถัดมาคือ 2015

 

“สมรสเท่าเทียม” ในปี 2012

ปี 2012 ในวัย 47 ปี Joel Spolsky แต่งงานกับเพื่อนชายที่มีการเผยเพียงแค่ชื่อว่า Jared (จาเร็ด) โดยโจเอลได้โพสต์ทวิตเตอร์เกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า …

“If you’re not into gay marriage, don’t get gay married–but my marriage to Jared isn’t hurting you and should be legal everywhere”

 

ซึ่งแปลคร่าว ๆ ได้ว่า …

“ถ้าคุณไม่อินกับการแต่งงานระหว่างเกย์ คุณก็อย่าไปร่วมพิธีเท่านั้นเอง — แต่การแต่งงานระหว่างผมกับจาเร็ด ก็ไม่ได้ไปทำให้คุณเดือดร้อนอะไรเลย และมันก็เป็นสิ่งที่ควรจะถูกต้องตามกฎหมายทุกแห่งในโลก”

 ขายทั้ง 2 กิจการ ขึ้นแท่นมหาเศรษฐีไอที

ในปี 2017  Trello ถูกซื้อกิจการทั้งหมดโดยบริษัท Atlassian ด้วยมูลค่าสูงถึง 425 ล้านดอลลาร์ (หรือประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท) โดย ณ ตอนนั้นมีจำนวนผู้ใช้งานสูงถึงราว 19 ล้านคน

และจากนั้นในปี 2021 อีกธุรกิจคือ Stack Overflow ก็ถูกซื้อกิจการโดยกองทุน Prosus ซึ่งลงทุนด้านเทคโนโลยี โดยซื้อทั้งหมดไปด้วยราคา 1,800 ล้านดอลลาร์

และ 2 ดีลนี้ก็ทำให้ Joel Spolsky ได้ขึ้นทำเนียบมหาเศรษฐีในโลกเทคโนโลยีอีกคนนับแต่นั้นเป็นต้นมา โดยมีความมั่งคั่งส่วนตัวรวมราว 260 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 9.3 พันล้านบาท

 

ข้อมูลและภาพประกอบจาก

en.wikipedia.org/wiki/Joel_Spolsky

celebwikigossip.com/joel-spolsky

 en.wikipedia.org/wiki/Stack_Overflow

stackoverflow.blog/2013/09/16/five-years-ago-stack-overflow-launched-then-a-miracle-occurred

meta.stackexchange.com/questions/65256/how-many-users-are-there-on-stack-overflow

en.wikipedia.org/wiki/Trello

http://www.innovationtraining.org/agile-culture-workshop-training/to-do-doing-done-kanban-scrum-board

 

blog.trello.com/trello-atlassian

stackoverflow.com/users/4/joel-spolsky

 

 

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน