The Economist ได้จัดทำรายงานพิเศษขึ้นมาชิ้นหนึ่งเกี่ยวกับภาวการณ์ทางเศรษฐกิจในภาพใหญ่ทั้งในปัจจุบันและภาพความน่าจะเป็นของเศรษฐกิจในอนาคต โดยมีการกล่าวกันว่าปกติแล้วรอบของเศรษฐกิจตั้งแต่ถดถอยจนถึงเจริญเติบโตสุดขีดมักจะมีวงจรอยู่ที่ 10 ปี

แต่จากที่เราเห็นในช่วงที่ผ่านมาวงจรของเศรษฐกิจหมุนสั้นกว่านั้น ส่วนหนึ่งอาจจะเพราะถูกโรคระบาดเข้ามาดิสรัปชัน นั่นทำให้ในช่วงเวลาหลายเดือนที่ผ่านมาโลกเราเกิดความวุ่นวายทั้งในตลาดการเงินและความตึงเครียดในเศรษฐกิจ และทำให้ผู้คนเริ่มไม่มั่นใจว่าในอนาคตพวกเขาจะต้องเผชิญกับอะไรอีกบ้าง

ภาพปัจจุบันเรากำลังเผชิญกับอะไรบ้าง

ทุกวันนี้เราได้พบเจอกับเหตุการณ์สำคัญ ๆ ทางเศรษฐกิจที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน ทั้งเรื่องอัตราเงินเฟ้อโลกที่ก้าวขึ้นมาเป็นเลข 2 หลักเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 40 ปี และทำให้ Fed จำเป็นจะต้องเพิ่มอัตราดอกเบี้ยในอัตราที่สูงอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่ทศวรรษ 1980

ในขณะที่ค่าเงินดอลลาร์ก็แข็งค่าที่สุดในรอบ 2 ทศวรรษ ทำให้โลกการค้านอกอเมริกาเกิดความวุ่นวาย ว่ากันว่าหากเรามีพอร์ตการลงทุนหรือเงินบำนาญ (ลงทุนแช่ไว้จนลืม) ปีนี้จะเป็นปีที่คุณอาจจะไม่อยากเปิดพอร์ตดูเลยก็เป็นได้ เนื่องจากมูลค่าของหุ้นทั่วโลกร่วงลงกว่า 25% และนับว่าเลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่ช่วงปี 1980 ส่วนพันธบัตรรัฐบาลที่ถือว่าเป็น Safe Heaven ของนักลงทุนสาย Passive ก็ให้ผลตอบแทนแย่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 1949

เหตุการณ์ทั้งหมดที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้อาจเป็นจุดสิ้นสุดของยุคแห่งความสงบสุขทางเศรษฐกิจที่เริ่มนับตั้งแต่ปี 2010 หลังจากวิกฤตการเงินโลกในปี 2007-2009 ผลการดำเนินงานทางเศรษฐกิจของประเทศร่ำรวยแย่ลง การลงทุนโดยบริษัทเอกชนถูกระงับ

ความท้าทายของบรรดาผู้ควบคุมเกิดขึ้นในช่วงของการระบาดใหญ่ของโควิด-19 นำไปสู่การแก้ไขปัญหาในรูปแบบพิเศษ ซึ่งแลกมากับอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงมากเช่นในปัจจุบัน มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการให้เงินช่วยเหลือจากภาครัฐ รูปแบบของอุปสงค์ผู้บริโภคที่ทะยานขึ้นในช่วงสั้น ๆ และความยุ่งเหยิงของห่วงโซ่อุปทานที่เกิดจากการล็อกดาวน์ ทุกอย่างล้วนแล้วแต่เป็นผลกระทบจากนโยบายการแก้ปัญหาของธนาคารกลางและรัฐบาลทั้งสิ้น

นับตั้งแต่ช่วงหลังโควิดเป็นต้นมาอัตราเงินเฟ้อก็ติดเครื่องทะยานพุ่งขึ้นโดยมีปัจจัยหนุนจากวิกฤตพลังงาน เนื่องจากรัสเซียซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกเชื้อเพลิงฟอสซิลรายใหญ่ที่สุดพร้อมกับซาอุดีอาระเบียได้ระงับการค้าขายกับชาติตะวันตก เมื่อต้องเผชิญกับปัญหาเงินเฟ้อร้ายแรง Fed ได้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยจากระดับสูงสุดที่ 0.25% ไปเป็น 3.25% และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 4.50% ภายในต้นปี 2023 นั่นก็จะส่งผลให้หน่วยงานด้านการเงินส่วนใหญ่ทั่วโลกจำเป็นต้องปรับนโยบายการเงินให้เข้มงวดขึ้นเช่นกัน

ผลกระทบที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น

ในเมื่อเศรษฐกิจเป็นแบบนี้แล้วจะเกิดขึ้นต่อไป? ความกลัวของนักการเงินและนักเศรษฐศาสตร์คือ การนับถอยหลังการที่จะเกิดหายนะทางการเงิน เนื่องจากระบบการเงินที่เคยชินกับอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำ จะแตกตื่นทันที เนื่องจากต้นทุนการกู้ยืมที่พุ่งสูงขึ้น แม้ว่า Credit Suisse หนึ่งในวาณิชธนกิจชื่อดังของโลกกำลังตกอยู่ใต้แรงกดดันจนมีข่าวลือว่าอาจจะเจ๊งได้ในอนาคตอันใกล้

แต่นักวิเคราะห์ก็ยังมองว่าคงจะเป็นการยากที่ถ้า Credit Suisse ล้มแล้วจะเกิดโดมิโนทางการเงินเหมือนกับช่วง Hamburger Crisis  เพราะหลังจากที่โลกมีบทเรียนจากวิกฤตทางการเงินในปี 200-2009 แล้วธนาคารและวาณิชธนกิจส่วนใหญ่มีบัฟเฟอร์ (ส่วนเผื่อ) ด้านความปลอดภัยที่มากขึ้นกว่าในอดีตมาก

ในทางกลับกัน อันตรายจะไปอยู่ที่ระบบอื่นเสียมากกว่า อย่างที่หลายคนเริ่มจะรู้ว่าในระบบการเงินรูปแบบใหม่นั้นเราพึ่งพาธนาคารน้อยลง  ซึ่งข่าวดีก็คือเงินฝากของเราจะไม่เสื่อมค่าหรือเสียเปล่าไปตามเงินเฟ้อ ข่าวร้ายก็คือระบบนี้ไม่เหมาะกับรายย่อยที่ไม่ค่อยรู้เรื่องเทคโนโลยี และคนที่ไม่พร้อมที่จะสูญเสียเงินต้น

ในขณะที่บริษัทพลังงานในยุโรปต้องเผชิญกับการเรียกร้องหลักประกันในการป้องกันความเสี่ยง (Margin Call) ตลาดตราสารหนี้ของสหราชอาณาจักรเองก็กำลังตกอยู่ในความโกลาหลจากการเดิมพันอนุพันธ์ที่ไม่ชัดเจน ซึ่งมาจากแผนการลงทุนของกองทุนบำเหน็จบำนาญเอง

นักพยากรณ์ส่วนใหญ่คาดว่าอัตราเงินเฟ้อในอเมริกาจะลดลงจากปัจจุบัน 8% เหลือ 4% ในปี 2023 เนื่องจากราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นจะเริ่มชะลอตัวลงบวกกับถูกอัตราดอกเบี้ยที่สูงมาช่วยชะลอความร้อนแรง นักวิเคราะห์มองว่าโอกาสที่อัตราเงินเฟ้อจะพุ่งแตะระดับ 20% นั้นมีน้อย คำถามคือถ้าเป็นเช่นนั้นแล้วรัฐบาลและ Fed จะยังคงความตั้งใจลดอัตราเงินเฟ้อให้เหลือ 2% ตามเป้าหมายอยู่หรือไม่

Next Move

เพื่อให้เข้าใจถึงสาเหตุที่แท้จริง เราต้องรู้ว่ามีอะไรที่กำลังรอเราอยู่ข้างหน้า การใช้จ่ายและการลงทุนของภาครัฐมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้น โลกเราจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และประชากรผู้สูงอายุจะต้องได้รับการดูแลมากขึ้นโดยเฉพาะเรื่องสุขภาพ คำถามคือสิ่งนี้จะเป็นภาระที่รัฐบาลแต่ละประเทศต้องดูแลใช่หรือไม่

ประเทศในแถบยุโรปและญี่ปุ่นจะใช้เงินในการป้องกันประเทศมากขึ้นเพื่อตอบโต้ภัยคุกคามจากรัสเซียและจีน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการแสวงหาความมั่นคงทางพลังงานจะกระตุ้นการลงทุนด้านพลังงานของรัฐมากขึ้น ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานสำหรับพลังงานแบบหมุนเวียนไปจนถึงการลงทุนสร้างคลังเก็บน้ำมันเพิ่ม

ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์จะนำรัฐบาลไปสู่การใช้นโยบายเชิงอุตสาหกรรมมากขึ้น ดังนั้นเรื่องของ “คน” จะทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อสร้างเศรษฐกิจให้เจริญร่ำรวย และจากข้อสังเกตที่ว่าเมื่อคนมีอายุมากขึ้น พวกเขาก็จะประหยัดมากขึ้นและลดการใช้เงิน การออมที่มากเกินไปจะกดดันอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงอยู่ในเรตที่ต่ำไปเรื่อย ๆ

ท้ายที่สุดแล้วแนวโน้มเศรษฐกิจพื้นฐานตั้งแต่ช่วงปี 2020 จนถึง 2030 รัฐบาลของประเทศมหาอำนาจบนโลกนี้ก็ยังจะมีอิทธิพลเหนือประเทศอื่น ๆ อยู่ดี ทั้งเรื่องของค่าเงินและอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งเรื่องนี้ทำให้ธนาคารกลางในหลายประเทศเกิดภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกได้เลย

เพื่อให้อัตราเงินเฟ้อลดลงไปถึงเป้าหมายที่ประมาณ 2% พวกเขาอาจต้องเร่งการขึ้นดอกเบี้ยให้มากพอที่จะทำให้เกิดภาวะถดถอย เรื่องนี้แลกกับต้นทุนความสูญเสียที่อาจจะมากเกินไปเสียด้วยซ้ำเพราะคนจะตกงานและอาจนำไปสู่การประท้วงและการโต้กลับทางการเมืองที่รุนแรงได้

ยิ่งไปกว่านั้น หากเศรษฐกิจถดถอยและจบลงที่การเติบโตต่ำ ธนาคารกลางอาจขาดเครื่องมือที่ใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เพียงพอ ดังนั้นสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เริ่มมองก็คือการหาทางออกอื่น เช่น การทิ้งเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อที่ 2% ซึ่งเป็นสิ่งที่ล้าสมัยของทศวรรษที่ผ่านมา โดยยึดหลักการคงอัตราเงินเฟ้อให้มีมาตรฐานอยู่ที่ 4% แทน ซึ่งก็มีแนวโน้มว่า FED อาจเริ่มทบทวนกลยุทธ์นี้ครั้งต่อไปในปี 2024

พูดถึงว่าถ้ารัฐบาลและธนาคารกลางหันมาใช้นโยบาย “การใช้จ่ายภาครัฐสูง อัตราเงินเฟ้อสูง เป็นมาตรฐาน” จะมีข้อดีอย่างไรบ้าง ในระยะสั้น ภาวะถดถอย (Economic Recession) ที่รุนแรงน้อยกว่าหรืออาจจะไม่เกิดขึ้นเลย ส่วนในระยะยาว ธนาคารกลางจะมีช่องว่างมากขึ้นในการลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงขาลงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งช่วยลดความจำเป็นในการซื้อพันธบัตรและการให้เงินช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุการณ์ผิดปกติ (อย่างเช่น โควิด-19) เกิดขึ้น ซึ่งนั่นเป็นการทำให้เศรษฐกิจถูกบิดเบือน

สมมุติธนาคารกลางและรัฐบาลทั่วโลกตกลงที่จะใช้นโยบายนี้พร้อมกัน ในความเป็นจริงเราก็ไม่สามารถจะเริ่มได้เลยทันทีเพราะมันจะมีผลกระทบที่หนักหนาอยู่พอสมควร อาทิ ความน่าเชื่อถือของธนาคารกลางจะเสียหาย เนื่องจากสัญญาและการลงทุนหลายล้านรายการที่เขียนโดยอ้างอิงอัตราเงินเฟ้อที่ 2% จะเป็นโมฆะ

ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นเล็กน้อยจะกระจายความมั่งคั่งจากเจ้าหนี้ไปยังลูกหนี้ ในขณะเดียวกันคำมั่นสัญญาของรัฐบาลที่ใหญ่กว่าในระดับปานกลางอาจไม่สามารถควบคุมได้ หากนักการเมืองใช้นโยบายประชานิยมในการหาเสียง และให้คำมั่นสัญญาจะเพิ่มรายได้ สร้างโน่นนี่ ซึ่งอาจเป็นการใช้จ่ายที่ประมาท หรือหากการลงทุนของรัฐในด้านพลังงานและนโยบายอุตสาหกรรมดำเนินไปได้ไม่ดี และแปรสภาพเป็นโครงการไร้สาระที่บั่นทอนประสิทธิภาพการผลิต ทุกอย่างจะพังไม่เป็นท่า

โอกาสและอันตรายเหล่านี้น่ากลัวเกินกว่ารัฐบาลและธนาคารจะเอาประเทศชาติไปเดิมพันในทันทีทันใด แต่ก็คงต้องบอกว่าถึงเวลาแล้วที่จะเริ่มชั่งน้ำหนักและคิดถึงผลกระทบต่อพลเมืองและธุรกิจในอนาคต  ข้อผิดพลาดที่ใหญ่ที่สุดในเศรษฐศาสตร์คือความล้มเหลวของจินตนาการที่สะท้อนถึงสมมุติฐานที่ว่าระบอบการปกครองของวันนี้จะคงอยู่ตลอดไป เพราะมันไม่เคยเป็นเช่นนั้นเลย และเป็นอีกครั้งที่การเปลี่ยนแปลงกำลังคืบคลานเข้ามา เราเองก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อม

 

อ้างอิง

A new macroeconomic era is emerging. What will it look like? | The Economist



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน