Wrigley’s จากของแถม มาเป็นแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จระดับโลก

หมากฝรั่งเป็นหนึ่งในขนมที่ได้รับความนิยมมาตั้งแต่สมัยก่อน เพราะนอกจากจะมีรสชาติอร่อย เคี้ยวได้เพลิน ๆ แล้วนั้น ยังมีประโยชน์ในด้านอื่น ๆ เช่น ป้องกันฟันผุ ดับกลิ่นปาก และทำให้ลมหายใจมีกลิ่นหอมอีกด้วย

 

แต่รู้หรือไม่ แบรนด์หมากฝรั่งอะไรที่ขายดีที่สุดในโลก ใช่แล้ว แบรนด์หมากฝรั่งแพ็กเกจจิ้งสีเขียวที่มีโลโก้สีแดงเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว อย่างแบรนด์ Wrigley’s (ริกลีย์) นั่นเอง

หลายคนน่าจะเคยลองเคี้ยวหมากฝรั่งของแบรนด์Wrigley’sกันมาบ้างแล้วตั้งแต่เด็ก เพราะเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่เก่าแก่ของโลก แต่หลายคนอาจไม่เคยรู้ว่า แบรนด์หมากฝรั่งขึ้นชื่อนี้เริ่มต้นธุรกิจจากการเปิดร้านขายสบู่และผงฟูมาก่อน

 

มารู้จักกับ Wrigley’s แบรนด์หมากฝรั่งขึ้นชื่อกันเลย

 

แบรนด์Wrigley’sเป็นธุรกิจครอบครัว ที่เริ่มต้นมาจาก William Wrigley Jr. (วิลเลียม ริกลีย์ จูเนียร์) นักธุรกิจที่เกิดและเติบโตในเมืองฟิลาเดลเฟีย สหรัฐอเมริกา ลูกชายของ William Sr. (วิลเลียม เซอร์) ผู้ก่อตั้งบริษัท Wrigley Manufacturing (ริกลีย์ แมนนิวแฟคเชอร์) ซึ่งในสมัยนั้นมีผลิตภัณฑ์หลักคือ สบู่ นั่นเอง

William Wrigley Jr.

ตั้งแต่เด็กจนโต William Wrigley Jr. ได้เติบโตมากับธุรกิจของพ่อเขามาโดยตลอด จนเขาอายุได้ 30 ปี เขาได้เริ่มก่อตั้งบริษัทของตัวเองในชื่อ William Wrigley Jr. ตามชื่อของเขาในเมืองชิคาโก สหรัฐอเมริกา โดยเริ่มต้นธุรกิจจากการเปิดร้านขายสบู่ ผลิตภัณฑ์ที่เขาผูกพันและรู้จักดีที่สุด

 

แม้ว่าเขาจะมีประสบการณ์และเชี่ยวชาญกับผลิตภัณฑ์สบู่มายาวนาน แต่บริษัทของเขาก็ยังดำเนินไปอย่างยากลำบาก ด้วยผลกำไรที่ค่อนข้างน้อย ทำให้ William Wrigley Jr. หันมาใช้กลยุทธ์กระตุ้นยอดขาย โดยเริ่มแจกของแถมไปพร้อมกับสบู่ในแต่ละกล่อง ซึ่งของเหล่านั้น มีตั้งแต่ของแถมขนาดใหญ่ไปจนถึงผงฟู ซึ่งขึ้นอยู่กับขนาดสินค้าที่ลูกค้าซื้อ

 

หลังจากนั้นไม่นาน William Wrigley Jr. ก็ได้พบว่าผงฟูที่เป็นหนึ่งในของแถมนั้น ได้รับความนิยมจากกลุ่มลูกค้าจำนวนมาก เรียกได้ว่าความนิยมนั้นมากกว่าสบู่ที่เป็นผลิตภัณฑ์หลักเป็นเท่าตัว สิ่งนี้ทำให้เขาตัดสินใจเปลี่ยนธุรกิจสบู่เป็นธุรกิจผงฟูแทน

 

แม้ว่าธุรกิจผงฟูของเขาดำเนินไปด้วยดี แต่เขาก็ยังคงกลยุทธ์กระตุ้นยอดขายแบบเดิมไว้เสมอ ในครั้งนี้เขาได้แถมหมากฝรั่งสองห่อไปพร้อมกับผงฟูแต่ละกระป๋อง และเป็นอีกครั้งที่ของแถมอย่างหมากฝรั่งได้รับความนิยมกว่าผงฟู ผลิตภัณฑ์ของบริษัทอย่างเกินความคาดหมาย

ด้วยเหตุนี้ ในปี 1893 William Wrigley Jr. ได้ตัดสินใจเปลี่ยนธุรกิจของเขาอีกครั้ง เขาได้เริ่มต้นจำหน่ายหมากฝรั่ง จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของแบรนด์Wrigley’sหมากฝรั่งที่โด่งดังไปทั่วโลก

 

เริ่มต้นแบรนด์หมากฝรั่งที่เติบโตอย่างรวดเร็ว

 

หลังจาก William Wrigley Jr. ได้ทำธุรกิจหมากฝรั่งไปไม่นาน เขาก็ประสบความสำเร็จ หมากฝรั่งของเขาได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว ทำให้เขาได้ขยายบริษัท เปิดตัวสองแบรนด์ลูกภายใต้แบรนด์Wrigley’s อย่าง Juicy Fruit (จูซซี่ ฟรุท) หมากฝรั่งรสผลไม้ และWrigley’s Spearmint (ริกลีย์ สเปียร์มินต์) หมากฝรั่งรสมินต์

ทั้งสองแบรนด์ลูกนี้ได้รับความชื่นชอบอย่างแพร่หลาย ทำให้เขาได้ผลิตรสชาติใหม่ ๆ เพิ่มเติมอีกมากมายอย่าง Doublemint (ดับเบิ้ลมิ้นต์) ที่เปิดตัวในปี 1914 และได้กลายเป็นผลิตภัณฑ์หลักที่ขายดีที่สุดในโลกอันโด่งดังของบริษัทอีกด้วย

 

แบรนด์หมากฝรั่งที่มองเห็นวิกฤตเป็นโอกาส

 

ในปี 1907 เป็นช่วงวิกฤตการเงินของสหรัฐอเมริกา ธุรกิจส่วนใหญ่จึงลดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับต้นทุนให้น้อยลง แต่แบรนด์ Wrigley’s กลับมองเห็นสิ่งนี้เป็นโอกาส จึงทุ่มทุนด้านโฆษณากว่า 250,000 ดอลลาร์ โดยเปิดตัวแคมเปญโปรโมตWrigley’s Spearmint ผลิตภัณฑ์ที่มียอดขายสูงสุดในขณะนั้น

 

ทำให้ชื่อเสียงของแบรนด์Wrigley’sโด่งดังไปทั่วสหรัฐอเมริกา ยอดขายของWrigley’s Spearmint เพิ่มขึ้นกว่า 1 ล้านดอลลาร์ต่อปี ส่งผลให้ยอดขายโดยรวมเติบโตอย่างก้าวกระโดด จาก 170,000 ดอลลาร์ เป็น 3 ล้านดอลลาร์ภายในเวลาเพียง 3 ปีเท่านั้นWrigley’s จึงกลายเป็นแบรนด์หมากฝรั่งที่มียอดขายสูงที่สุดในสหรัฐอเมริกา

Wrigley’s Spearmint

หลังจากนั้นไม่นาน ในปี 1911 แบรนด์Wrigley’sตัดสินใจซื้อกิจการของ Zeno Manufacturing (เซโน แมนนิวแฟคเชอร์) บริษัทรับจ้างผลิตหมากฝรั่งให้กับแบรนด์Wrigley’s มาตั้งแต่แรกเริ่ม ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็น Wm. Wrigley Jr. เพื่อสร้างโรงงานผลิตหมากฝรั่งเป็นของตัวเอง

 

และตั้งแต่นั้นมา แบรนด์Wrigley’sได้เริ่มขยายธุรกิจไปต่างประเทศ โดยเริ่มต้นก่อตั้งโรงงานหมากฝรั่งในแคนาดา ก่อนขยายไปยังประเทศต่าง ๆ อย่าง ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร และนิวซีแลนด์ เป็นต้น เพื่อขยายตลาดหมากฝรั่งให้ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม

Wm. Wrigley Jr.

การเติบโตอีกระดับของแบรนด์ Wrigley’s

 

ด้วยเหตุนี้ แบรนด์Wrigley’sจึงได้ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว และมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก ทำให้ในปี 2008 บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านขนมหวานอย่าง Mars (มาร์ส) ได้ตัดสินใจเข้าซื้อกิจการด้วยมูลค่ากว่า 23 ล้านดอลลาร์

 

แบรนด์Wrigley’sได้เติบโตภายใต้บริษัท Mars ไปด้วยดี จนในปี 2016 บริษัท Mars ได้ทำการรวมแบรนด์Wrigley’sเข้ากับเครือช็อกโกแลตภายในบริษัท เพื่อจัดตั้งเป็นอีกหนึ่งบริษัทย่อยที่มีชื่อว่า Mars Wrigley Confectionery

 

ปัจจุบัน บริษัท Mars Wrigley Confectionery เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ที่จำหน่ายหมากฝรั่งWrigley’s รวมไปถึงผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ในเครืออย่าง Mars, M&M’S และ Snickers ไปมากกว่า 180 ประเทศทั่วโลก และมี 21 โรงงานผลิตหมากฝรั่งใน 14 ประเทศทั่วโลก

 

กลยุทธ์การตลาดที่เกิดจากแบรนด์ Wrigley’s

 

ในปี 1915 แบรนด์Wrigley’sได้เริ่มใช้กลยุทธ์การตลาด Direct Marketing ซึ่งเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ทางการตลาดที่มีประสิทธิภาพ และใช้กันอย่างแพร่หลายจนมาถึงปัจจุบัน

 

แบรนด์Wrigley’sใช้กลยุทธ์นี้ในการโปรโมตหมากฝรั่ง โดยเป็นแคมเปญแจกผลิตภัณฑ์ตัวอย่างฟรี ไปยังทุกบ้านกว่า 1.5 ล้านหลังที่มีข้อมูลในสมุดโทรศัพท์ของสหรัฐอเมริกา รวมทั้งยังได้ส่งหมากฝรั่ง 2 แท่งไปให้ในวันเกิดของเด็กอายุครบ 2 ขวบทุกคนอีกด้วย

 

กลยุทธ์ทางการตลาดนี้ได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่ช่วยให้แบรนด์ประสบความสำเร็จ ด้วยยอดขายของแบรนด์ Wrigley’s ที่พุ่งสูงขึ้นทั่วสหรัฐอเมริกา และได้รับเสียงตอบรับที่ดีอย่างต่อเนื่อง

 

นอกจากนี้ William Wrigley Jr. เจ้าของแบรนด์หมากฝรั่ง ผู้บุกเบิกการนำผลิตภัณฑ์มาวางข้างเคาน์เตอร์ชำระเงิน ซึ่งสิ่งนี้เป็นหนึ่งในกลยุทธ์กระตุ้นการซื้อของกลุ่มลูกค้าผ่านหลักจิตวิทยาที่มีประสิทธิภาพ โดยสิ่งนี้ได้ช่วยสร้างยอดขายให้กับแบรนด์เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก

 

นอกจากกลยุทธ์แล้ว ยังมีโฆษณาที่ได้รับความนิยมในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 อีกด้วย

 

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แบรนด์Wrigley’sเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพสหรัฐฯ เนื่องจากทางแบรนด์ได้แจกหมากฝรั่งให้กับกองทัพทหาร เพื่อบรรเทาความเครียดและความหิว

นอกจากนี้ ยังได้เปิดตัวแคมเปญโฆษณา Remember This Wrapper เพื่อแสดงจุดยืนว่าแบรนด์จะอยู่เคียงข้างทุกคนตลอดเวลา ทำให้แบรนด์Wrigley’sชนะใจผู้คนจำนวนมากในช่วงสงครามโลก จนสามารถสร้างยอดขายถล่มทลายได้ในเวลาอันสั้น

 

ที่มา:

https://www.forbes.com/profile/william-wrigley-jr/?sh=6e8945e371fa

https://www.britannica.com/biography/William-Wrigley-Jr

https://www.theguardian.com/business/2008/apr/28/fooddrinks1

https://www.delish.com/food-news/a49506/what-you-should-know-about-wrigleys-gum/

From Scouring Soap to Chewing Gum- William Wrigley Jr. and His Freebies

How Wrigley Chewed Its Way to Gum Greatness

https://en.wikipedia.org/wiki/Wrigley_Company

https://bettermarketing.pub/the-wrigleys-story-innovation-lessons-from-a-chewing-gum-453f16cf272f

https://www.cnbc.com/2021/03/15/how-wrigleys-managed-to-dominate-the-chewing-gum-world-.html

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน