ทุกครั้งที่โลกเกิดวิกฤตใหญ่ ประเด็นหลักที่ได้รับความสนใจเสมอคือผลกระทบที่จะตามมา ส่วนประเด็นรองที่ช่วยให้เข้าใจสถานการณ์ได้ดีขึ้นคือ ตัวละครลับที่ซ่อนอยู่ซึ่งบทบาทเพิ่มขึ้นมาอย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับความขัดแย้งในยุโรปที่ลากยาวมาใกล้จะครบปี ประเด็นเรื่องผลกระทบคงแทบไม่ต้องมาเปลืองเวลาอธิบายอีก เพราะบานปลายกลายเป็นวิกฤตพลังงาน และผลเสียก็กระทบเป็นลูกโซ่ไปถึงต้นสินค้าทุกประเภท จนคนทั่วโลกรับรู้กันอยู่แล้ว

ทว่าถ้าตีวงให้แคบลงมาเฉพาะยุโรป เกิดประเด็นรองที่น่าสนใจขึ้น เพราะวิกฤตครั้งนี้ที่รัสเซียใช้พลังงานเป็นมาตรการตอบโต้ ได้ทำให้ประเทศส่วนใหญ่ในยุโรปต่างต้องทำทุกทางเพื่อคลายวิกฤต ท่ามกลางสถานการณ์ดังกล่าว นอร์เวย์กำลังถูกจับตามอง

แม้เป็นประเทศเล็ก ประชากรเพียง 5.4 ล้านคน นอร์เวย์ก็ถือเป็นประเทศที่มั่งคั่ง และรู้จักในเวทีโลกอยู่พอสมควร โดยในแวดวงอาหารและการประมง นี่คือแหล่งเลี้ยงปลาแซลมอนชั้นดี ที่ข้ามไปดังไกลถึงญี่ปุ่น และรวมไปถึงคออาหารญี่ปุ่น

ส่วนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว นี่คือประเทศที่หลายคนอยากมาให้ได้สักครั้ง เพื่อมองแสงเหนือและสัมผัสปรากฏการณ์ พระอาทิตย์เที่ยงคืน

และหากว่ากันเรื่องพลังงาน นอร์เวย์คือประเทศที่อุดมไปด้วยน้ำมันและก๊าซธรรมชาติใต้ทะเล แม้ไม่มากเท่ารัสเซีย แต่ก็มากพอต่อการส่งออก สามารถสร้างรายได้มหาศาลเข้าประเทศในแต่ละปี ทั้งที่ไม่เป็นสมาชิกของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC)

เงินที่เข้าคลังประเทศจากอุตสาหกรรมพลังงานนี้แปรเป็นกองทุนเพื่อความมั่งคั่งแห่งชาติ จนส่งให้นอร์เวย์เป็นหนึ่งสมาชิกขององค์กรเพื่อความร่วมมือและพัฒนา (OECD) ซึ่งทั้งหมดเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว

ปี 2021 นอร์เวย์ทำเงินจากอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ 62,000 ล้านยูโร (ราว 2.2 ล้านล้านบาท) และก๊าซธรรมชาติ 20% ที่ใช้กันอยู่ในประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ก็มาจากนอร์เวย์ รองจากเบอร์หนึ่งอย่างรัสเซีย แต่สถานการณ์ก็ทำให้พระรองได้ขึ้นมาเป็นพระเอกขี่ม้าขาว

หลังรัสเซียระงับการส่งออกก๊าซในปี 2022 และมีแนวโน้มว่าจะตัดขาดไปเลย นอร์เวย์ก็กลายมาเป็นแหล่งก๊าซหลักแห่งใหม่ของกลุ่ม EU โดยที่ประเมินกันว่า ณ สิ้นปี 2022 สัดส่วนการใช้ก๊าซของ EU จากนอร์เวย์เพิ่มเป็น 25% และดันให้รายได้จากอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซของนอร์เวย์เพิ่มเป็น 90,000 ล้านยูโร (ราว 3.2 ล้านล้านบาท) แล้ว

สถานการณ์นี้นอร์เวย์จึงทวีความสำคัญด้านพลังงานต่อ EU แม้ไม่ได้เป็นประเทศสมาชิก แต่ก็มีบางประเทศ เช่น โปแลนด์ ที่วิจารณ์ว่า นอร์เวย์อาจเป็นผู้ร้ายเสียมากกว่าเพราะทำกำไรได้มหาศาลจากวิกฤตพลังงาน

ประเด็นนี้รัฐบาลนอร์เวย์ตอบแบบแบ่งรับแบ่งสู้ว่า เป็นไปตามสถานการณ์และราคาในตลาดโลก ประกอบกับนอร์เวย์เองก็ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน ที่ทำให้สินค้าแพงเช่นกัน

พร้อมกันนี้ยังยินดีเจรจาหารือกับ EU เพื่อหาทางออกร่วมกัน ที่อาจนำมาสู่การกำหนดเพดานราคาน้ำมัน

ด้านความคิดเห็นของชาวนอร์เวย์ ก็มีบางส่วนที่ไม่พอใจ โดยแบ่งเป็นกลุ่มที่อยากให้ประเทศ EU มองนอร์เวย์ในด้านดีกว่านี้ เพราะ EU ก็ไม่ได้ยื่นมือเข้าช่วย ช่วงที่อุตสาหกรรมพลังงานนอร์เวย์ตกต่ำเมื่อปี 2014

และกลุ่มที่อยากให้รัฐบาลนำเงินในกองทุนเพื่อความมั่งคั่งแห่งชาติจากน้ำมันมาช่วยแก้ไขปัญหาค่าไฟฟ้าในประเทศที่ยังแพงอยู่ให้มากกว่านี้ เพราะเห็นว่ากองทุนดังกล่าวมีเงินเข้ามามากขึ้นจากการส่งออกก๊าซไปเข้า EU นั่นเอง

จากนี้คงต้องจับตาดูว่า นอร์เวย์ กับ EU จะหาทางคลี่คลายสถานการณ์อย่างไร และนอร์เวย์จะบริหารจัดการเงินที่ได้จากการขายก๊าซให้ยุโรปไปในรูปแบบใด ซึ่งต้องทำอย่างรอบคอบเพราะต้องคำนึงถึงประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมด้วย

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่า นอร์เวย์จะสามารถคลี่คลายสถานการณ์ไปได้ระดับหนึ่ง โดยเพิ่งลงนามในโครงการสร้างท่อส่งไฮโดรเจนสีน้ำเงินเข้าไปยังเยอรมนี รวมถึงโรงผลิตไฟฟ้าจากพลังงานประเภทนี้ด้วย เพื่อช่วยให้เยอรมนีมีแหล่งพลังงานเพิ่มขึ้นหลังตัดขาดจากรัสเซีย และไม่ต้องกลับไปพลังงานจากถ่านหินที่ก่อมลพิษอีก

ซึ่งน่าติดตามต่อว่าจากนี้นอร์เวย์จะมีประเทศอื่นที่อยากได้ไฮโดรเจนสีน้ำเงินเพื่อคลายวิกฤตพลังงานเพิ่มอีกหรือไม่ โดยถ้ามีเพิ่ม นอร์เวย์จะยังคงสถานะยักษ์เล็กและเศรษฐีพลังงานของยุโรปต่อไป

แต่ก็ต้องบริหารจัดการให้ดีด้วย เพื่อให้ EU มองว่าเป็นเพื่อนที่พร้อมช่วย ไม่ใช่พ่อค้าหน้าเลือดหรือจอมฉวยโอกาส แบบที่เกิดเป็นประเด็นถกเถียงจากวิกฤตพลังงานที่ต่อเนื่องมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งในปัจจุบัน/ washingtonpost



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน