ธุรกิจค้าปลีกของ 3 ตระกูลหลักของเมืองไทย กำลังขยายตัวอย่างฮึกเหิม โลดโผน

ตัวเลข 9 เดือนแรกของปี 2565 รายได้ของ CPALL กลุ่มธุรกิจค้าปลีกแซงรายได้ CPF (ธุรกิจอาหารและการเกษตร) กลุ่มธุรกิจหลักดั้งเดิมของตระกูลเจียรวนนท์

BJC ของ สิริวัฒนภักดี ก็กำลังเร่งปูพรมเปิด มินิ บิ๊กซี ทั่วประเทศ

ส่วน CRC ของ จิราธิวัฒน์ ประกาศทุ่มงบอีก 1.5 แสนล้านบาทภายใน 5 ปี

ไม่มีใครยอมใคร 

แม้ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาวิกฤตโควิด-19 จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมค้าปลีกค้าส่งไทยที่มีมูลค่ากว่า 3 ล้านล้านบาท แต่ 3 เจ้าสัวผู้ประกอบการค้าปลีกรายใหญ่ไทยก็ไม่ยอมหยุดความเคลื่อนไหว

ซีพีรุกหนัก ธุรกิจค้าปลีก ผนึกกำลังแม็คโคร โลตัส เซเว่น-อีเลฟเว่น   

เครือเจริญโภคภัณฑ์เริ่มต้นทำธุรกิจในปี พ.ศ. 2464  ปัจจุบันมี 8 สายธุรกิจหลัก ครอบคลุม 14 กลุ่มธุรกิจ ตั้งแต่ธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหาร ธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจสื่อสารและโทรคมนาคม ธุรกิจอีคอมเมิร์ซและดิจิทัล ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจยานยนต์และอุตสาหกรรม ธุรกิจยาและเวชภัณฑ์ ไปจนถึงธุรกิจการเงินและการธนาคาร

ธุรกิจหลักดั้งเดิมคือธุรกิจอาหารและการเกษตร ผ่านทางบริษัทลูก เจริญโภคภัณฑ์อาหาร หรือ CPF ที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2521

แต่ปัจจุบันธุรกิจที่กำลังทำรายได้หลักให้กับกลุ่มซีพี คือธุรกิจทางด้านค้าปลีก ซีพี ออลล์ ที่ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2531 โดยมีเซเว่น-อีเลฟเว่นเป็นขุมทรัพย์สำคัญและขยายอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จมากกว่า 13,000 สาขาทั่วประเทศ 

ถ้าดูรายได้ของ CPF เมื่อ 9 เดือนแรกของปี 2565 ที่ผ่านมา รายได้อยู่ที่ 458,427 ล้าน กำไร 12,158 ล้าน ในขณะที่ CPALL มีรายได้ 627,194 ล้าน กำไร 10,133 ล้าน

ซีพีพลิกเกมรุกธุรกิจค้าปลีกครั้งใหญ่อีกครั้งผ่านดีลใหญ่ในปี 2563 ด้วยการลงทุนซื้อกิจการเครือข่าย Tesco ในประเทศไทยและมาเลเซีย ด้วยวงเงินสูงถึง 10,576 ล้านดอลลาร์ หรือ 338,445 ล้านบาท

เป็นการเพิ่มความแข็งแกร่งของธุรกิจทางด้านค้าปลีกและค้าส่งของซีพี ที่ปัจจุบันมีทั้งแม็คโคร โลตัส และ เซเว่น-อีเลฟเว่น 

“เซเว่น-อีเลฟเว่น” มีการวางแผนเปิดร้านใหม่ประมาณ 700 สาขาต่อปี

และที่สำคัญ บางสาขาอาจจะไม่ได้เป็น “ร้านสะดวกซื้อ” แบบเดิม ๆ อีกต่อไป แต่โมเดลใหม่จะมีขนาดที่ใหญ่ขึ้น 

เป็นร้านรูปแบบสแตนด์อโลน มีที่จอดรถยนต์ เช่น สาขาที่สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ถนนแจ้งวัฒนะ ที่มีขนาดพื้นที่รวมประมาณ 1 ไร่ ลงทุนประมาณ 20 ล้านบาทต่อสาขา  

ส่วนโลตัสนั้นหลังจากรีแบรนด์ เปลี่ยนโลโก้ใหม่ เมื่อปลายปี 2565 ที่ผ่านมาก็ได้เปิดตัวแฟลกชิปต้นแบบ SMART Community Cente “โลตัส นอร์ธ ราชพฤกษ์” บนที่ดินขนาด 16 ไร่

ที่ต้องจับตาต่อไปคือแม็คโคร

ซึ่งตอนนี้มี ธนิศร์ เจียรวนนท์ ทายาทรุ่นที่ 4 บุตรชายของสุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการของเครือเจริญโภคภัณฑ์ มานั่งในตำแหน่ง “ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หน่วยธุรกิจแม็คโครประเทศไทย”

 ประกาศพร้อมพัฒนาตัวเองไปสู่ธุรกิจค้าส่งค้าปลีกแบบ Omni Channel  โดยจะแถลงข่าวเปิดตัวแอปพลิเคชัน “Makro PRO”  พลิกโฉมแม็คโครสู่ New Era พร้อมเผยโฉมพรีเซนเตอร์ซูเปอร์สตาร์ “ญาญ่า-อุรัสยา เสปอร์บันด์” ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2566 นี้

 BJC เร่งปูพรมเปิดบิ๊กซี มินิ  

บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) BJC เป็นบริษัทที่ก่อตั้งในเมืองไทยมานานถึง 141 ปี จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นใน พ.ศ. 2544 เมื่อกลุ่มบริษัทไทยเจริญคอร์ปอเรชั่น (TCC) ของเจริญ สิริวัฒนภักดี เข้าถือหุ้นรายใหญ่

ในปี พ.ศ. 2559 BJC เข้าเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ห้างค้าปลีกชั้นนำในประเทศไทย

และได้มีการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีทั้งหมดทุกเเพลตฟอร์ม 1,638 สาขา (Big C Hyper 153 สาขา Big C Market 36 สาขา Big C Food Place 11 สาขา MM Food service 4 สาขา Big C mini 1,434 สาขา)

รวมทั้ง ร้านยาเพรียว( Pure) มีสาขาอยู่ 146 สาขา ใน 63 จังหวัด แบ่งเป็นเขตกรุงเทพและปริมณฑลจำนวน 62 สาขา และต่างจังหวัด 84 สาขา  ร้านยาขายปลีกและขายส่ง ชื่อ สิริฟาร์มา (SiRi Pharma) 1 สาขา ที่ตลาดพรานนก (ข้อมูลณวันที่ 8/2/66)

โครงสร้างรายได้เมื่อปี 2564 ประมาณ 66% มาจากกลุ่มสินค้าและบริการทางการค้าปลีกสมัยใหม่

สำหรับแผนการลงทุนในปี 2566 บริษัทพุ่งเป้ารุกหนักไปที่ “บิ๊กซี มินิ” คาดว่าจะเปิดอีกประมาณ 200-300 สาขาในไทย 

ธุรกิจค้าปลีกของตระกูลนี้ยังมีผ่านโครงการห้างสรรพสินค้าอีกหลายแห่ง ภายใต้การบริหารจัดการของ บมจ. แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) AWC  

 CRC คือหัวใจของ “จิราธิวัฒน์” 

ตระกูลจิราธิวัฒน์เริ่มต้นธุรกิจจากร้านค้าเล็ก ๆ ในตึกแถวครึ่งตึกครึ่งไม้ 2 ชั้นขนาด 1 คูหา ปากตรอกกัปตันบุช ย่านสี่พระยา เมื่อปี 2490

 ปัจจุบันมี 3 ธุรกิจหลักอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ คือ บมจ. เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น (CRC) บมจ. เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) บมจ. โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด Centel

โดยมี CRC ที่เป็นบริษัทค้าปลีกทำรายได้เกิน 2 แสนล้านบาทมาหลายปี ก่อนที่จะเจอกับวิกฤตโควิด-19 ทำให้รายได้และกำไรลดลง

ล่าสุดประกาศใช้งบประมาณลงทุน 1.5 แสนล้านบาท ไปจนถึงปี 2027 โดยให้ความสำคัญกับคอร์บิซิเนสเป็นหลัก และขยายไปยัง Category ใหม่ ๆ ไม่รวมงบประมาณ M & A (Mergers and Acquisitions) ในธุรกิจต่าง ๆ ที่สนใจ

ส่วนในปี 2566 ลงทุน 28,000 ล้านบาท เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจอย่างเต็มกำลังบนยุทธศาสตร์ CRC Retailligence โดยมุ่งเน้นที่จะสร้างเซ็นทรัล รีเทล ให้เป็นเบอร์ 1 Next-Gen Omni Retailer ของเอเชีย

โดยปีนี้ห้างเซ็นทรัลขยายสาขาเพิ่ม 2 สาขา และรีโนเวตสาขาเดิม 15 สาขา

ไทวัสดุ ขยายสาขาเพิ่ม 10 สาขา และรีโนเวต 16 สาขา

ท็อปส์ ขยายสาขา 15 สาขา และรีโนเวต 26 สาขา 

ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ขยายสาขา 2 สาขา 

รวมถึงขยายสาขา Go แบรนด์ค้าปลีกรูปแบบใหม่ ที่ถูกวางไว้ให้เป็นแบรนด์ที่ลูกค้าเข้าถึงได้ง่าย ใช้ในการรุกตลาดต่างจังหวัด  โดยนำร่องทดลองตลาดในนครศรีธรรมราชจากปัจจุบันมี 4 สาขา  

แม้ธุรกิจค้าปลีกต้องเจอกับภาวะเงินเฟ้อ-ดอกเบี้ยเพิ่ม ภาวะหนี้ครัวเรือนสูง ที่เป็นตัวฉุดการบริโภค ราคาน้ำมันมีแนวโน้มปรับขึ้นสูงต่อไป รวมทั้งการปรับเพิ่มของค่าแรง-แรงงานขาดแคลน ซึ่งมรสุมเศรษฐกิจดังกล่าวจะส่งผลโดยตรงที่ทำให้ค่าครองชีพเพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่กำลังซื้อยังคงอ่อนแรง

แต่เชื่อว่าทั้ง 3 เจ้าสัว ต้องหาวิธีรับมือ เพื่อสร้างโอกาสในการเติบโตอย่างเเข็งเเกร่งของอาณาจักรธุรกิจค้าปลีกต่อไปแน่นอน

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง LINE Official


เพิ่มเพื่อน