นันยาง ออกแคมเปญ BULLY NO MORE ขอโทษต่อความผิดพลาดของคอนเทนต์ในอดีตที่ส่อการบูลลี่ ทั้งนี้บริษัทตั้งเป้าโตกว่าตลาด รุกลูกค้านักเรียนประถมฯ
นันยาง อยู่คู่กับนักเรียนไทยมาหลายทศวรรษ นับเเต่ปี พ.ศ.2491 ที่คุณซู ถิง ฟาง หรือ วิชัย ซอโสตถิกุล ได้ก่อตั้งบริษัท วัฒนสินพาณิชย์ จำกัด ดำเนินธุรกิจค้าขายกับต่างประเทศ นำเข้า-ส่งออกสินค้าหลากหลายชนิด
เเละได้ร่วมทำธุรกิจกับชาวสิงคโปร์ นำเข้ารองเท้าผ้าใบยี่ห้อ หนำเอี๊ย มาจำหน่ายในประเทศไทย สนนราคาคู่ละ 12 บาท ภายหลังผลตอบรับดี บริษัทจึงเน้นมาขายรองเท้าเพียงอย่างเดียว และเปลี่ยนชื่อจาก หนำเอี๊ย เป็น หนันหยาง (แปลว่า ทะเลใต้) แต่ก็ปรับเสียงให้เป็นคำว่า “นันยาง” เพื่อให้คนไทยออกเสียงง่าย
แต่ด้วยความอยู่มาหลายยุคหลายสมัย เมื่อมุมมองสังคมเปลี่ยนไป คอนเทนต์โฆษณาของนันยางถูกยกกลับมาพูดถึงในสื่อออนไลน์ กลายเป็นที่วิพากย์วิจารณ์ของสังคม เนื่องจากมีเนื้อหาเข้าข่ายการบูลลี่
เป็นที่มาให้ “นันยาง” ต้องออกแคมเปญ “BULLY NO MORE” เพื่อเเสดงคำขอโทษ และเเสดงจุดยืนต่อต้านการบูลลี่ จุดประกายทัศนคติให้นักเรียนตระหนักถึงพฤติกรรมการบูลลี่ผู้อื่น โดยได้เปิดตัวรองเท้ารุ่น “Nanyang BULLY NO MORE Special edition” บนโลโก้เขียนข้อความ BULLY NO MORE
เเละเปิดโอกาสให้นักเรียนนำรองเท้าคู่เก่ามาเเลกรองเท้ารุ่นพิเศษนี้ และรองเท้าคู่เก่าของทุกคนจะถูกนำไปเป็นส่วนหนึ่งของชิ้นงาน Art Installation ผ่านแนวคิดเเคมเปญ ‘ย่ำให้เต็มที่ เเต่ไม่ย่ำยีใคร’
ดร.จักรพล จันทวิมล กรรมการผู้จัดการ บริษัท นันยางมาร์เก็ตติ้ง จำกัด กล่าวว่า ภาพรวมตลาดรองเท้านักเรียนในไทยปี 2566 จะดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา กำลังซื้อเริ่มฟื้นกลับมาจากโควิด-19 เม็ดเงินที่ไหลเข้าสู่ระบบเพิ่มขึ้นกว่าช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ทำให้เศรษฐกิจโดยรวมคล่องตัว
ช่วยหนุนตลาดรองเท้านักเรียนของไทย กลับมาคึกคักช่วงรับเปิดเทอมได้
ซึ่งคาดว่านันยางจะมีอัตราการเติบโต 8-10% ในปีนี้ เป็นการเติบโตกว่าตลาดรวมที่คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 3-5% อย่างไรก็ตามก่อนโควิด-19 นันยางมีการเติบโตมากกว่า 10%
ด้านตลาดรองเท้านักเรียนมีการเติบโตไม่หวือหวา ไม่กระเตื้องจาก 5,000 ล้านบาทมาหลายปี นันยาง คือ แชมป์ที่ครองส่วนแบ่งการตลาดอันดับหนึ่ง มากกว่า 43-44%
ตลาดรองเท้านักเรียนเติบโตค่อนข้างช้า ด้วยปัจจัยการเกิดของเด็กที่ลดลง กำลังซื้อที่อาจถูกจำกัด เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยสู้ดี ทำให้ผู้ปกครองไม่ได้ซื้อรองเท้าเปลี่ยนให้ลูก จึงทำให้ตลาดในภาพรวมไม่มีความเคลื่อนไหวมากนัก
ท่ามกลางตลาดที่มีผู้เล่น 10-15 ราย การเเข่งขันในตลาดนี้เป็นแบบ Zero-Sum Game มีผู้เเพ้ชนะ โดยปกติจะมีช่วงไฮไลท์คือการเปิดเทอมของนักเรียน จะเป็นช่วงที่เเเบรนด์เร่งเครื่อง กอบโกยลูกค้าให้ได้มากที่สุด เพราะรองเท้าหนึ่งคู่ใส่ได้หนึ่งปี หากพลาดลูกค้าคนหนึ่งไป จะกลับมาเป็นลูกค้าได้ก็เมื่อเปิดเทอมปีหน้า
เพราะกว่า 80% ของธุรกิจนี้ ช่วงเวลา Back to school คือช่วงขีดเส้นตายรายได้ธุรกิจรองเท้านักเรียน ที่ปกติจะอยู่ในช่วงเดือนพฤษภาคม
แต่สำหรับปีนี้ ช่วงเริ่มซื้อขายรองเท้านักเรียน เริ่มมาตั้งเเต่ก่อนสงกรานต์ เพราะเเรงงานที่เดินทางกลับถิ่นฐานต่างจังหวัด ซื้อเครื่องเเต่งกายนักเรียนให้ลูกไปบ้างเเล้ว
สำหรับ นันยาง ใช้กลยุทธ์ช่วงชิงส่วนแบ่งการตลาด ด้วยการรุกตลาดไปยังกลุ่มรองเท้านักเรียนไซส์เล็กมากขึ้น กระจายกลุ่มลูกค้าไปยังเด็กประถมศึกษา จากเดิมที่อยู่กับกลุ่มมัธยมศึกษาซึ่งเป็นรองเท้าผ้าใบไซส์ใหญ่มาตลอด
ปีนี้ตั้งเป้าโตมากกว่าตลาด จากการรุกทำตลาดรองเท้าผ้าใบรุ่น ‘นันยาง Have Fun’ ที่เบาสบาย นุ่ม ไม่ต้องผูกเชือก ลดการสัมผัสเชื้อโรค สำหรับเด็กประถมฯ ซึ่งที่ผ่านมามียอดขายและส่วนเเบ่งตลาดเติบโตอย่างน่าสนใจในทุกปี
ด้านช่องทางการขายต่างประเทศ สัดส่วนส่งออกประมาณ 25% ยอดขายก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการร่วมมือกับภาครัฐนำสินค้าไปขายในต่างประเทศ ช่วยเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายสำคัญที่กำลังเป็นกระเเสอย่างวงการตะกร้อ และเทคบอล กลายเป็น Soft Power ไทยที่น่าจับตา
รายได้ บริษัท นันยางมาร์เก็ตติ้ง จำกัด
2562 = 1,244 ล้านบาท
2563 = 1,298 ล้านบาท
2564 = 1,317 ล้านบาท
รายได้หลักยังคงมาจากช่องทาง Traditional 70% Modern trade 20% ตามด้วย Online 10%
ดร.จักรพล อธิบายต่อว่า ภาพรวมของอุตสาหกรรมรองเท้าปัจจุบัน ไทยเป็นประเทศศูนย์ผลิตรองเท้าแบบ OEM แต่หลังจีนประกาศลุยผลิตเอง เเบรนด์รองเท้าดังจึงมีย้ายฐานการผลิตไปในประเทศเพื่อนบ้านเเละจีนบ้างแล้ว ขณะเดียวกันโรงงานผลิตรองเท้าใหญ่ๆ ของไทย ก็สร้างแบรนด์ของตัวเอง จึงมีผู้เล่นเข้ามาเติมในตลาดรองเท้าอยู่ไม่ขาด
อีกทั้งคนไทยมีพฤติกรรมให้ความสำคัญกับรองเท้ามากขึ้น ซื้อรองเท้าใช้ตามฟังก์ชัน หนึ่งคนจึงเริ่มไม่มีรองเท้าเพียงคู่เดียวเเล้ว ผลักดันตลาดรองเท้าในภาพรวมให้ใหญ่ขึ้น



