. . . ตั้งเเต่จำความได้ เราก็วาดรูปมาตลอด ไม่ได้คิดว่าวันหนึ่งมันต้องมาเป็นอาชีพ เลี้ยงตัวเราอย่างนี้ รู้ตัวอีกที เราก็ไม่รู้เเล้วว่า ถ้าไม่วาดรูปแล้ว เราจะไปทำอะไร ต่อให้ไม่มีผลตอบแทน เราก็ยังจะวาด นอกจากวาดรูปแล้ว ก็จินตนาการไม่ออกว่าจะไปทำอะไรเลย”
“น้อยหน่า” ชื่อที่จรดอยู่หัวมุมบนหน้ากระดาษการ์ตูน คือนามปากกา และชื่อของ “น้อยหน่า” : สุริยา อุทัยรัศมี ศิลปินเจ้าของลายเส้นฟุ้งฝัน ที่นักอ่านหลายคนตกหลุมรักจากขายหัวเราะ หนังสือการ์ตูนที่อยู่ในความทรงจำของใครต่อใคร ซึ่งไม่นานมานี้คนในคอมมูนิตี้ NFT อาจจะคุ้นเคยกับเขาเป็นอย่างดี
ไปงานเลี้ยงรุ่น เรารู้สึกแปลกแยกมาก เพราะเพื่อนเเต่ละคน เป็นผู้อำนวยการ เป็นนายช่างใหญ่ ใส่สูทผูกไทกัน แต่เราเป็นนักเขียนการ์ตูน เพื่อนคุยกันเรื่องการงานใหญ่โต หาคอนเนคชันกัน แต่เราไม่รู้จะคุยอะไรกับใครเลย”
ช่วยเล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นก่อนมาเป็นนักวาดให้เราฟังหน่อย
ผมเริ่มวาดรูปมาตั้งเเต่จำความได้ ความฝันในการเรียนเลยเลือกเป็นช่างศิลป์ แต่ด้วยความที่อาศัยอยู่ต่างจังหวัด ยุคนั้นถ้าจะเรียนช่างศิลป์ต้องเข้ามาเรียนกรุงเทพฯ เเต่ครอบครัวไม่พร้อม ก็คิดว่าเดี๋ยวจะหาเงินไปด้วย เรียนไปด้วยเอง เลยเขียนการ์ตูนไปสมัครที่ขายหัวเราะ ซึ่งตอนนั้นโดนปฏิเสธนะ ผมก็เลยไม่ได้เรียนช่างศิลป์ ต้องไปเรียนแถวบ้านเเทน
เเต่จุดยืนก็ยังเหมือนเดิมคือ เรียนอะไรก็ได้ ขอให้ได้วาดรูปเป็นพอ ซึ่งยุคนั้นก็มีให้เลือกไม่กี่อย่าง เลยไปจบที่เทคนิคช่างก่อสร้าง อย่างน้อยก็มีเขียนแบบ พอจบมาก็ไปทำงานวิศวโยธา วาดฝันไว้จะไปพัฒนาชนบท ทำเพื่อส่วนรวม
พอเจอระบบราชการทุจริตไปเท่านั้น เหมือนความฝันที่พกติดตัวมาพังทลายลง ตัวคนเดียวมันเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้อยู่เเล้ว ถ้าอยู่ต่อไป สุดท้ายไม่กลืนไปเป็นพวกเดียวกับเขา ผมก็คงโดนบีบจากหลาย ๆ อย่าง เเต่ถ้าจะให้ไปเป็นพวกเดียวกับเขา . . . ผมก็จะเกลียดตัวเอง
หลังต้องพับความหวัง เก็บความฝันใส่กระเป๋าหอบกลับบ้าน ตอนนั้นตั้งหลักอย่างไร
หลังถอยออกจากอาชีพวิศวโยธา ก็กลับมาเขียนการ์ตูน เพราะมองว่าอย่างน้อยก็ไม่ต้องวุ่นวายกับคนมากมาย หรือต้องยอมก้มหัวให้ความไม่ถูกต้อง อยู่กับตัวเอง จบงานคนเดียว
ผมกลับมาเขียนการ์ตูนไปเรื่อย ๆ ส่งตามสำนักพิมพ์ ไม่นานผลงานก็เข้าตาสำนักพิมพ์ ติดต่อให้ไปเขียนเรื่องยาว ทำให้ได้เริ่มงานกับวิบูลย์กิจ
ในยุคที่พ่อเเม่ผลักดันลูกทำงานมั่นคง แต่ทำไมคุณน้อยหน่าถึงเป็นนักวาดได้อย่างง่ายดาย ครอบครัวไม่มีใครคัดค้านเลยหรือ
ก็นับเป็นความโชคดีของชีวิตอย่างหนึ่ง เพราะตั้งเเต่เด็ก ผมไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองเจออุปสรรคอะไรเลย ที่มาขัดขวางในสิ่งที่อยากทำ เหมือนถูกลิขิตให้มาเป็นสิ่งนี้
ทุกอย่างราบเรียบ ชีวิตราบรื่นจนไม่มีอะไรมาทำให้รู้สึกเขวเลยหรือ?
มีนะ ผมก็เคยเผชิญช่วงเวลาที่รู้สึกแปลกแยกอยู่เหมือนกัน อย่างเวลาไปงานเลี้ยงรุ่น เพื่อนเเต่ละคนเป็นผู้อำนวยการ นายช่างใหญ่ ใส่สูทผูกไทกัน ในงานเขาคุยเรื่องการงานใหญ่โต หาคอนเนคชันกัน แต่ผมไม่รู้จะคุยอะไรกับใครเลย
ถ้ามีเด็กสักคนเดินมาพูดว่า “โตขึ้นจะเป็นนักวาดการ์ตูน เพราะมีขายหัวเราะเป็นเเรงบันดาลใจ” คุณน้อยหน่าจะรู้สึกอย่างไร
ต่อให้ไม่ใช่อาชีพนักวาดการ์ตูน ก็อยากบอกเขาว่า ทำไปเถอะ ลุยเลย แม้จะมีเงื่อนไขใดก็ตาม
เมื่อก่อนตอนผมเป็นวิศวโยธา เคยไปทำงานที่ห่างไกลความเจริญมาก โรงเรียนยังมีพื้นอาคารเป็นพื้นดิน ก็เคยถามคำถามเดียวกันนี้ว่า ‘โตขึ้นอยากเป็นอะไร’ เด็กตอบกลับมาว่า ‘อยากเป็นนักบินอวกาศ’ ผมก็ช่วยต่อยอดความคิดของเขาว่า อยากเป็นนักบินอวกาศ ต้องทำอย่างไรบ้าง คือเหมือนต้องหล่อเลี้ยงต้นอ่อนแห่งความฝันไปก่อน จนกว่าเขาจะเรียนรู้ว่า สุดท้ายเเล้วตัวเขาเองสามารถทำอะไรได้
เเต่ผมจะไม่เป็นผู้ใหญ่ที่บอกว่า ทำไม่ได้หรอก เป็นไปไม่ได้ อย่าไปบั่นทอนความฝันของเด็ก โดยการเอาความจริงที่คุณเจอไปบอกเขา
ใครจะรู้ว่าวันข้างหน้าสิ่งที่เขาฝันอาจเป็นจริงก็ได้ ต่อให้ไม่เป็นจริงก็ปล่อยให้เขาได้เรียนรู้ด้วยตัวเองว่า เขาทำได้หรือไม่ได้
แล้วในปัจจุบัน ที่เด็กวัยรุ่นต้องเผชิญความกดดันจากครอบครัว เพราะคาดหวังกับลูกไว้สูง คุณน้อยหน่ามองปัญหานี้ว่าอย่างไร?
มันต้องมีความยืดหยุ่น เข้าใจว่าทุกอย่างเกิดจากความหวังดีของครอบครัว คนรุ่นเก่าอาจจะมองเรื่องความมั่นคง ผลตอบเเทน แต่คนยุคปัจจุบันจะโฟกัสไปอีกแบบ ต้องจับเข่าคุยและหาจุดสมดุลร่วมกัน อาจจะทำอะไรสุดโต่งไปเลยไม่ได้ ต่างฝ่ายควรยอมรับฟังกัน
ทุกวันนี้คนหมดเเพชชั่นกับสิ่งที่รักไวมาก แล้วคุณน้อยหน่าคิดว่าตัวเองเข้าใกล้คำนี้หรือยัง
ผมว่าทุกอย่างไม่มีทางลัด คนเเต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนทำอย่างนี้เเล้วประสบความสำเร็จ คนอื่นลองทำแบบเขาบ้าง อาจไม่ได้สำเร็จเหมือนเขาก็ได้ ทุกอย่างเกิดจากการสั่งสมทั้งนั้น
สำหรับผม ยังคงรักที่จะวาด เพราะอยากสื่อสาร อยากระบายความในใจ ปล่อยตาม Flow ของมันเรื่อยๆ แบบนี้ ก็เลยไม่รู้ว่าการหมดเเพชชั่นมันคืออะไร
ถ้าไม่ได้เป็นนักเขียน คิดว่าตอนนี้เราจะทำอะไรอยู่ หรือจินตนาการเป็นอีกมัลติเวิร์สก็ได้
นึกภาพไม่ออกเลย (หัวเราะ) ถ้าเราไม่ได้วาดรูป เราไม่ได้เขียนการ์ตูน ไม่ได้ทำงานศิลปะ มันก็ไม่มีอะไรที่เราทำได้เหมือนกัน ก็เลยไม่เคยนึกภาพตัวเองในแบบอื่นเลย ต่อให้เป็นอีกมัลติเวิร์สก็ตาม ถ้าไม่ใช่ศิลปิน พี่ในมัลติเวิร์สนั้นคงตายไปแล้ว
อาชีพนักเขียนที่ผ่านมาทั้งการตีตรา ผ่านยุคสื่อสิ่งพิมพ์โลดเเล่น สว่างไสว ทั้งค่อย ๆ หรี่แสงลง จนเมื่อยุคเเห่งเทคโนโลยีมาเยือน คุณน้อยหน่าอยู่มาเเล้วทุกยุค ตลอดถนนเส้นนี้มันเกิดการเปลี่ยนเเปลงไปอย่างไรบ้าง ช่วยเล่าให้ฟังหน่อย
จริง ๆ ด้วยการทำงานมันไม่ต่างกันเลย ไม่ว่าจะทำงานในกระดาษหรือไอแพด คีย์หลักของมันคือวาดเหมือนเดิม มีเพียงต้องปรับตัวกับมือเครื่องมือนิดหน่อย ศิลปินก็ยังต้องใช้ทักษะเช่นเดิม ซึ่งหลังจากยุคนี้ เดี๋ยวมันก็มีอะไรที่เราไม่รู้จักมาอีก เเล้วมาเเทนยุคดิจิทัล สุดท้าย เราเเค่ต้องปล่อยให้มันเป็นไปตามยุคสมัย
ศิลปะ คือ ศิลปะ ทุกอย่างมีคุณค่าในตัวของมัน
ความสุขของศิลปินคือการได้จับดินสอวาดรูปใช่หรือเปล่า?
สำหรับผม ไม่ได้แปลว่ามีความสุขทุกครั้งขณะได้วาดรูป เพราะรูปภาพส่วนใหญ่ วาดขึ้นตอนเกิดทุกข์ใจ แล้วเรียบเรียงมันออกมาไม่ได้ ถ้ามีความสุขส่วนใหญ่จะไม่ค่อยวาดหรอก จะวาดเวลาทุกข์ซะมากกว่า
จนกระทั่งวันหนึ่ง มีคนมาเล่าให้ผมฟังว่า ภาพของผมมันเคยปลอบใจเวลาที่เขาต้องจมอยู่กับเรื่องเเย่ พอได้ฟังก็รู้สึกประหลาดใจ เพราะผมคิดมาตลอดว่าการวาดรูปเป็นการบำบัดตัวเราเองในวันที่รู้สึกเเย่ เเต่ภาพมันกลับไปช่วยฮีลอีกคน
……
LonelyPop : Lonely Together Exhibition
โปรเจกต์ใหม่ของน้อยหน่า “LonelyPop NFT Project” ซึ่งรวมคาเเรคเตอร์การ์ตูนดังระดับสากลฝีมือคุณน้อยหน่าเอง เริ่มมาจากความเหงาที่ต้องการการปลอบประโลม ถ่ายทอดความรู้สึกผ่านผลงานศิลปะรูปแบบ Profile Picture (PFP) พัฒนาต่อยอดกับ 0xStudio เปิดตัววางขายรูปแบบ NFT ขนทัพตัวการ์ตูนนับหมื่น คาเเรคเตอร์ที่เน้นความสดใส สะท้อนถึงความเเตกต่างของการอยู่รวมกันของคนทุกเพศทุกวัย
ผสมผสานเทคโนโลยีเข้ากับศิลปะ เมื่อเดินวนเข็มนาฬิกา จะพาผู้ชมเข้าไปในพาร์ทโลกของดิจิทัล ก่อนจะไล่ต่อไปที่ดิจิทัลอาร์ตปริ้นท์ เเคนวาส เเละกลับสู่โลกความเป็นจริง จบที่สีอะคริลิกงานจริง ผลงานมีทั้งในรูปแบบดิจิทัลอาร์ต ภาพวาด ประติมากรรม และกิจกรรมเวิร์คชอป
นิทรรศการจะจัดขึ้นตั้งเเต่วันที่ 30 กันยายน – 30 พฤศจิกายนนี้ ณ ทรูดิจิทัล พาร์ค ฝั่งเวสต์ เข้าชมฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย
“อยากให้คนในคอมมูนิตี้ NFT คนที่ทำเเต่งาน นั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ ออกมาเจอกับสังคมภายนอก ให้เป็นคอมมูนิตี้ที่รวบรวมคนเก็บตัว อยู่กับบ้าน เหงา ไม่ค่อยได้เจอคน มารวมตัวกันอยู่ในชุมชนของเราได้ อย่างน้อยที่สุดก็อยากให้ได้รับเเรงบันดาลใจกลับไป” คุณน้อยหน่าฝากทิ้งท้ายก่อนจบการสนทนาของเราลงในวันนี้










