MK LIVE ร้านสุกี้ที่ตั้งอยู่บนชั้น 6 ตึก เฮลิก ณ ศูนย์การค้า ดิเอ็มควอเทียร์ คือแบรนด์ย่อยของสุกี้ MK ที่เน้นจับกลุ่มลูกค้าวัยรุ่น คนวัยทำงานรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพ มากกว่าโฟกัสที่กลุ่มลูกค้าครอบครัว มากกว่านั้น MK LIVE ยังต่างจาก MK ในหลายมิติ

วัตถุดิบของ MK LIVE คัดสรรอย่างดี ด้วยความใส่ใจในคุณภาพและเน้นความพรีเมี่ยม เช่น เนื้อหมูคุโรบุตะ เนื้อวัวออสเตรเลีย เนื้อวากิว A4 กุ้งลอบสเตอร์ หรือบางเมนูที่มีใน MK ก็ทำให้ดูพิเศษขึ้นไปอีกขั้น

  • ลูกชิ้นที่เคยสำเร็จรูป ก็เปลี่ยนเป็นปั้นกันสดๆ เพื่อความนุ่มและความเหนียวที่มากกว่าเดิม
  • ปลากะพงที่เคยเสิร์ฟเป็นชิ้นใส่ถาด ก็เปลี่ยนมาเสิร์ฟเป็นตัว
  • ผักก็เน้นผักปลอดสารพิษ ซึ่งบางส่วนส่งตรงจากโครงการหลวง

ส่วน ‘สุกี้’ ที่เป็นเมนูพระเอก นอกจากสุกี้ต้นตำรับ ก็มีตัวเลือกเพิ่มอีก 2 ประเภท คือ สุกี้ยากี้น้ำดำแบบญี่ปุ่น และสุกี้นึ่ง ซึ่งสุกี้แบบหลังนี้ คนที่ใส่ใจสุขภาพน่าจะถูกใจไม่น้อย เพราะการนึ่งเป็นวิธีรักษาคุณค่าทางอาหารได้ดีกว่าสุกี้สองแบบแรก ทั้งยังมีรูปแบบพรีเซนเทชั่นที่น่าสนใจและน่าตื่นเต้นอีกด้วย

ของหวาน เครื่องดื่ม และเมนูต่างๆ ส่วนใหญ่ล้วนคิดขึ้นมาใหม่ เพื่อเติมเต็มมื้อสุกี้ของทุกคน โดยเน้นที่สุขภาพเป็นหลัก เช่น น้ำผักผลไม้คั้นสด นมสดปั่นที่ใช้นมออร์แกนิคที่ MK ผลิตขึ้นเอง เป็นต้น

สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัด นอกจากความแปลกใหม่และความพรีเมี่ยมแล้ว หน้าตาอาหารล้วน ‘ดูดี’ ยั่วใจให้ถ่ายรูปโพสต์ลงโซเชียลไม่น้อย

 

ถามว่า ทำไม MK ถึงต้องเป็นแบรนด์ MK LIVE

คุณฤทธิ์ ธีระโกเมน ผู้สร้างอาณาจักรเอ็มเค พูดถึง MK LIVE ซึ่งเป็นไอเดียของ คุณทานตะวัน ธีระโกเมน ทายาทรุ่นที่ 3 ว่า นี่คือภาพลักษณะใหม่ของเอ็มเค และเป็นโมเดลธุรกิจที่จะสร้างจุดแข็งใหม่ ทำให้เอ็มเคกรุ๊ปเติบโตต่อไปได้

แต่ก่อนจะพูดถึงจุดแข็งใหม่และการเติบโตต่อไป การหวนกลับไปที่จุดเริ่มต้นอาจทำให้เข้าใจและเห็นภาพว่า ทำไม MK ถึงต้องทำ MK LIVE

 

MK จากร้านอาหารไทยในสยามสแควร์สู่ร้านสุกี้ขึ้นห้าง

หากนับจากจุดเริ่มต้นของ MK ใน พ.ศ.2505 เมื่อครั้งยังเป็นร้านอาหารไทยเล็กๆ หนึ่งคูหาในสยามสแควร์ ซอย 3 ที่คุณป้าทองคำ เมฆโต ทำร่วมกับ มาคอง คิงยี (Makong King Yee) ชาวฮ่องกง ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า ‘MK’

กว่า 30 ปี ร้านสุกี้เอ็มเคยังคงมาตรฐานเหมือนเมื่อครั้งก่อน ทั้งคุณภาพของวัตถุดิบที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถันเพื่อสุขภาพที่ดีของผู้บริโภค และบรรยากาศแห่งความสุข ความอบอุ่นที่ถูกส่งต่อยังรุ่นสู่รุ่น ทั้งหมดนี้เพราะเอ็มเคยึดถือว่า “ผู้บริโภคคือหัวใจ” เสมอมา และด้วยวิสัยทัศน์เดียวกันนี้ เอ็มเคจึงไม่หยุดพัฒนาเรื่องสุกี้ไว้แค่กรอบเดิมๆ แต่มุ่งสร้างสรรค์ประสบการณ์ใหม่ที่แตกต่าง เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

ปัจจุบันร้านสุกี้เอ็มเคมีสาขา 425 สาขาทั่วประเทศ (ไม่นับรวมแบรนด์ร้านอาหารอื่นๆ ในเครือเอ็มเคกรุ๊ป) และวางแผนจะขยายอีก 15 สาขาในปีนี้ พร้อมกับสร้างแบรนด์ใหม่ชื่อ ‘MK LIVE’ เพื่อตอบโจทย์วิถีชีวิตของผู้คนที่เปลี่ยนไป

‘สุขภาพ-ดิจิทัล’ กระแสเทรนด์โลก และการมาถึงของ MK LIVE

30 กว่าปีผ่านไป ยุคสมัยเปลี่ยน เทคโนโลยีเปลี่ยน วิถีชีวิตผู้คนก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป MK ที่อยู่มานาน ถ้าคิดจะยังอยู่เหมือนเดิมอาจเป็นการถอยหลังสู่อดีต มากกว่าเดินหน้าไปสู่อนาคต เพราะผู้คนยุคใหม่แต่งงานน้อยลง นิยามครอบครัวแบบในอดีตก็เคลื่อนเป็นสู่การอยู่ตัวคนเดียวหรือเป็นโสดมากขึ้น บวกกับกระแสรักสุขภาพ และสมาร์ทโฟน ก็ทำให้ MK ยากที่จะอยู่เฉย

ถ้าสังเกตจะเห็นว่า MK LIVE ปรับตัวตามกระแสโลกหลักๆ สองกระแส คือ อาหารเพื่อสุขภาพ และดิจิทัล ซึ่งเป็นกระแสที่น่าจะอยู่อีกนาน เนื่องจากหลังการปฏิวัติเขียวเมื่อทศวรรษ 1960 ที่ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยียกระดับการผลิตทางการเกษตร (รวมถึงการปศุสัตว์) ทั่วโลก ในรูปของปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง ยาปราบวัชพืช ฯลฯ แม้จะช่วยเพิ่มปริมาณผลผลิตทางการเกษตรอย่างมหาศาล แต่ขณะเดียวกันก็สร้างผลกระทบต่อสุขภาพและระบบนิเวศอย่างกว้างขวาง

เมื่อคุณภาพของวัตถุดิบที่นำมาทำอาหารไม่น่าไว้ใจ คนจึงเริ่มหวนหาอาหารที่มาจากธรรมชาติและปลอดสารพิษ ด้วยเหตุนี้ วัตถุดิบที่มีคำว่า ‘ออร์แกนิค’ ที่มีนัยยะถึงผลผลิตที่มาจากธรรมชาติและไม่ใช้สารพิษ จึงกลายเป็นที่ต้องการของตลาด ซึ่งเป็นสิ่งที่เอ็มเคใส่ใจ เป็นแรงบันดาลใจให้ไม่หยุดค้นหาและคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพจากทั่วโลก

 

เช่นเดียวกับการมาถึงของไอโฟน สมาร์ทโฟนเครื่องแรกที่เปลี่ยนโฉมโลกทั้งใบ ทำให้อินเทอร์เน็ตใกล้ชิดชีวิตผู้คนมากขึ้น และสมาร์ทโฟนกลายเป็นเหมือนทุกสิ่งทุกอย่างในทุกๆ กิจกรรมของชีวิต อย่างที่ทิมคุกเคยกล่าว พฤติกรรมการถ่ายรูปอาหารแล้วโพสต์ขึ้นบนโซเชียลมีเดียก็น่าจะเพิ่งเริ่มต้นและกลายเป็นเรื่องธรรมดา เพราะทุกวันนี้ บางคนอาจจะเลือกถ่ายทอดสดเป็นคลิปวิดีโอผ่าน Facebook Live หรือว่าสุดแท้แต่เทคโนโลยีจะพาไป

ด้วยเหตุนี้ การมาถึงของ MK LIVE จึงเป็นเรื่องธรรมดาของโลกธุรกิจ ที่จำเป็นต้องปรับตัวอยู่เสมอ

เพราะผู้บริโภคเมื่อวันวานกับวันนี้ก็เป็นคนละคนแล้ว นับประสาอะไรกับผู้บริโภคเมื่อ 30 กว่าปีที่แล้วในวันที่ก่อตั้ง MK (แม้กระนั้นตัวแบรนด์ MK เองก็มีการปรับตัวมาโดยตลอด)

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ธุรกิจร้านอาหารซึ่งเล่นกับประสาทสัมผัสของผู้บริโภค ยิ่งในยุค multimedia ที่ผู้คนต่าง multi-tasking เช่นนี้ การจะทำอาหารเพื่อตอบสนองรสทางตาและลิ้นก็ดูจะน้อยไป แต่ควรจะตอบสนองผู้บริโภคทุกจุดสัมผัส ดังที่ MK LIVE ใส่ใจในเรื่องพรีเซนเทชั่นของอาหารที่ได้รับการออกแบบจัดวางอย่างมีสไตล์ โดยที่ไม่ทิ้งเรื่อง “คุณภาพ” ซึ่งเป็นหัวใจที่ยังคงยึดมั่นเสมอมา

ถ้าสังเกตนอกจากหน้าตาอาหารของ MK LIVE จะสวยกว่า MK ปกติแล้ว ภาชนะที่ใส่ยังเปลี่ยนให้ดูดี แปลกใหม่ น่าถ่ายรูปแล้วแชร์อีกด้วย

เพราะโลกวันนี้ ถ้าจะอร่อยแค่ ‘ลิ้น’ อย่างเดียวคงไม่พอ แบบนี้คงต้องไปลองให้รู้เอง!