เทรนด์ธุรกิจ และเทคโนโลยี 15 ประเภทปี 2024 ที่คุณไม่อาจหลีกเลี่ยง
ปี 2023 ผ่านไปมีเหตุการณ์ในแวดวงธุรกิจ เศรษฐกิจ และเทคโนโลยีเกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็น การถือกำเนิดขึ้นมาอย่างเต็มตัวของ Gernerative AI อย่าง ChatGPT โดยบริษัท OpenAI ตามมาด้วยการเข้าซื้อกิจการของ OpenAI โดย Microsoft เพื่อหวังตัดเส้นทางคู่แข่งและเสริมศักยภาพความแข็งแกร่งทางด้านเทคโนโลยี
ต่อมาไม่นานเบอร์ 1 Search Engine อย่าง Google ก็ไม่น้อยหน้า พวกเขาเปิดตัว Google Bard AI เพื่อมาต่อสู้ในศึกแห่งอนาคตที่มี AI เป็นสมรภูมิในยุคถัดไปที่กำลังจะมาถึง นอกจากเรื่องเทคโนโลยีแล้ว เรื่องเศรษฐกิจก็เป็นเรื่องที่ต้องจับตามอง
จากเรื่องราวตลอดปี 2023 ที่ Marketeer ในฐานะสื่อที่ทำหน้าที่ถ่ายทอดข้อมูลข้อเท็จจริง เราพบว่าเรื่องราวที่โดดเด่นในแง่เศรษฐกิจคงหนีไม่พ้นเรื่องอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงมาก ๆ อันเป็นผลมาจากการที่ Fed หรือธนาคารกลางสหรัฐฯ อัดฉีดสภาพคล่อง หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ การทำ QE (Quantitative Easing) เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ รวมไปถึงการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อปั๊มหัวใจให้เศรษฐกิจกลับมาเดินต่อได้อีกครั้ง มาตั้งแต่ในช่วงที่เกิดการระบาดของโควิดจนทำให้หลายธุรกิจต้องปิดตัว ผู้คนตกงานหลายแสน เศรษฐกิจและการคมนาคมหยุดชะงัก
เหตุการณ์เหล่านั้นนำมาซึ่งเงินเฟ้อและทำให้ Fed ต้องปราบพยศเงินเฟ้อด้วยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่หลายต่อหลายครั้ง โดยมีเป้าหมายที่จะหยุดไม่ให้ราคาสินค้าและอาหารพุ่งสูงขึ้นจนกำลังซื้อตกฮวบ
และอีกเช่นเดียวกันจะไม่กล่าวถึงความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ก็คงจะไม่ได้ เมื่อรัสเซียเกิดไปรบรากับยูเครนเพราะข้อพิพาทในพื้นที่แถบไครเมีย ทำให้เกิดการสูญเสียชีวิตของพลเรือนและทหาร สงครามนี้ไม่ได้รบกันแค่สองประเทศแต่ยังลากมหาอำนาจของโลกเข้ามาเกี่ยวด้วย แถมเมื่อสงครามยืดเยื้อก็เกิดสงครามจิตวิทยานำมาซึ่งการคว่ำบาตร
ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ดัง ๆ ตบเท้าโบกมือลาจากรัสเซีย รัสเซียเองก็ขู่ตัดการส่งออกก๊าซธรรมชาติไปยังทวีปยุโรป ซึ่งช่วงนั้นก็จำเป็นมาก ๆ เพราะยุโรปจะเข้าสู่ฤดูหนาว พวกเขาต้องใช้พลังงานในการทำความร้อน สงครามดังกล่าวดูไม่มีทีท่าว่าจะจบลงง่าย ๆ ด้วย และเรื่องนี้ยังส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานของสินค้าหลายประเภทซึ่งรัสเซียถือครองสัดส่วนเป็นจำนวนมาก ที่สามารถเขย่าซัปพลายเชนสินค้าโภคภัณฑ์หลายอย่างของโลกใบนี้ได้เลย
2023 เป็นปีที่ยากลำบากสำหรับใครหลาย ๆ คน หรืออาจจะเป็นปีทองของใครหลายคน และยังเป็นปีที่มีเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี สังคมและการเมืองระหว่างประเทศ เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปมากมาย บทความนี้เราจะมาทบทวนว่าในปี 2023 ที่ผ่านมามีเหตุการณ์เด่น ๆ อะไรเกิดขึ้นบ้าง และทิศทางแนวโน้มของเศรษฐกิจและธุรกิจจะเป็นอย่างไรในปี 2024 โปรดติดตาม
รีวิวธุรกิจและเศรษฐกิจในปี 2023 ที่ผ่านมา
การล้มละลายของ Silicon Valley Bank (SVB)
ในเดือนมีนาคม 2023 ที่ผ่านมาเกิดข่าวใหญ่ฮือฮาในแวดวงการเงินของสหรัฐฯ อีกครั้งเมื่อ Silicon Valley Bank หรือ SVB ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดอันดับที่ 16 ของสหรัฐอเมริกา ประกาศล้มละลายเนื่องจากการดำเนินกิจการที่ผิดพลาดของธนาคาร ทำให้เกิดแรงกระเพื่อมในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเป็นอย่างมาก
ความกลัวเกิดขึ้นในหมู่ธนาคารอื่น ๆ ที่ปล่อยกู้ให้กับบริษัทเทคฯ ในซิลิคอนวัลเลย์ การล่มสลายของ SVB มีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย แต่ที่เป็นต้นเหตุแบบสังเกตได้เลยจริง ๆ ก็คือ การที่ SVB เข้าไปลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีอย่างกระจุกตัว รวมถึงการเข้าไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงหลายประเภท แต่โชคดีที่ Federal Deposit Insurance Corporation หรือ FDIC ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐฯ มีหน้าที่ในการประกันเงินฝากจากการล้มละลายของธนาคาร เข้าไปอุ้มเงินฝากของประชาชนได้ทันก่อนที่จะสูญหายไปกับสายลม
หลายเหตุการณ์ทำซัปพลายเชนโลกระส่ำ
Source: CNBC
ปี 2024 น่าจะยังเป็นปีที่ห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกถูกดิสรัปต์ สาเหตุมาจากปัจจัยมากมายที่เข้ามาในปี 2023 และยังมีผลกระทบอยู่ อย่างเช่นการระบาดใหญ่ของโควิด-19 สงครามรัสเซียยูเครน และการขาดแคลนแรงงานในเยอรมนี ปัญหาเหล่านี้ไปรบกวนการซัปพลายแกนหลักของโลกหลายส่วน และนำไปสู่การขาดแคลนสินค้าและวัสดุต่าง ๆ ส่งผลกระทบต่อธุรกิจในภาคส่วนต่าง ๆ และทำให้ราคาสินค้าหลายประเภทแพงขึ้นมาก
ตลาดคริปโทแตก
Sam Bankman Fried อดีตเจ้าของ FTX Owner: Forbes
ตลาดสกุลเงินดิจิทัลประสบภาวะถดถอยที่แบบพีค ๆ ในปี 2023 โดยเฉพาะมูลค่าของ Bitcoin ซึ่งเป็นสกุลเงินคริปโทเคอร์เรนซีหลักหนึ่งเดียวที่ผู้คนให้ความเชื่อมั่น แต่กลับมีมูลค่าลดลงกว่า 60% จากจุดสูงสุดที่เคยทำได้ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2021 หลายคนตั้งข้อสังเกตว่า การลดลงของมูลค่า Bitcoin มีสาเหตุมาจาก อัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น ข้อกังวลด้านกฎระเบียบ และการล่มสลายของบริษัท crypto รายใหญ่อย่าง FTX และ Terra Chain
การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว
เอลนีโญ่เอฟเฟกต์: WOAH
ปี 2023 ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังคงเกิดขึ้นทั่วโลก โดยเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว เช่น คลื่นความร้อน ความแห้งแล้ง น้ำท่วม และไฟป่า ทำให้เกิดความเสียหายต่อการเพาะปลูกพืช โดยเฉพาะปี 2023 นี้เป็นปีที่เกิด เอลนีโญ่ ยิ่งทำให้ผลผลิตทางการเกษตรไม่ได้ผลผลิตตามเป้า
เทรนด์ธุรกิจ
เทคโนโลยี
ภัยคุกคามความปลอดภัยทางไซเบอร์
ภาพรวมเรื่องภัยคุกคามทางไซเบอร์ยังคงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในปี 2566 โดยธุรกิจต่าง ๆ เผชิญกับการโจมตีทางไซเบอร์ที่เพิ่มมากขึ้น ภัยคุกคามที่โดดเด่นที่สุดบางส่วน ได้แก่ การโจมตีด้วยแรนซัมแวร์ การละเมิดข้อมูล และการโจมตีด้านห่วงโซ่อุปทาน
ข้อกังวลด้านข้อมูลส่วนบุคคล
ความกังวลเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวของข้อมูลยังคงเป็นปัญหาสำคัญในปี 2023 กฎระเบียบใหม่ เช่น กฎหมายตลาดดิจิทัลของสหภาพยุโรป (Digital Markets Act) และกฎหมายความเป็นส่วนตัวของผู้บริโภคในแคลิฟอร์เนียกำลังจะมีผลบังคับใช้ กฎระเบียบเหล่านี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้ใช้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลของตนได้มากขึ้น และเพื่อให้บริษัทที่มีการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้ต้องมีความรับผิดชอบต่อการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้
ความก้าวหน้าของ AI
ChatGPT: elearning Industry
ปี 2023 วงการ Artificial Intelligent หรือ AI มีความก้าวหน้าเป็นอย่างมาก (พีคสุด ๆ) โดยเฉพาะ ChatGPT ที่เปิดตัวให้สาธารณชนใช้ในเดือนพฤศจิกายนปี 2022 และบูมสุด ๆ ในปี 2023 เกิดการนำ Generative AI ไปใช้ในเชิงพาณิชย์ทั้งนำไปช่วยเขียน Code นำไปช่วยเขียนแผนการตลาด ช่วยค้นหาข้อมูลได้ในเวลาไม่กี่วินาที
และทั้งหมดนี้ยังดำเนินไปอย่างต่อเนื่องในปี 2024 โดยมีความก้าวหน้าในด้านต่าง ๆ เช่น การประมวลผลภาษาธรรมชาติ คอมพิวเตอร์วิทัศน์ และหุ่นยนต์ ความก้าวหน้าเหล่านี้นำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ขับเคลื่อนด้วย AI ไม่ใช่มีแต่ด้านดีและทำให้เกิดข้อกังวลด้านจริยธรรมเกี่ยวกับการใช้ AI ในทางที่ผิดที่อาจเกิดขึ้น
กระแส Metaverse
Metaverse by META: Puck News
เทรนด์ Metaverse หรือ โลกเสมือนจริงที่ผู้คนสามารถโต้ตอบและสัมผัสสิ่งต่าง ๆ ร่วมกันได้ ได้รับแรงผลักดันอย่างมากในปี 2023 โดยมีแม่งานเป็นบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ อย่าง Facebook (จนถึงขั้นเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น META และ Microsoft ที่ลงทุนอย่างมากในเทคโนโลยี metaverse แต่ถ้าจะพูดถึงความคุ้มค่าในการลงทุนที่ Meta ลงเม็ดเงินไปก็พบว่ายังไม่คุ้ม เพราะผู้คนยังให้การตอบรับที่น้อยอยู่มาก
ทิศทางแนวโน้ม 15 อุตสาหกรรมในปี 2024
1.อุตสาหกรรมยานยนต์
ปี 2024 อุตสาหกรรมรถยนต์จะยังคงมีอัตราการเติบโตในอัตราที่ต่ำ ยอดขายยานยนต์ทั่วโลกจะยังไม่ถึงเป้าเดิมก่อนการระบาดของโควิด รวมถึงปริมาณรถยนต์ใหม่ที่ออกสู่ท้องถนนจะเพิ่มขึ้นเพียง 3% เท่านั้น
สัดส่วนการขายรถยนต์เพื่อการพาณิชย์จะมากกว่าปี 2023 เพิ่มขึ้นเพียงแค่ 1% รถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์แบบสันดาปจะเริ่มถูกต้อนให้จนมุมเพราะหลายประเทศอยากเลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลแล้ว แต่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EVs) นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นแห่งความรุ่งโรจน์ กระแสการเติบโตของอีวีจะเร่งความเร็วไปข้างหน้า รถยนต์ใหม่เกือบ 25% จะเป็นรถปลั๊กอินไฮบริด และมากกว่าครึ่งหนึ่งของรถยนต์ไฟฟ้าจะอยู่ในเมืองจีน ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่แทบไม่ได้กำไรจะยังคงต้องอาศัยการสนับสนุนจากรัฐบาล
ผู้ผลิตรถยนต์จากประเทศจีนจะได้รับประโยชน์จากการลดหย่อนภาษีที่ขยายเวลาออกไป รวมถึงการส่งออกที่เพิ่มขึ้น ผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าในอเมริกาจะสามารถโอนเครดิตภาษีให้กับดีลเลอร์ได้ ซึ่งจะทำให้ผู้ซื้อซื้อรถยนต์ไฟฟ้าได้ในราคาที่ถูกลง
ส่วนเรื่องสถานีชาร์จในปี 2024 จะมีผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าทั้งจากฝั่งยุโรปและจีนหลายรายออกมาผลิตแข่งกับ Super Charger ของ Tesla เนื่องจากมาตรฐานเครือข่ายมีความแตกต่างกัน การขับขี่แบบอัตโนมัติจะได้รับกฎใหม่ในสหภาพยุโรปเช่นเดียวกับหน่วยงานกำกับดูแลของรัฐบาลกลางในวอชิงตัน
2.สิ่งที่ต้องจับตามองในปี 2024 แบตเตอรี่ที่ดีกว่าแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน
ในปี 2024 นี้แบตลิเทียมที่เคยได้ชื่อว่าดีแล้วสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า แต่เหนือฟ้าก็ยังมีฟ้า “แบตเตอรี่ลิเทียม-แมงกานีส-เหล็ก-ฟอสเฟต” ของ Gotion คือผู้ที่จะมาทำให้ลิเทียมไอออนต้องหลีกทาง รวมถึงแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนราคาถูกของ BYD
3.อุตสาหกรรมพลังงาน
ถึงแม้สถิติจะบอกว่าการใช้พลังงานหมุนเวียนมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น 11% ทำจุดสูงสุดใหม่ แต่เชื้อเพลิงฟอสซิลก็ยังคงมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนโลกใบนี้อยู่ดีถึง 80% ในปี 2024 และเมื่อเศรษฐกิจเริ่มกลับมาฟื้นตัวปริมาณการใช้น้ำมันจะเพิ่มขึ้น 1%
แต่ประสิทธิภาพการผลิตน้ำมันที่สูงขึ้นในซาอุดีอาระเบียและอเมริกาจะทำให้ราคาน้ำมันต่ำกว่า 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะสอดคล้องกับการใช้ถ่านหินและก๊าซก็จะเพิ่มขึ้นเช่นกัน แม้ว่านักลงทุนในยุคใหม่จะไม่อยากให้มีการสนับสนุนการใช้พลังงานสกปรกก็ตาม แต่สัดส่วนการใช้พลังงานจากถ่านหินและก๊าซในเอเชียในปีนี้จะยิ่งทวีความเข้มข้นมากขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
ในปี 2024 การเผาไหม้เชื้อเพลิงจะปล่อยก๊าซคาร์บอนเพิ่มขึ้นกว่า 70% ซึ่งท้าทายเป้าหมายการปฏิวัติไปสู่พลังงานสะอาด เป้าหมายสุทธิเป็นศูนย์ของสหราชอาณาจักรจะใช้การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกับบริษัทต่าง ๆ ที่นั่น สหภาพยุโรปจะให้เงินอุดหนุนภายใต้ Green Deal อเมริกาจะมุ่งเป้าไปที่การประหยัดพลังงาน และจีนจะมุ่งเป้าไปที่การเติบโตที่มีคาร์บอนน้อยลง
ปี 2024 ปริมาณการใช้ลมและแสงอาทิตย์เพื่อผลิตไฟฟ้าจะสูงเป็น 2 เท่าจากปี 2019 โดยได้แรงหนุนจากกฎหมายลดเงินเฟ้อของอเมริกาและแผนการปรับปรุงประสิทธิภาพ ต้นทุนการผลิตพลังงานหมุนเวียนจะลดลง แต่จะยังคงสูงกว่าระดับปี 2020 ถึง 10-15%
นอกจากนี้ จะยังมีการเปิดเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์อย่างน้อย 11 เครื่อง รวมถึงเครื่องปฏิกรณ์ใหม่ใน บังกลาเทศและตุรกี การลงทุนด้านไฮโดรเจนจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นในเยอรมนี จอร์แดน อย่างไรก็ตาม พลังงานนิวเคลียร์และพลังงานหมุนเวียนรวมกันยังผลิตไฟฟ้าได้น้อยกว่า 20% ของความต้องการพลังงานทั้งหมดที่มีในโลกนี้ อุปสรรคอย่างหนึ่งก็คือการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เนื่องจากภัยแล้งเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การผลิตไฟฟ้าพลังงานแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
4.อุตสาหกรรมการเงิน
การขึ้นอัตราดอกเบี้ยน่าจะสิ้นสุดลงในปี 2024 หลังจากที่ Fed พยายามขึ้นดอกเบี้ยหลายต่อหลายครั้งเพื่อหยุดเงินเฟ้อ และการหยุดขึ้นดอกเบี้ยนี้น่าจะทำให้ผลกำไรของธนาคารหลายแห่งลดลง รายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลงรวมถึงผลกระทบพอร์ตอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์จะส่งผลกระทบต่อธนาคารหลายแห่งในสหรัฐฯ
ส่วนธนาคารในสหภาพยุโรปส่วนใหญ่อาจเห็นแสงสว่างที่ตัวเลขหนี้เสียก็จะลดลงด้วยหลังจากปี 2023 อัตราหนี้เสีย (NPL) และลดการพึ่งพาธนาคารกลางด้วยการออกตราสารหนี้ ธนาคารในเอเชียจะบันทึกการเติบโตที่แข็งแกร่งขึ้น ในขณะที่จีนน่าจะเพิ่มความช่วยเหลือไปยังภาคอสังหาริมทรัพย์ที่มีปัญหาเรื่องการเงินหนัก ๆ มาก่อนหน้านี้
การเข้ามาของเทคโนโลยีด้านการเงินที่จบครบได้ในมือถือเพียงแค่เครื่องเดียวจะทำให้จำนวนสาขาของธนาคารและตู้เอทีเอ็มลดลงอีก ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบบธนาคารดิจิทัล
ธนาคารในสหภาพยุโรปจะกลับมาพิจารณาการใช้ Stable Coin อีกครั้ง ธนาคารในบราซิลจะสนับสนุนสกุลเงินดิจิทัล อย่างไรก็ตาม การเขย่าวงการฟินเทคยังไม่สิ้นสุด เนื่องจากนักลงทุนจำนวนมากต้องการความสามารถในการทำกำไรจากสตาร์ตอัป ตลาดตราสารทุน (ตลาดหุ้น) จะเติบโตด้วยพลังของตลาดเกิดใหม่และหุ้นเทคโนโลยีที่กลับมาคึกคัก
กฎระเบียบจะเข้มงวดมากขึ้นในด้านการเงินเพราะจากบทเรียนหลาย ๆ อย่างที่เกิดขึ้นในปี 2023 ทำให้ผู้คุมกฎมองเห็นแล้วว่ายังไงก็ต้องคุมให้เข้มกว่านี้ก่อนจะกลายเป็นปัญหาที่พวกเขาเอาไม่อยู่ การดำเนินการตามกฎความเสี่ยงด้านการธนาคารตาม Basel III จะเข้าสู่ระยะสุดท้ายในสองในสามของประเทศ อเมริกาจะเพิ่มข้อกำหนดเงินทุนของธนาคาร บริษัทประกันจะต้องเผชิญกับกฎเกณฑ์ด้านเงินทุนสำรองใหม่
5.สิ่งที่ต้องจับตามองในปี 2024
สภาพแวดล้อมทางการเงิน การรายงานสภาพภูมิอากาศจะร้อนแรงขึ้นในปี 2024 คณะกรรมการมาตรฐานความยั่งยืนระหว่างประเทศจะเปิดตัวมาตรฐานระดับโลก 2 มาตรฐานสำหรับความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) โดยแข่งขันกับกฎของสหภาพยุโรปที่เข้มงวดยิ่งขึ้น และอาจผ่อนปรนกฎของสหรัฐอเมริกา
6.อุตสาหกรรมอาหารและการเกษตร
Economist Intelligence ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ The Economist คาดการณ์ว่าราคาเชื้อเพลิงและปุ๋ยที่ลดลง และการเก็บเกี่ยวที่ได้ผลผลิตดีขึ้นในปี 2024 จะทำให้ดัชนีราคาสินค้าเกษตรลดลงเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน แต่การคาดการณ์นี้และปริมาณสำรองอาหารของโลกก็ยังมีปัจจัยความเสี่ยงอีกมากมาย อย่างเช่นสงครามและสภาพอากาศที่เลวร้ายจะทำให้ผู้คนมากกว่า 345 ล้านคนต้องเผชิญภาวะอดอยาก
ความไม่แน่นอนในอาหารมีอยู่ทั่วในแถบทะเลดำ การที่รัสเซียปิดล้อมการส่งออกธัญพืชของยูเครนอาจเป็นอันตรายต่ออุปทานทั่วโลก ปรากฏการณ์เอลนีโญ จะสร้างสภาพอากาศที่ไม่แน่นอน ซึ่งอาจทำให้เศรษฐกิจโลกเสียหายเป็นมูลค่าถึงกว่า 3 ล้านล้านดอลลาร์ แม้ว่าปรากฏการณ์เอลนีโญควรจะลดลงภายในกลางปี 2024 แต่ที่ผ่านมาผลกระทบจากเอลนีโญก็ได้ทำให้การเก็บเกี่ยวพืชผลในแอฟริกา เอเชีย และอเมริกากลาง ลดลงเป็นอย่างมาก
รัฐบาลในหลายประเทศจะแก้ปัญหาดังกล่าวด้วยการอุดหนุนและการควบคุมราคาสินค้าทางการเกษตร ยกตัวอย่างอินเดียซึ่งเป็นผู้ผลิตอาหารรายใหญ่ได้ควบคุมการส่งออกข้าวและน้ำตาล เทรนด์อาหารเพื่อสุขภาพจะกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง แคนาดาจะหารือเรื่องการ “จำกัดโฆษณาอาหารขยะ” โปแลนด์เตรียมห้ามขายเครื่องดื่มชูกำลังแก่เด็กและเยาวชน แม้แต่ประเทศกำลังพัฒนาอย่างโคลอมเบียและฟิลิปปินส์ก็ยังขึ้นภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลและอาหารแปรรูป
7.สิ่งที่ต้องจับตามองในปี 2024: พลังแห่งแป้ง
ในปี 2024 บริษัท Solar Foods ของฟินแลนด์จะผลิตผงโปรตีนโดยใช้การหมักด้วยแก๊สเพื่อเลี้ยงจุลินทรีย์ ผลิตโดยไม่ใช้การสังเคราะห์ด้วยแสง Solein สามารถตอบสนองความต้องการกรดอะมิโนของมนุษย์ได้ ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการอนุมัติในสิงคโปร์แล้วสามารถช่วยรับมือกับปัญหาการขาดแคลนโปรตีนที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตได้
8.อุตสาหกรรมสุขภาพและสาธารณสุข
ถึงมีเงินไม่สามารถรักษาความเจ็บป่วยทั้งหมดให้กับอุตสาหกรรมการดูแลสุขภาพได้ในปี 2024 ได้การใช้จ่ายด้านสุขภาพซึ่งยังคงได้รับแรงหนุนจากการระบาดใหญ่และอัตราเงินเฟ้อ จะยังคงครองส่วนแบ่งมากกว่า 10% ของ GDP ทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม อายุขัยเฉลี่ยของมนุษยโลกจะมากกว่า 65 ปีขึ้นไป ประเทศที่พัฒนาแล้วซึ่งมีประชากรสูงวัยจะแข่งขันกันในแง่การออกโปรดักส์ที่ตอบสนองคนสูงวัยซึ่งเป็นตลาดใหญ่และตลาดใหม่เท่าที่โลกนี้เคยเผชิญมา บุคลากรทางการแพทย์จำนวนมากจะประสบภาวะเหนื่อยหน่าย บางคนถึงขั้นคิดจะลาออก
รัฐบาลจะพยายามเติมเต็มช่องว่างนี้ การใช้จ่ายเกือบ 80% จะมาจากแหล่งสาธารณะ เช่น ภาษีหรือการประกันภัยภาคบังคับ เพิ่มขึ้นจาก 75% ก่อนเกิดสถานการณ์โควิด-19 อียิปต์จะขยายแผนประกันสุขภาพถ้วนหน้าไปยังเมืองต่าง ๆ มากขึ้น สโลวีเนียเตรียมแผนการดูแลระยะยาว อินเดียจะพยายามเพิ่มการใช้จ่ายด้านสุขภาพก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งใหม่จะมาถึงในปีนี้ (2024) อเมริกาจะมุ่งเน้นไปที่การลดต้นทุนทางด้านสาธารณสุข การดูแลผู้ป่วยแบบ Private Care จะเริ่มมีการเติบโตให้เห็นเป็นลาง Amazon และ Walmart จะเปิดตัวคลินิกใหม่ แต่ CVS Health จะลดพนักงาน
ยอดขายยาทั่วโลกจะมีมูลค่าเกิน 1.6 ล้านล้านดอลลาร์ โดยเป็นอเมริกาที่กินส่วนแบ่งไปมากกว่า 1 ใน 3 และจีนกินส่วนแบ่งไปกว่า 1 ใน 10 ของทั้งโลก การหมดอายุของสิทธิบัตรกำลังเพิ่มมากขึ้น ในปี 2024 ยามูลค่า 38,000 ล้านดอลลาร์ อย่างยาเทคโนโลยีชีวภาพหลายชนิด จะเผชิญกับการแข่งขันจากยาสามัญที่ราคาถูกกว่า นักวิจัยจะต่อสู้เพื่อแย่งชิงสิทธิบัตร mRNA เนื่องจากการทดลองยาลดความอ้วนมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น โรคระบาดใกล้จะหมดไปแล้ว แต่ก็ไม่ลืมร่างข้อตกลงระดับโลกจะช่วยเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคตที่ก็ไม่รู้ว่าจะมีโรคอะไรกลับมาระบาดอีก
9.อุตสาหกรรมเทคโนโลยี
หลังจากผ่านช่วงยากลำบากของวงการเทคโนโลยี การใช้จ่ายด้านไอทีทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นในปี 2024 โดยเพิ่มขึ้นเกือบ 9% ตามข้อมูลจาก Gartner การใช้จ่ายด้านฮาร์ดแวร์จะเพิ่มขึ้นอีกครั้ง การจัดส่งคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลจะเพิ่มขึ้นเป็น 261 ล้านเครื่อง แต่ก็ยังต่ำกว่าปี 2019
AI จะเป็นคำศัพท์ทางเทคโนโลยีที่โด่งดังที่สุด ธุรกิจต่าง ๆ จะเลี้ยวไปหา AI และเทคโนโลยีใหม่อื่น ๆ เพื่อเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และจัดการความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม AI จะไม่สร้างรายได้มากเท่าที่คนที่เชียร์อยู่คาดหวัง
สหภาพยุโรปจะเสริมสร้างสถานะของตนในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลเทคโนโลยีเริ่มต้นทั่วโลก เมื่อพระราชบัญญัติตลาดดิจิทัลมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบในปี 2024 กฎหมายเฉพาะด้าน AI จะเริ่มดำเนินการ และหน่วยงานกำกับดูแลจะพยายามเข้ามามีส่วนในการตรวจสอบบอต
รูปแบบการออกแบบอัลกอริทึมจะทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับการบิดเบือนข้อมูลและความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ หน่วยงานกำกับดูแลของสหภาพยุโรปเข้ามาเทคแอคชั่นเรื่องนี้อีกครั้ง
ภายในเดือนตุลาคม สมาชิกของ Bloc จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งเพื่อป้องกันผู้กระทำความผิดในโลกไซเบอร์ ในขณะเดียวกัน ธนาคารกลางยุโรปจะเน้นการทดสอบความยืดหยุ่นทางไซเบอร์ของธนาคารชั้นนำ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน
ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจะกระตุ้นความต้องการในการใช้งานเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง แม้ว่าอุปทานจะส่งผลกระทบต่อสิ่งต่างๆ เช่น ชิปหน่วยความจำ รัฐบาลในประเทศแถบตะวันตกจะยอมให้เงินอุดหนุนเพื่อหลอกล่อผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ให้เข้ามาตั้งโรงงานผลิตที่ประเทศของตนเองและต่อสู้กับการครอบงำตลาดของจีน
แต่คาดว่าพาดหัวข่าวเรื่องการขาดแคลนแรงงานและการเปิดโรงงานล่าช้า การเลื่อนที่น่าสังเกตอย่างหนึ่งคือการเปิดตัวโรงงานผลิตชิปแห่งแรกในอเมริกาของ TSMC ซึ่งเดิมกำหนดไว้ในปี 2024 แต่ตอนนี้จะปิดในปี 2025 การรื้อปรับระบบห่วงโซ่อุปทานเพื่อจุดประสงค์ทางภูมิศาสตร์การเมืองอาจทำให้นวัตกรรมทางเทคโนโลยีดูง่ายขึ้น
10.อุตสาหกรรมสื่อและความบันเทิง
ปี 2023 เป็นปีที่ผู้คนในอุตสาหกรรมสื่อและความบันเทิงคาดหวังว่ารายได้จากโฆษณาทั่วโลกจะกลับมาอีกครั้งหลังจากโควิด Dentsu ซึ่งเป็นบริษัทผลิตสื่อยักษ์ใหญ่ของโลก คาดการณ์ว่ารายได้จากโฆษณาจะเพิ่มขึ้นเกือบ 5% ในปี 2024 คิดเป็นมูลค่า 762,5000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งต้องขอบคุณการเลือกตั้งประธานาธิบดีของอเมริกา การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่ปารีส รวมถึงการแข่งขันฟุตบอลยูโร 2024 ที่กำลังจะมีขึ้น
โดยสัดส่วนรายได้จากการโฆษณาบนแพลตฟอร์มดิจิทัลจะคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของการใช้จ่ายด้านโฆษณาทั้งหมด สาเหตุการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการโฆษณาที่เพิ่มขึ้นมาจากความพยายามของแบรนด์สินค้าชั้นนำในการขยายช่องทางสำหรับโฆษณาอิเล็กทรอนิกส์ที่แสดงในร้านค้าและบนเว็บไซต์ โดยหวังว่าจะชดเชยการชะลอตัวของการใช้จ่ายของผู้บริโภค
เมื่อโฆษณาดิจิทัลเพิ่มมากขึ้น ความกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวก็ทวีความรุนแรงมากขึ้น ในที่สุดในปี 2024 Google ก็จะดำเนินตามแนวทางของ Apple ในการบล็อกคุกกี้ของบุคคลที่สาม แต่หน่วยงานกำกับดูแลของอเมริกากำลังเพ่งเล็งที่จะเข้าไปควบคุมโฆษณาดิจิทัลของ Google แม้ว่าปัญหาเรื่องข้อมูลส่วนตัวรั่วไหลจะเกิดขึ้นในสหภาพยุโรป
แต่คดีต่อต้านการผูกขาดของรัฐบาลกลาง ซึ่งเป็นคดีที่สองกับ Google ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จะต้องไปถึงศาลของอเมริกา แม้ว่าเจ้าหน้าที่อเมริกันมักจะชอบการกำกับดูแลตนเอง แต่พวกเขาก็อาจเข้ามาแทรกแซงเพื่อจำกัดการใช้ AI ในการโฆษณาทางการเมืองในช่วงปีการเลือกตั้ง โดยมีเป้าหมายเพื่อหยุดยั้งการแพร่กระจายของข้อมูลที่บิดเบือน
ยุคสมัยที่มี AI สร้างคอนเทนต์อาจจะสร้างปัญหาให้กับวงการภาพยนตร์ฮอลลีวูดเช่นกัน ความกังวลเกี่ยวกับการแข่งขันกับบอตช่วยจุดชนวนการโจมตีของนักเขียนและนักแสดง การออกมาเคลื่อนไหวของพวกเขาอาจชะลอการเปิดตัวภาพยนตร์ดังเช่น “Mission Impossible: Dead Reckoning Part Two” (ซึ่ง Tom Cruise ต่อสู้กับ AI ที่ชั่วร้าย) สิ่งนี้อาจทำให้รายได้จากหนังบ็อกซ์ออฟฟิศของอเมริกายังไม่สามารถกลับมาทำระดับจากตอนก่อนช่วงการระบาดของโควิดได้
สำหรับบริการสตรีมมิ่ง คู่แข่งรายสำคัญของโรงภาพยนตร์จะต้องดิ้นรนเพื่อเพิ่มจำนวนสมาชิก Disney+ จะขยับมากขึ้นเพื่อเพิ่มส่วนครองตลาด และอาจจะออกกฎห้ามไม่ให้มีการแชร์ยูสเซอร์เนมและพาสเวิร์ดร่วมกันเพื่อบีบให้ผู้ใช้แต่ละคนต้องสมัครแอคเคานต์เป็นของตัวเองเหมือนกับที่ Netflix เคยทำ นอกจากนี้ Disney+ อาจจะเข้าซื้อกิจการของ Hulu ซึ่งเป็นสตรีมมิ่งแพลตฟอร์มเช่นกัน และไม่ว่าการทำแบบนี้จะทำให้ Disney+ กลายเป็นที่ 1 ของวงการสตรีมมิ่งหรือไม่ ก็ยังต้องรอติดตามกันต่อไป
11.อุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์
ปี 2024 อาจเป็นปีที่นักลงทุนในอสังหาริมทรัพย์อาจต้องเผชิญความท้าทายและเหนื่อยมากขึ้นเมื่อต้องเจอกับอัตราดอกเบี้ยที่สูง (กู้มาซื้ออสังหาฯ ให้เช่าค่าเช่าไม่คัฟเวอร์ดอกเบี้ย) การหมดอายุสัญญาเช่า และรูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไป (หลายบริษัทให้พนักงาน Work form Home มากขึ้น) ทำให้อุปสงค์ลดลง อย่างบริษัทในอเมริกาประมาณ 60% อนุญาตให้พนักงานทำงานจากที่บ้านได้ นั่นทำให้สำนักงานเช่าจำนวนถึง 1 ใน 5 ไม่มีผู้เช่า
นอกจากนี้ อัตราการว่างในสำนักงานจะเพิ่มขึ้นเป็น 15% ในแคนาดา แต่เพียง 8% ในสหภาพยุโรป ซึ่งมีการทำงานแบบผสมผสานน้อยกว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ของจีน (และภูมิภาค)
การเงินจะยังคงสั่นคลอน แม้ว่ารัฐบาลจะสนับสนุนก็ตาม พื้นที่ส่วนที่เหลือของเอเชียจะได้เห็นการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป
การชะลอตัวของอุปทานในด้านอสังหาริมทรัพย์จะทำให้ราคาอสังหาริมทรัพย์ในบางพื้นที่สูงขึ้น เนื่องจากโครงการเกิดความล่าช้าหรือถูกยกเลิก ย่านธุรกิจหลัก (CBD) จะเต็มมากขึ้น และอาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจะได้รับความนิยมมากขึ้น
ความต้องการคลังสินค้าและโรงงานจะฟื้นตัว ทรัพย์สินด้านการดูแลสุขภาพและศูนย์ข้อมูลจะเป็นที่นิยม มากขึ้นในช่วงปลายปี 2024 เมื่ออัตราดอกเบี้ยเริ่มลดลง นักลงทุนจะกลับคืนสู่วงการอสังหาฯ กอง REITS ของอินเดียหลายกองที่ประกาศออกขายจะออกสู่สาธารณะ ความหายนะของอสังหาฯ จีนจะทำให้นักลงทุนหันไปลงทุนที่ดูไบหรือออสเตรเลียแทน
สำนักงานและร้านค้าที่ล้าสมัยบางแห่งจะถูกแปลงเป็นที่อยู่อาศัยตามกฎระเบียบที่ผ่อนคลาย ถึงกระนั้นก็ตาม อัตราการจำนองที่สูงและที่อยู่อาศัยใหม่ที่หายากจะทำให้การล่าอสังหาริมทรัพย์ทำได้ยาก
ราคาบ้านซึ่งสูงเกินจริงจากโควิด-19 จะลดลงในหลายพื้นที่ของยุโรป แต่จะยังคงอยู่ในระดับสูงในอเมริกา ผู้ซื้อจะพบว่าการเช่าในอเมริกาถูกกว่าซื้อ
12.อุตสาหกรรมค้าปลีก
ถึงแม้ว่าปัจจัยอัตราเงินเฟ้อที่ลดลงในปีนี้จะทำให้ยอดค้าปลีกเพิ่มขึ้น 2% ดีกว่าปี 2023 ประมาณ 2 เท่า แต่ปัญหาเงินออมในครัวเรือนลดลง การผิดนัดชำระหนี้บัตรเครดิตเพิ่มมากขึ้น จะส่งผลให้ตลาดค้าปลีกฝั่งตะวันตกกลับมาอ่อนตัวอีกครั้ง หลังจากหดตัว 2 ปี ฝั่งอังกฤษและเยอรมนีจะฟื้นตัวช้า การค้าปลีกฝั่งอเมริกาจะต้องเผชิญกับภาวะซบเซาไปอีกอย่างน้อย 1 ปี
ไม่เว้นแม้แต่จีนซึ่งเป็นตลาดค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลกก็ยังเติบโตเพียง 4% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยก่อนการระบาดของโควิดที่ 7% ซึ่งมีปัจจัยมาจากรอยแผลจากตลาดอสังหาริมทรัพย์ของจีนและการไม่มีงานทำของคนรุ่นใหม่ในจีน
ส่วนกลยุทธ์ของแบรนด์ต่าง ๆ มองว่าพวกเขาน่าจะเข้าไปเจาะกลุ่มผู้บริโภคในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่าง มาเลเซีย ไทย และเวียดนาม มากกว่า การช่วยเหลือในเรื่องนี้จะเป็นการแพร่กระจายในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งเกิดจากการเติบโตของอีคอมเมิร์ซ อัตราการเติบโตของยอดขายออนไลน์ที่เร็วที่สุดจะอยู่ที่อินเดีย ซึ่งผู้กำหนดนโยบายกำลังผลักดันอย่างหนักเพื่อส่งเสริมเทคโนโลยีทางการเงิน ฟินเทค และการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลในรูปแบบอื่น ๆ
13.อุตสาหกรรมโทรคมนาคม
ในปี 2024 5G จะแซงหน้า 4G อย่างเต็มตัวและกลายเป็นเทคโนโลยีมือถือที่โดดเด่นและมาแรงในจีน แต่ในภาพการใช้งานจริง ๆ ทั่วโลกของ 5G จะอยู่ที่ระดับแค่ 20% ของการใช้งานเครือข่ายโทรศัพท์ทั่วโลก Ericsson ซึ่งเป็นผู้สร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคม คาดว่าประชากรหนึ่งในสี่ของโลกจะยังไม่สามารถเข้าถึงการใช้งาน 5G
อีกเรื่องที่ถ้าพูดถึงเรื่องการโทรคมนาคมและการสื่อสารจะไม่พูดถึงอินเทอร์เน็ตดาวเทียมของเจ้าพ่อ Tesla และ X อย่าง Elon Musk ที่ก่อนหน้านี้เพิ่งยิง Starlink ขึ้นสู่วงโคจรไปตั้งแต่ช่วงปี 2019 และปี 2024 น่าจะเป็นปีที่ Starlink จะทยอยถูกส่งขึ้นอวกาศและทำหน้าที่ในการทำให้ผู้คนอีกหลายส่วนในโลกที่ยังไม่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้มีเน็ตใช้
Jeff Bezos มหาเศรษฐีเจ้าของ Amazon ที่ให้การสนับสนุนโปรเจกต์ Kuiper ก็มีแผนจะนำดาวเทียมเชิงพาณิชย์ดวงแรกขึ้นสู่อวกาศในปี 2024 เช่นกัน
ไม่ใช่รัฐบาลทุกประเทศยินดีที่จะยอมรับการครอบงำท้องฟ้าของอเมริกา ในส่วนของจีน, สหภาพยุโรปและรัสเซียก็มีโครงการที่จะเปิดตัวดาวเทียมของพวกเขาเอง การแพร่กระจายการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตน่าจะช่วยดึงตลาดสมาร์ตโฟนทั่วโลกให้หลุดจากความกลัวได้ Samsung และ Apple จะยังคงเป็นบริษัทสมาร์ตโฟนที่ใหญ่ที่สุด แต่ Transsion ของจีน (เจ้าของแบรนด์ Tecno, ITEL และ Infinix) ก็กำลังหาทางเข้าไปอยู่ในทอปไฟว์ของแบรนด์มือถือระดับโลกให้ได้ด้วยเช่นกัน
14.เรื่องที่ต้องจับตามอง: ตรวจสอบความเป็นจริง Vision Pro ของ Apple จะวางจำหน่ายในปี 2024 ด้วยราคา 3,499 ดอลลาร์ ซึ่งจะแพงกว่าผลิตภัณฑ์คู่แข่งของ Meta อย่าง Quest 3 ซึ่งมีราคาเพีย 499 ดอลลาร์ แต่ก็มีการคาดการณ์กันว่า Apple อาจจะเปิดตัวรุ่นที่ราคาถูกกว่าในอนาคตก็เป็นไปได้
เทรนด์ธุรกิจ
15.อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
ผู้คนในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมีความหวังว่าจะมีช่วงเวลาที่ดีในปี 2024 มีการคาดการณ์ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ออกเดินทางท่องเที่ยวจะอยู่ที่ 1,800 ล้านคน ซึ่งถือว่าจำนวนเพิ่มขึ้นเกือบกลับไปแตะระดับเดียวกับที่เคยทำได้ในปี 2019
การใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวระหว่างประเทศจะแตะระดับ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ โดยได้รับแรงหนุนจากราคาตั๋วโดยสารและที่พักที่เพิ่มสูงขึ้น การเพิ่มเที่ยวบินภายในประเทศและการเดินทางทางอากาศจะสูงถึงระดับก่อนเกิดโรคระบาด บริษัทต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจะมีกำไรสูง
บริษัทผู้ผลิตเครื่องบินอย่าง Airbus และ Boeing จะต้องรับมือกับคำสั่งซื้อเครื่องบินที่รอต่อคิวยาวเหยียดที่ค้างอยู่ รวมถึงการจัดหาเครื่องบินใหม่ให้สายการบินเพิ่มขึ้นอีกกว่า 1,484 ลำ หนึ่งในนั้นคือเครื่องบิน A321XLR ลำตัวแคบรุ่นใหม่ของ Airbus ที่สามารถบินได้ระยะทางไกลถึง 8,700 กิโลเมตรแบบไม่ต้องจอดพัก ด้าน Air New Zealand จะเสนอตู้นอนในชั้นอีโคโนมีคลาส นักท่องเที่ยวที่มองหาความแปลกใหม่อาจไปเยี่ยมชมโรงแรมที่สูงที่สุดในโลกในดูไบ หรือโรงแรมที่พิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติในเทกซัส อย่างไรก็ตาม ราคาที่สูงขึ้นจะลดอัตราการเข้าพักของโรงแรม
ปี 2024 เป็นปีที่ท้าทายสำหรับหลายอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มจะเติบโตเพราะได้รับอานิสงส์จากอัตราดอกเบี้ยที่เริ่มจะลดลง หรือแม้แต่โควิดที่ผู้คนมองเป็นเหมือนโรคหวัดทั่วไป ก็ทำให้อุตสาหกรรมอย่างยานยนต์ พลังงาน สื่อสาร สื่อและความบันเทิง การพบปะ เติบโตมากขึ้น แต่อุตสาหกรรมอย่างค้าปลีกออฟไลน์น่าจะยังต้องเผชิญความยากลำบากต่อไปจากพฤติกรรมแบบ New Normal ที่ผู้คนเคยชินกับการสั่งของออนไลน์
นอกจากนี้ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวน่าจะกลับมาบูมอีกครั้งเพราะผู้คนไม่ได้ไปไหนมาไหนอยู่หลายปีทำให้มีการสะสมดีมานด์ อุตสาหกรรมการแพทย์จะเติบโตอย่างช้า ๆ แต่จะเติบโตไวในหมวดที่ตอบสนองต่อเทรนด์สังคมผู้สูงอายุและเทรนด์ความงาม ก็ต้องติดตามกันต่อไปว่าตลอดทั้งปี 2024 จะมีความเปลี่ยนแปลงอะไรที่เกิดขึ้นกับโลกใบนี้บ้าง เพราะทั้งเรื่องสังคม เศรษฐกิจ การเมือง เป็นเรื่องที่มีพลวัตอยู่ตลอด หน้าที่ของเราคือติดตาม ประเมินสถานการณ์ และปรับตัวเข้ากับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป
อ้างอิง
–
Website : Marketeeronline.co /

