ตลาดอีคอมเมิร์ซไทยมูลค่า 980,000 ล้านบาทในปี 2566 เป็นมูลค่าสูงเป็นอันดับสองใน SEA รองจากอินโดนีเซีย
การเติบโตของตลาดอีคอมเมิร์ซในไทย ธนวัฒน์ มาลาบุปผา CEO & Co-Founder of Priceza | Honorary President of Thai E-Commerce Association มองว่าเป็นการเติบโตพร้อมกับเทรนด์ที่น่าสนใจ 5 ประการ ได้แก่
1. Ecommerce กลับมาดุเดือด จากคู่แข่งรายใหม่จากจีน
ในปี 2024 ธนวัฒน์คาดการณ์ว่าตลาดอีมาร์เก็ตเพลสไทยจะมีคู่แข่งรายใหม่เกิดขึ้นอีก 1 ราย
โดยคู่แข่งนี้เป็นคู่แข่งจากจีนที่ชื่อ Pinduoduo ซึ่ง Pinduoduo เป็นอีคอมเมิร์ซที่มีส่วนแบ่งตลาดอันดับสี่ในประเทศจีน
ซึ่งในประเทศจีน Pinduoduo ใช้กลยุทธ์การตลาดขายสินค้านอนแบรนด์ราคาถูก และบุกในรูปแบบป่าล้อมเมือง เข้าไปในตลาดที่เป็นจังหวัด Tier 3-4 ก่อน และขยายบริการไปยังจังหวัดอื่น ๆ ต่อเนื่อง
การบุกตลาดของ Pinduoduo ในประเทศไทย ธนวัฒน์คาดการณ์ว่าอาจจะมาในครึ่งปีแรก 2024 และยังไม่สามารถฟันธงได้ว่ามาในรูปแบบบิซิเนสโมเดลไหน
แต่เชื่อว่า Pinduoduo ใช้งบการตลาดซับซิไดรฟ์ลูกค้าเพื่อสร้างฐานลูกค้าและแทรฟฟิก
และทำให้เกิดการแข่งขันในตลาดอย่างดุเดือดมากขึ้น
การแข่งขันที่ว่านี้จะเป็นการแข่งขันพร้อมกับการหาจุดยืนในตลาดเพื่อความอยู่รอดในธุรกิจ เช่น ลาซาด้าจะแข่งขันผ่านจุดเด่น Lazmall ช้อปปี้ แข่งเรื่องความหลากหลาย เป็นต้น
2. Content และ Commerce จะหลอมรวมกัน และตามล่าของ Affiliate
การมาของติ๊กต็อกทำให้เห็นการหลอมรวมกันระหว่าง Content และ Commerce ที่สามารถสร้างรายได้จากการขายสินค้าได้
และเชื่อว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นในตลาดอีคอมเมิร์ซไทยปีนี้ คือ การเสนอขายสินค้าในรูปแบบ Content ผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ เพื่อเชื่อมโยงไปยังการขายได้ในทันที
ธนวัฒน์เล่าว่าในต่างประเทศ แพลตฟอร์มอย่างเช่น YouTube มีการขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์ม
ส่วนเฟซบุ๊กในอเมริกามีการจับมือกับเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ Amazon ที่ให้ผู้บริโภคดู Content จากเฟซบุ๊กและกดสั่งสินค้าใน Amazon ได้ทันที
นอกจากนี้ เทรนด์ Content สู่ Commerce ยังก่อให้เกิดความต้องการ Influencer เพื่อเป็นกระบอกเสียงขายสินค้าให้กับแบรนด์ ทั้งในรูปแบบ Content หรือ Live ขายสินค้า
การสื่อสารผ่าน Influencer ธนวัฒน์ชี้ให้เห็นข้อมูลว่าผู้บริโภค 81% ยอมรับสินค้าที่มี Influencer นำเสนอ
โดยกลุ่มสินค้าที่มีการนำเสนอ Content ผ่าน Influencer ที่ผู้บริโภคเห็นและตัดสินใจซื้อจะมีความแตกต่างกันไป
ผู้บริโภค 71% ซื้อสินค้าในกลุ่มบิวตี้ที่เกิดจาก Content ของ Influencer
58% กลุ่มแฟชั่นและรองเท้า
58% กลุ่ม Groceries และอาหาร
42% กลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์
33% กลุ่มท่องเที่ยว
30% กลุ่มมีเดีย
20% กลุ่ม Financial Service
ทำให้ Influencer กลายเป็นเครื่องมือสื่อสารที่จะกระตุ้นให้เกิดยอดขายใหม่ ๆ
โดยเฉพาะกลุ่มบิวตี้ และแฟชั่น, รองเท้า ที่ผู้บริโภคมีพฤติกรรมเห็นและซื้อตามในจำนวนที่สูง จนก่อให้เกิดค่าตัว Influencer ในกลุ่มดังกล่าวเพิ่มสูงขึ้น จากการแย่งตัวโปรโมตสินค้า
ซึ่งรูปแบบการสื่อสารผ่านคอนเทนต์ Influencer ไม่จำเป็นต้องพูดถึงสินค้าที่มีการว่าจ้าง แต่จะมาในรูปแบบการถือสินค้าระหว่างไลฟ์ โดยเฉพาะการไลฟ์ที่มีประเด็นดราม่า
เช่น เจนิส เจณิสตา ที่ส่งคลิปชี้แจงถึงประเด็นการแต่งตัว ใส่ชุดขาวไปงานแต่ง คิม-หมาก ที่ผ่านมา และในคลิปได้ถือสินค้าในมือ โดยไม่ได้พูดถึงสินค้านั้น แต่สินค้าที่เจนิสถือในขณะชี้แจงผ่านคลิป ได้สร้างความสนใจของผู้เข้าดู จนถามถึงสินค้าที่ถืออยู่ในมือ
และเจนิสได้ปิดการขายด้วยการแปะชื่อร้านที่ขายนั้นให้ผู้สนใจกดเข้าซื้อได้ทันที
3. เส้นทางสายไหมยุคใหม่ เชื่อมไทยกับจีนเข้าด้วยกันผ่านอีคอมเมิร์ซ
จากสนธิสัญญาการค้าระหว่างไทย-จีน ทำให้จีนสามารถนำสินค้ามาขายในไทยผ่านอีคอมเมิร์ซทั้งในรูปแบบส่งสินค้ามาจากจีนโดยตรงผ่านเครื่องบิน และการนำสินค้าจากจีนจำนวนมาก ๆ เข้ามาพักอยู่ใน Bonded Warehouse ที่เป็น Free Trade Zone Distribution Center EEC/eWTP ได้โดยยกเว้นกฎเกณฑ์ในเรื่องการนำเข้าสินค้าในรูปแบบปกติ ทั้งการยกเว้นขอใบอนุญาตนำเข้า
ยกเว้นใบรับรองมาตรฐานความปลอดภัยของสินค้า
ยกเว้นภาษีศุลกากร
ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (ในกรณีที่สินค้ามีมูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาท)
และสนธิสัญญานี้ทำให้สินค้าจีนเข้ามาขายในไทยผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ จำนวนมาก ทั้งในรูปแบบส่งจากจีนและไทย
4. การค้าปลีกยุคใหม่เติบโต
อ้างอิงจากข้อมูล We Are Social มกราคม 2023 คนไทยเข้าถึงอินเทอร์เน็ต 61.2 ล้านคน เป็นยอดผู้ใช้ที่ไม่เพิ่มมากนักเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปี 2021 และ 2022
ปี 2021 คนไทยเข้าถึงอินเทอร์เน็ต 61 ล้านคน
ปี 2022 คนไทยเข้าถึงอินเทอร์เน็ต 61.1 ล้านคน
การเติบโตของอัตราเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของคนไทยมาพร้อมกับการใช้เวลาบนอินเทอร์เน็ตที่ลดลง
จากเกือบ 8.5 ชั่วโมงต่อวันในมกราคม 2022 เหลือเพียง 8 ชั่วโมงในเดือนมกราคม 2023
และธนวัฒน์มองว่าการอยู่บนโลกอินเทอร์เน็ตที่ลดลงทำให้เกิดเทรนด์ผู้บริโภคที่กระโดดไปมาระหว่างโลกออนไลน์และออฟไลน์
เช่น ผู้บริโภคหาข้อมูลในโลกออนไลน์ก่อนที่จะไปจับดูสินค้าในโลกออฟไลน์ และกลับมารอโปรโมชั่นสั่งซื้อสินค้าในโลกออนไลน์
อ้างอิงจากข้อมูล Nielsen Consumer Media & View 2023 พบว่า
ผู้บริโภคไทย 59% ค้นหาข้อมูลของสินค้าผ่านอินเทอร์เน็ตก่อนที่จะไปดูสินค้าที่หน้าร้านออฟไลน์
53% ดูและจับสินค้าที่หน้าร้านออฟไลน์ และไปซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์
ซึ่งพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ทำให้เกิดการซื้อสินค้าในรูปแบบ Omni Channel ที่เชื่อมประสบการณ์ลูกค้าระหว่าง ออนไลน์-ออฟไลน์ และออฟไลน์-ออนไลน์ มากขึ้น
ในช่วงก่อนโควิด-19 สัดส่วนการขายจะมาจาก
การหาข้อมูลและซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ 15%
การหาข้อมูลและซื้อสินค้าผ่านช่องทางออฟไลน์ 49%
Omni Channel 36%
ปัจจุบัน
ออนไลน์ 23%
ออฟไลน์ 39%
Omni Channel 38%
คาดการณ์ปี 2027
ออนไลน์ 30%
ออฟไลน์ 30%
Omni Channel 40%
5. ต้นทุนค่าโฆษณาออนไลน์จะสูงขึ้นต่อเนื่อง และถูกย้ายไปลง Retail Media Ecommerce มากขึ้น
จากการออกกฎมาตรการให้ผู้ใช้อนุญาตนำข้อมูลไปใช้ของแอปเปิลในปี 2021 และ Google จะเริ่มนำมาตรการนี้มาใช้ในปี 2024 ยิ่งทำให้แบรนด์มีข้อมูลของกลุ่มลูกค้าน้อยลง ในค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น
และแบรนด์เริ่มหันไปใช้ข้อมูลจากอีคอมเมิร์ซเนื่องจากเป็นแพลตฟอร์มที่เก็บดาต้าของผู้บริโภคจากการเข้ามาซื้อสินค้าพร้อมกับใช้เม็ดเงินไปกับ Retail Media Ecommerce มากขึ้นเช่นกัน
–
