ในโลกการทำงานมีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้น บ้างเป็นเรื่องดี บ้างเป็นเรื่องร้าย โดยหากเป็นเรื่องดีย่อมพาบริษัทสู่ขาขึ้น และทีมควรได้รับคำชมในความสำเร็จ

ส่วนถ้าเป็นตรงกันข้าม เกิดความผิดพลาดขึ้นแล้วฉุดให้งานสะดุด ต้องมีการว่ากล่าวตักเตือนให้ผู้รับผิดชอบรับรู้ ปรับปรุงผลงาน และไม่ทำผิดซ้ำอีก

การว่ากล่าวตักเตือนถือเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์อย่างหนึ่งในโลกการทำงาน ที่ทั้งผู้บริหารและพนักงานต้องใช้ให้เป็นมาทุกยุคทุกสมัย โดยปัจจุบันต้องทำอย่างรอบคอบยิ่งขึ้น

เพราะหากแรงเกินไป พนักงานที่ไม่พอใจอาจไปโพสต์ระบายผ่านสื่อโซเชียลในมือ จนส่งผลต่อชื่อเสียงและหัวหน้าทีม ประกอบกับคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะ Gen Z ก็อ่อนไหวต่อคำวิจารณ์อย่างมาก

ดังนั้น คำถามคือ จะตักเตือนเมื่อทำพลาดอย่างไรให้เหมาะสม เพื่อให้เกิดประโยชน์กับงาน และความสัมพันธ์ในองค์กรยังคงแน่นแฟ้น  

ตรงประเด็น: สิ่งแรกที่ควรทำเมื่อถึงคราวต้องว่ากล่าวตักเตือนสมาชิกในทีมงานหรือพนักงานในความดูแล คือการมุ่งไปที่ความผิดพลาด เพื่อให้คนต้นเรื่องได้รู้อย่างชัดเจนและเร็วที่สุด

ชี้วิธีแก้ไขให้เห็น: สิ่งต้องทำข้อถัดมาถือ การชี้แนวทางแก้ไขต่าง ๆ ให้เห็น เช่น ต้องปรับตรงไหน ลดหรือเพิ่มอะไรบ้างเพื่องานดีขึ้น ที่อาจเรียกตามสำนวนไทยว่า ติเพื่อก่อ ซึ่งตรงกับคำภาษาอังกฤษว่า Constructive Critique นั่นเอง

ใช้น้ำเย็นเข้าลูบก่อน: อีกอย่างที่ลืมไม่ได้เลยเมื่อต้องตักเตือนทีมงานคือ ภาษาและโทนเสียงที่ใช้ แน่นอนว่า ทุกความผิดพลาดที่เกิดต้องมีผู้รับชอบ และหัวหน้างานก็คงไม่สบอารมณ์กับเรื่องนี้

นี่จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ฝ่ายหัวหน้าต้องตักเตือนด้วยเสียงดัง แต่ก็ควรระวังไม่ให้ดังเกินไป และคำที่ใช้แรงเกินไปด้วย เพื่อถนอมน้ำใจให้ทำงานต่อไปได้นาน ๆ  พร้อมลดการมีปากเสียงตอบโต้กันจนความสัมพันธ์ของทีมงานร้าวฉาน

ไม่เอาเรื่องส่วนตัวมาเกี่ยว: ในเมื่อเป้าหมายคือการปรับปรุงคุณภาพงาน และประสิทธิภาพในการทำงานให้ดีขึ้น ก็ควรเน้นไปที่ตัวงาน และตัดเรื่องส่วนตัว ไล่ตั้งแต่รูปร่างหน้าตา การแต่งกาย รวมไปถึงเพศสภาพต่าง ๆ

การทำเช่นนี้นอกจากแสดงให้เห็นว่า นอกจากเอางานเป็นที่ตั้งแล้ว ยังบอกให้รู้ด้วยว่า รู้จักแยกแยะและทันยุคทันสมัย ซึ่งจะทำให้ได้ใจคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z ที่มีอายุระหว่าง 12-27 ปี ที่อ่อนไหวคำวิจารณ์อย่างมาก

ถ้าติดขัดปรึกษาได้: เคล็ดไม่ลับข้อสุดท้ายที่ช่วยให้การว่ากล่าวตักเตือนทีมงานหรือพนักงานที่ทำผิดเกิดประโยชน์สูงสุดกับองค์กร คือจบบทสนทนาด้วยคำถามปลายเปิด

เช่น “ถ้าสงสัยตรงไหนเพิ่มเติมถามได้” หรือ “ถ้ามีอะไรให้ช่วย หรือขาดเหลืออะไรสอบถามได้”

การทำอย่างนี้แสดงให้เห็นว่า คุณไม่ได้เรียกลูกน้องหรือผู้ใต้บังคับบัญชามาตักเตือนหรือดุด่าเพียงอย่างเดียว ทว่าพร้อมยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือไม่ว่าเมื่อไหร่ที่ร้องขอ

เพื่อให้การทำงานครั้งต่อไปไม่มีความผิดพลาดเกิดขี้น และความสัมพันธ์ในทีมกลับมากระชับโดยเร็วที่สุดอีกด้วย ♦/fastcompany


ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer