ในวันนี้ Shoppertainment กลายเป็นหนึ่งในกุญแจที่สำคัญกับการขายสินค้าต่าง ๆ ในไทย และเอเชียแปซิฟิก
จากตัวเลขของ TikTok พบว่าในปี 2022 มูลค่า Shoppertainment ในประเทศไทยมีเพียง 3,400 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 122,600 ล้านบาท (อ้างอิงเรต 1 usd = 36.05 บาท) และจะเพิ่มเป็น 12,400 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 447,000 ล้านบาท ในปี 2025
ส่วนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มีมูลค่าเติบโตจาก 500,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 18.03 ล้านล้านบาท ในปี 2023 เป็น 1.1 ล้านล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 39.66 ล้านล้านบาทในปี 2025
การเติบโตของ Shoppertainment ในประเทศไทย จนกลายเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูงมาจาก
– คนไทยเป็นผู้บริโภคที่เปิดรับเทรนด์ต่าง ๆ ได้ง่าย ประกอบกับอีโคซิสเต็มส์ของการช้อปปิ้งออนไลน์มีความพร้อมทั้งอีโคซิสเต็มส์ของอีคอมเมิร์ซ การขนส่ง และความคุ้นชินของคนไทยในการช้อปออนไลน์
– เศรษฐกิจของคอนเทนต์ครีเอเตอร์ อินฟลูเอนเซอร์ที่อยู่คู่กับไทยมานาน และคนไทยมีความเชื่อในสิ่งที่บุคคลที่สามเป็นผู้แนะนำ
– แบรนด์และนักการตลาดเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคพร้อมกับปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการเข้าถึงผู้บริโภคในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป
สำหรับการซื้อสินค้าของผู้บริโภคบนโลกออนไลน์ TikTok ให้ข้อมูลว่าในปัจจุบันตัดสินใจซื้อสินค้าจากเหตุผล 6 ประการ ทั้งในแง่ของ ฟังก์ชันนอล ในอีโมชันนอล
ในด้านฟังก์ชันนอลผู้บริโภคตัดสินใจซื้อสินค้าจาก
– เลือกสินค้าที่ดีที่สุด
– ซื้อสินค้าที่ทำให้ชีวิตดีขึ้น
– ความสะดวกสบายในการซื้อของ ง่าย สะดวก จัดส่งไว
อีโมชันนอล
– ไม่ได้ซื้อของที่จำเป็นต้องใช้ แต่โดนแนะนำมา ป้ายยาว่าดี
– อยากลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเอง สร้างลุคใหม่ให้กับตัวเอง
– ทำตามใจตัวเอง เช่น ผู้หญิงมีลิปสติกได้หลายแท่งและหลายเฉดสี ตอบโจทย์ความรู้สึกดีกับตัวเอง เป็นต้น
แต่สิ่งที่สำคัญคือฝั่งอีโมชันนอล ที่เป็นความท้าทายของนักการตลาดในการเข้าถึงอีโมชันนอลของผู้บริโภคได้อย่างตรงจุด
เนื่องจาก 2 ใน 3 ของลูกค้าใหม่ตัดสินใจซื้อสินค้าของแบรนด์นั้น ๆ มาจากความรู้สึกน่าลอง น่าใช้
นอกจากนี้ จากข้อมูลที่ TikTok ทำวิจัยร่วมกับ Accenture Song ยังพบว่า ในปี 2024 ผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจในการซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านแนวคิด 3C ได้แก่
C – Consider ซื้อเพราะสัญชาตญาณมากกว่าส่วนลด
จากผลวิจัยพบว่า
88% ของผู้บริโภคได้รับอิทธิพลจากคอนเทนต์ที่ไม่ได้ลดแลกแจกแถม จากการที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับคอนเทนต์ที่มีเนื้อหาสาระ มีแวลู่ที่ตรงกับใจมากกว่า
ซึ่งพฤติกรรมการซื้อสินค้าผ่านโซเชียลมีเดีย ผู้บริโภคที่เคยมีประสบการณ์การซื้อจะมีแนวโน้มที่จะเชื่อสัญชาตญาณของตัวเองในการตัดสินใจซื้อจากคอนเทนต์ที่นำเสนอแวลู่ของสินค้า และตรงกับความต้องการ มากกว่าคนที่ไม่เคยซื้อถึง 2.6 เท่า
71% อยากได้ข้อมูลอยู่ในที่เดียว เห็นสินค้า รีวิว และซื้อได้ทันทีในที่เดียว
56% ไม่อยากไปหาว่าสินค้าที่ไหนราคาถูกกว่ากัน
C-Consumer ความคาดหวังของผู้บริโภค
93% คาดหวังว่าใน 1-2 ปีหน้า เมื่อคอนเทนต์และเจอสินค้าที่ถูกใจ สามารถกดซื้อสินค้าลงตะกร้าได้เลย โดยไม่ต้องสลับแพลตฟอร์มเข้าซื้อสินค้า
89% ใน 1-2 ปีหน้า คอนเทนต์ที่แบรนด์ทำหรือคอนเทนต์ที่ครีเอเตอร์ทำ ต้องมีทั้งข้อมูลและเอนเตอร์เทนเมนต์ในคอนเทนต์เดียวกัน
80% อยากได้ข้อมูลสินค้าที่ครบถ้วนในที่เดียว
85% ค้นหาสินค้าผ่านโซเชียลมีเดีย และเอนเตอร์เทนเมนต์แพลตฟอร์ม
97% คาดหวังว่าหลังจากค้นหาคอนเทนต์และสามารถซื้อได้เลยในที่เดียวกัน
C-Connect ระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค และผู้บริโภคกับผู้บริโภค
60% ได้รับอิทธิพลจากคอนเทนต์ที่หลากหลายที่มาจากคนอื่นที่ไม่ใช่แบรนด์
11% ได้รับอิทธิพลจากแบรนด์อย่างเดียว
อย่างไรก็ดี การเติบโตของ Shoppertainment เป็นการเติบโตที่มาพร้อมกับการเติบโตของโซเชียลคอมเมิร์ซ ที่เชื่อว่าในปีนี้จะมีการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากแบรนด์เล็กและใหญ่เข้ามาร่วมเล่นในตลาดมากขึ้น
–
