SHU ทำความรู้จักโลคอลแบรนด์สยามสแควร์ สู่ตลาดหลักทรัพย์ และการเปิดแฟลกชิปสโตร์ที่สิงคโปร์

จากโลคอลแบรนด์แฟชั่นที่เติบโตมากับสยามสแควร์ของนิสิตจุฬาฯ ปัจจุบัน คุณกรกนก สว่างรวมโชค ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ชู โกลบอล จำกัด

 

 

นำแบรนด์ ชู (SHU) เติบโตจนเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ยืนเคียงกับแบรนด์แฟชั่นอินเตอร์ในตลาดได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ

และกำลังจะก้าวเข้าสู่สเต็ปใหญ่ในปี 2568 ด้วยการเตรียมนำแบรนด์เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ พร้อมก้าวเป็นโกลบอลเชนสโตร์ ด้วยการแลนดิ้งสาขาใหม่ที่ต่างประเทศครั้งแรก ณ สิงคโปร์ในปีเดียวกัน

Marketeer ถือโอกาสนัดพูดคุยกับคุณกรกนก เกี่ยวกับเรื่องราวต่าง ๆ ของ SHU หลังได้พบกันในงานประกาศผลรางวัลเกียรติยศแห่งความภาคภูมิใจของเอสเอ็มอีไทย ซึ่งคุณกรกนกเป็นหนึ่งใน 5 ผู้ประกอบการที่ได้รับรางวัล “Bai Po Business Awards by Sasin” ครั้งที่ 19

ในมิติการบริหารจัดการด้านการสร้างตราสินค้าและการตลาด (Branding and Marketing) การบริหารจัดการด้านสินค้าและบริการที่สร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า (Customer-Focused Product and Service) และการสร้างธุรกิจด้วยพลังแห่งการเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneurship)

พรีออเดอร์

จุดเริ่มต้นของ SHU มาจากพื้นฐานทางบ้านของเธอที่เป็นแบบหาเช้ากินค่ำ เลยต้องการหารายได้ด้วยตนเองเพื่อช่วยทางบ้าน จึงเริ่มต้นธุรกิจจากแรงบันดาลใจที่ชื่นชอบแฟชั่น ตั้งแต่ตอนยังเป็นนิสิตจุฬาฯ โดยใช้แบบ Mix & Match ด้วยสไตล์เครื่องแต่งกายใช้เอง คอนเซ็ปต์ Sense of Fashion แรกเริ่มด้วยกระเป๋าก่อน ตามด้วยเสื้อผ้า

เธอเริ่มต้นธุรกิจด้วยเงินทุน 0 บาท ซึ่งข้อจำกัดดังกล่าวทำให้นำวิธี “พรีออเดอร์” มาใช้ ซึ่งถือว่ายังไม่เป็นที่รู้จักในสมัยนั้น โดยเธอออกแบบสินค้า และจัดหาการผลิตเองทั้งหมด ซึ่งเป็นโมเดลบิสิเนสของบริษัทมาจนปัจจุบัน ถึงแม้ตัวเองจะเริ่มลดบทบาทดังกล่าวลง หลังต้องหันมาดูส่วนงานบริหารเป็นหลักในปัจจุบัน

Bus Stop เป็นร้านแรกของเธอ โดยเน้นขายกระเป๋า เสื้อผ้า รองเท้า ที่ดิจิตอลเกตเวย์ (ปัจจุบันเป็นชื่อ เซ็นเตอร์พอยท์) สยามสแควร์ ซึ่งเป็นโครงการที่ปลุกยุครีเทลของสยามสแควร์ให้เฟื่องฟูขึ้นมา

ทำจนกระทั่งได้เงินทุนเพื่อต่อยอดและขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็น Sexy de Cute หลังเรียนจบ และมีเวลามาโฟกัสกับงานธุรกิจเต็มตัว

ต่อมาวิกฤตการเงินแฮมเบอร์เกอร์ ส่งผลให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน จึงรีแบรนด์มาสู่ Shuberry เพื่อขยายเข้าห้างสรรพสินค้า จากที่เดิมพอร์ตร้านสาขาอยู่ในพื้นที่สยามสแควร์ทั้งหมด

ก่อนจะรีแบรนด์อีกครั้งภายใต้ชื่อ “SHU” โลคอลแบรนด์รองเท้าแฟชั่นที่ผู้บริโภครู้จักกันในปัจจุบัน

Everyday Lifestyle Fashion

SHU วางโพสิชั่นนิ่งชัดเจนให้เป็นแบรนด์รองเท้าแฟชั่นที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ลูกค้าแต่ละกลุ่มที่วางไว้ ให้สามารถเข้าถึงโปรดักต์ในราคาเป็นมิตร และใช้งานได้ในชีวิตประจำวัน

 

 

สัดส่วนสินค้าปัจจุบันของแบรนด์เป็นรองเท้า ซึ่งมีราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1,000-3,000 บาทต่อคู่ ยอดขายเฉลี่ย 20,000-30,000 คู่ต่อเดือน

ในตลาดแฟชั่นแบรนด์ จุดแข็งของ “รองเท้า” คือผู้ประกอบการสามารถสร้างแบรนด์รอยัลตี้กับผู้บริโภคได้มากกว่าโปรดักต์เซกเมนต์อื่น ๆ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการทำตลาดและพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างมุ่งมั่นและต่อเนื่อง

Sofashoes

จุดเปลี่ยนที่ทำให้แบรนด์กลายเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางจากที่เดิมมีฐานลูกค้าเฉพาะกลุ่ม คือการพัฒนานวัตกรรมรองเท้า Sofashoes ที่พื้นมีความนุ่มและรองรับน้ำหนักเท้าได้ดี

 

ผ่านการรับรองโดยแพทย์ด้านศัลยกรรมกระดูกและข้อ ว่ารองเท้าช่วยลดอาการโรครองช้ำได้ และได้รับรางวัลนวัตกรรมดีเด่นจากกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ปี 2556 ส่งผลให้แบรนด์เป็นที่รู้จักในวงกว้างหลังจากนั้นเป็นต้นมา

ไลฟ์สด

ก่อนวิกฤตโรคระบาด ยอดขายมาจากหน้าร้าน 80% แต่ความโชคดีของแบรนด์ คือเริ่มทำตลาดออนไลน์อย่าง “ไลฟ์สด” มาได้สักพักแล้ว เนื่องจากไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งกลายมาเป็นกลยุทธ์หลักของแบรนด์ในช่วงโควิด และช่วยรักษาการจ้างงานของพนักงานหน้าร้านไปได้ในตัว

สัดส่วนยอดขายออนไลน์ของแบรนด์เติบโตต่อเนื่อง ปี 2020-2022 ขยายตัว 13% 32% 40% ตามลำดับ จากความอัดอั้นในการใช้จ่ายของผู้บริโภคช่วงล็อกดาวน์

ก่อนดาวน์ลงมาเป็นระดับที่แบรนด์วางไว้เป็นมาตรฐานแต่แรก เติบโต 15% ในปี 2023 ซึ่งตั้งเป้าให้เติบโตในระดับนี้ต่อเนื่องทุกปี

และยังคงให้ความสำคัญกับไลฟ์สด เพื่อช่วยส่งเสริมการรับรู้สินค้าและสร้างยอดขายให้กันแก่หน้าร้านสาขาไปด้วยในตัว

กลยุทธ์คอลแลบส์

กลยุทธ์การตลาดหลักของแบรนด์ คือการสร้างการรับรู้ด้วยการฝากโปรโมตสินค้าผ่านอินฟลูเอนเซอร์ และร่วมเป็นพาร์ตเนอร์กับแบรนด์แฟชั่น ซึ่งเป็นคีย์ซัคเซสของแบรนด์แฟชั่น

ควบคู่ไปกับการพัฒนาสโตร์ แบรนดิ้งให้ทันกระแสอยู่เสมอ ทั้งยังเหมาะกับโลคอลแบรนด์แบบ SHU ที่ไม่ได้มีเงินถุงเงินถังมาซื้อสื่อโฆษณา

 

คอลเลกชั่นที่คอลแลบส์ซึ่งประสบความสำเร็จมาก ๆ อย่างคุณวทานิกา ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา ดีไซเนอร์แห่งแบรนด์ VATANIKA ที่มาร่วมสร้างสรรค์ผลงานพิเศษ SHU x VATANIKA เกิดผลตอบรับที่ทำให้แบรนด์ได้รับความสนใจและถูกเลือกใส่จากเหล่าคนดัง เซเลบริตี้ ดารา เพิ่มขึ้นอย่างมาก

SHU Global

SHU เริ่มก้าวสู่ภาพลักษณ์ของอินเตอร์แบรนด์ จากการที่เธอเริ่มหานางแบบเกาหลีใต้มาโปรโมต ผ่านการทำรีเสิร์ชหาบนอินสตาแกรม โดยเธอดีลงานเองทุกกระบวนการ

ต่อเนื่องไปยังการที่โปรดักต์ได้ไปลงกับ Vogue หรือสไตล์ลิสต์นำไปให้นางแบบ Victoria’s Secret ใส่คู่กับคอสตูมจากแบรนด์ไฮเอนด์ นำพาแบรนด์ให้เข้าสู่รันเวย์ระดับโลก และเป็นการแอปพรูฟแบรนด์สู่ระดับ Global

 

ก่อนมาถึงจุดพีคสุดอย่างการคอลแลบส์ SHU x The Manners โดยร่วมกับ The Manners Sisters ราชนิกุลแห่งสหราชอาณาจักรอังกฤษ โดยได้สไตล์ลิสต์ที่แบรนด์มีคอนเนกชั่นอยู่ติดต่อกันให้

โดย The Manners นับเป็นตระกูลชั้นสูงแห่งราชวงศ์อังกฤษ กับ 3 พระธิดา Lady Violet Diana Louise Manners พี่สาวคนโต, Lady Alice Lilly Manners พี่สาวคนกลาง และน้องสาวคนสุดท้อง Lady Eliza Charlotte Manners

Physical Store

ปัจจุบัน SHU มีทั้งหมด 41 สาขา แบ่งเป็นสแตนด์อโลนด์ 20 สาขา สาขาการฝากขาย (Consignment) หรือเคาน์เตอร์แบรนด์ในห้างฯ 21 สาขา สาขาทอปเซลส์ สยามสแควร์, เซ็นทรัลเวิลด์, เมกาบางนา, เซ็นทรัลเวสต์เกต

 

รองเท้ายังเป็นพอร์ตหลักของทุกสาขา อาจจะมีโปรดักต์เสริมอื่น ๆ อาทิ เสื้อผ้า กระเป๋า ในสัดส่วนเล็กน้อยสำหรับบางสาขาที่มีแทรฟฟิกกำลังซื้อสูง โดยกระเป๋าเป็นหนึ่งในโปรดักต์ที่แบรนด์จะใช้สร้างการเติบโตในตลาดใหม่ ๆ หลังจากนี้

นอกเหนือจากพอร์ตรองเท้าที่แข็งแรงอยู่แล้ว และจะเพิ่มพอร์ตยูนิเซ็กซ์สำหรับกลุ่มรองเท้าให้มากขึ้น เพื่อสร้างทางเลือกที่หลากหลายให้ผู้บริโภคต่อไป

ด้านไทป์ร้านสาขาสแตนด์อโลนด์ แบ่งเป็น

สแตนดาร์ดสโตร์ ร้านคอมเมอร์เชียลมาตรฐาน

 

คอนเซ็ปต์สโตร์ ร้านที่ดีไซน์ประสบการณ์ให้เหมาะสมตามแทรฟฟิกและโลเคชั่น อาทิ แฟลกชิปแนวสตรีทสไตล์ สยามสแควร์ ซ. 7 หรือเซ็นทรัลเวิลด์ ที่เน้นจับกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูง มีแพสชั่นกับแฟชั่น

ส่วนการขยายสาขา หลังปีที่ผ่านมาแบรนด์ยังคงเน้นพื้นที่ในตัวเมือง ปี 2567 ตั้งเป้าตลาดต่างจังหวัดมากขึ้น เพื่อสร้างการเข้าถึงพื้นที่ใหม่ ๆ ให้ผู้บริโภค อาจจะเป็นโมเดล Consignment ส่วนใหญ่ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับศักยภาพของพื้นที่นั้น ๆ โดยตั้งเป้าขยายให้ได้เดือนละ 2 สาขา

Summer Collection 2024

สำหรับ คอลเลกชั่นซัมเมอร์ 2024 จากเศรษฐกิจที่ยังคงผันผวน ทำให้แบรนด์เน้นการ Collaboration ที่ไม่ต้องลงทุนมาก โดยจะใช้การคอลแลบส์กับดีไซเนอร์ในไทย

SHU x ISSUE (อิชชู่) โลคอลแบรนด์แฟชั่นที่เป็นเหมือนพี่น้องของ SHU จากการเติบโตมาด้วยร้านเล็ก ๆ ในพื้นที่สยามสแควร์เช่นเดียวกัน สร้างโพสิชั่นนิ่งโปรดักต์ให้มีความสดใหม่ รับซีซั่นนอลอย่างซัมเมอร์

เข้าตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ

 

จากยอดขายแตะหลักร้อยล้านบาทครั้งแรกของแบรนด์เมื่อปี 2556 มาถึงปี 2566 ซึ่งอยู่ที่ 390 ล้านบาท และตั้งเป้ารายได้ปี 2567 เติบโต 20%

ปี 2568 แบรนด์เตรียมเข้าสู่มูฟเมนต์ครั้งใหญ่ เพื่อไปสู่เป้าการเป็นโกลบอลเชนสโตร์แบรนด์ จากการเตรียมเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai)

โดยกำหนดร่างหนังสือชี้ชวน (แบบไฟลิ่ง) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (สำนักงาน ก.ล.ต.) ประมาณ ไตรมาส 1-2 และเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) ประมาณไตรมาส 3

ปักหมุด “เมืองเมอร์ไลออน” ฮับรีเทลแห่งเซาท์อีสต์เอเชีย

การเปิดสาขาแฟลกชิปที่สิงคโปร์ ปี 2568 เป็นแพลนของแบรนด์ที่จะต้องเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเข้าตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ สำเร็จหรือไม่

เบื้องต้นประเมินการลงทุนแฟลกชิปสโตร์แห่งนี้ไว้ที่ 10 ล้านบาท และจะใช้เป็นฐานสร้างการรับรู้กระจายไปทางออนไลน์ โดยเธอมองว่าสิงคโปร์นับเป็นฮับด้านรีเทลของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

หากปักหมุดที่นี่สำเร็จ ก็จะเบิกทางให้ขยายสาขาไปยังตลาดอื่น ๆ ได้ อย่าง อินโดนีเซีย มาเลเซีย ซึ่งเป็นแทรฟฟิกที่เข้ามาช้อปปิ้งกันที่สิงคโปร์อยู่แล้ว

Sustainable

 

แบรนด์ให้ความสำคัญเรื่องความยั่งยืนเสมอ ด้วยการออกแบบและผลิตสินค้าให้ทนทาน มีอายุใช้งานได้ยาวนาน และสไตล์ทันสมัย เข้าได้กับแฟชั่นทุกยุค และในอนาคต

โดยแบรนด์ยังมีแผนที่จะนำวัสดุที่เป็นมิตรต่อธรรมชาติมาใช้ทดแทนวัสดุในปัจจุบัน ซึ่งกำลังอยู่ในขั้นตอนของการค้นคว้าวิจัย อันจะนำไปสู่ความยั่งยืนด้านกายภาพต่อไป

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline