Work: นอกจากบทบาทซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมากด้วยอัตราเร่งที่น่าตกใจของปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ และการทำงานแบบผสมผสานระหว่างบ้านกับเข้าบริษัท (Hybrid First) แล้ว

การมีคนหลายรุ่นทำงานร่วมชายคาบริษัทเดียวกันมากอย่างไม่เคยมีมาก่อน ก็เป็นลักษณะเด่นอีกอย่างของโลกการทำงานยุคนี้ ทว่าก็มีปัญหาที่เห็นได้ชัดกำลังเกิดขึ้นกับคนสองรุ่น

แม้ปัญหาที่เผชิญแตกต่างกัน แต่หากนำทั้งสองกลุ่มมารวมกันก็กลายเป็นกลุ่มใหญ่ในตลาดแรงงาน ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่ทุกบริษัทไม่ควรมองข้าม

กลุ่มแรกคือ Gen X หรือผู้มีอายุระหว่าง 44-59 ปี ซึ่งกำลังเจอภาวะหลังชนฝา จากปัญหาเรื่องงานและภาระครอบครัว โดยในส่วนของการทำงาน แม้มีประสบการณ์สูง เพราะต่างก็ทำงานกันมานาน

แต่ต้องยอมรับว่าทักษะของ Gen X ส่วนใหญ่กำลังตกยุค โดยเฉพาะเรื่องการใช้เทคโนโลยี อุปกรณ์ดิจิทัลต่าง ๆ รวมไปถึงเอไอ ตรงข้ามกับ Gen Y และ Gen Z

ที่มีอายุระหว่าง 30 ถึง 43 ปีและ 12 ถึง 27 ปีตามลำดับ ซึ่งเป็นคนรุ่นที่เกิดมาก็คุ้นเคยและใช้อุปกรณ์ดิจิทัลได้อย่างคล่องแคล่ว (Digital natives)

ขณะเดียวกัน Gen X กำลังนับถอยหลังสู่วัยเกษียณ ทำให้ต้องไปหางานใหม่ บริษัทจึงเลือกคน Gen Y มากกว่า ส่วนผู้ที่ยังทำงานอยู่ก็ไม่สามารถขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดในสายงานได้เสียที

เนื่องจาก Babyboom ที่อายุ 60 ปีขึ้นไป ก็ต้องเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจเช่นกัน จึงไม่ยอมเกษียณตามเกณฑ์เสียที ส่วนในเรื่องภาระครอบครัว Gen X ก็ต้องเลี้ยงดูลูกไปพร้อม ๆ กับดูแลพ่อแม่ ไม่ต่างจากเป็นไส้ในของแซนด์วิช (Sandwich Generation)

จึงยังต้องหางานทำให้ได้ แม้ว่าต่างรู้ว่า หายากเหลือเกิน ซึ่งปัญหาใหญ่ก็มาจากอคติด้านอายุ (Ageism) ว่าเป็นรุ่นใหญ่ที่ไม่น่าใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ ได้คล่อง

แถมยังเจอตลกร้าย เพราะ Ageism กลับถูกมองข้ามในปัจจุบันที่ความหลากหลายเป็นเรื่องสำคัญ  

ที่ปรึกษาด้านอาชีพให้คำแนะนำว่า Gen X ที่ยังต้องหางาน ควรพัฒนาทักษะใหม่ (Upskilling) และติดตามความเคลื่อนไหวต่าง ๆ อยู่เสมอเพื่อก้าวข้ามผ่านปัญหา Ageism

และเมื่อไปสมัครงานก็แสดงให้เห็นว่า เป็นคนเปิดกว้าง พร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ แม้ผู้สอนเป็นพนักงานรุ่นน้องหรือรุ่นลูก 

และยังสามารถชูจุดแข็งของคนรุ่นตน เช่น มีความมั่นคงทางอารมณ์ จรรยาบรรณทางอาชีพ และไม่อู้งาน หรือมาสาย เพราะอาจช่วยบริษัทที่หมายตาไว้รับเข้าทำงาน

ส่วนคนอีกรุ่นในบริษัทที่กำลังประสบปัญหาเช่นกัน คือ Gen Z และปัญหาที่พวกเขาเผชิญก็ทำให้บรรดารุ่นพี่ ๆ ในบริษัทปวดหัวไปด้วย

Gen Z ไม่ถนัดกับการใช้ภาษาทางการ เพราะพวกเขาเห็นว่าความเป็นกันเองนั้น เป็นการแสดงให้คู่สนทนาเห็นตัวตนที่แท้จริง และความจริงใจ

ประกอบกับเห็นว่า ตัวตนและภาษาที่ใช้ออนไลน์นั้นสามารถใช้ในโลกความจริงและในหน้าที่การงานได้ด้วย ซึ่งในความจริงไม่เป็นอย่างนั้น

BBC ที่นำปัญหาการใช้ภาษาของ Gen Z มาตีแผ่รายงานว่า Gen Z หญิงคนหนึ่งในอังกฤษยังงงกับการที่ถูกไล่ออก ด้วยเหตุผลว่าใช้ภาษาไม่เป็นทางการกับลูกค้า และทำตัวไม่เป็นมืออาชีพ

เธอคิดไปในทางตรงข้าม โดยเห็นว่า การคุยด้วยภาษาที่ใช้กันในชีวิตประจำวันสามารถทำได้ เพราะช่วยในเรื่องการสร้างความคุ้นเคย และแสดงให้เห็นความจริงใจ  

ปัญหาการใช้ภาษาทางการไม่คล่องจนดูไม่เป็นมืออาชีพของ Gen Z เกิดจากใช้คำพูดที่ไม่เป็นทางการกันจนชิน หรือหลงผิดคิดว่าภาษาในสื่อโซเชียลน่าจะใช้ในชีวิตประจำวัน

รวมไปถึงในการทำงานได้ด้วยของ Gen Z เกิดจากการที่พวกเขาโตมากับสื่อโซเชียลโดยเฉพาะ Tiktok จนแทบไม่มีเส้นแบ่งระหว่างโลกออนไลน์กับชีวิตจริง

และสื่อที่พวกเขาใช้กันมากสุดคือแพลตฟอร์มออนไลน์ ไม่ใช่ หนังสือ วิทยุ หรือโทรทัศน์ ที่มีการใช้ภาษาทางการ

ประกอบกับชีวิตช่วงท้ายของการเรียนและช่วงต้นของการทำงานก็ต้องมาติดภาวะล็อกดาวน์ จึงไม่มีรุ่นพี่ ๆ มาสอนเรื่องกฎระเบียบและธรรมเนียมปฏิบัติ รวมไปถึง ภาษาทางการแบบตัวต่อตัวเหมือนภาวะปกติ

ความสับสนทางภาษาของ Gen Z โดยเฉพาะไม่ถนัดใช้ภาษาทางการ ยังสร้างความเครียดในออฟฟิศ เพราะระบบอาวุโส ธรรมเนียมปฏิบัติ และความเป็นหนึ่งเดียวกันในบริษัทถูกมองข้ามอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ถ้า Gen Z เปิดใจ ส่วนคนรุ่นพี่ของพวกเขายินดีรับฟังและสอน ปัญหานี้ก็สามารถลดลงไปได้ เพราะหากมองอย่างตั้งใจนี่คือปัญหาการสื่อสารของคนต่างรุ่น ซึ่งมีมาทุกยุคสมัยนั่นเอง

และปรากฏให้เห็นในหนังและซีรีส์อยู่เสมอ เช่นใน Riding a Unicorn ซีรีส์แนวอาชีพของญี่ปุ่น เล่าเรื่องราวบริษัทสตาร์ตอัปชื่อ Dream Pony

ที่ประสบความสำเร็จได้ด้วยการที่คนต่างรุ่น ทั้ง Gen Z, Y และ X ร่วมมือกันและเปิดใจยอมรับอีกฝ่าย ♦/bbc


ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer