สินค้าอะไรที่คนหยิบซื้อแล้วซื้ออีก แม้สินค้าเก่ายังไม่หมด ก็อยากซื้อไว้เพื่อความอุ่นใจ หรือสินค้าอะไรที่ชาวออฟฟิศขาดไม่ได้ ต้องมีติดโต๊ะไว้ คำตอบคือ “ยาดม”
ทำให้ตลาดสมุนไพรไทยมีมูลค่าไม่น้อยกว่า 50,000 ล้านบาท และ Euromonitor คาดการณ์ว่าปี 2569 มูลค่าจะสูงถึง 59,500 ล้านบาท ขณะที่ตลาดยาดมมีมูลค่าประมาณ 4,500 ล้านบาท อัตราการเติบโตต่อปีโดยเฉลี่ย 10% แบ่งเป็นเซกเมนต์ยาดมแท่ง 3,000 ล้านบาท ขณะที่ 1,500 ล้านบาทเป็นกลุ่มผู้เล่นอื่น ๆ แบบกระปุกอยู่ในจำนวนนี้ราว 500-700 ล้านบาท
คุณนิชา สมบูรณ์เวชชการ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อ้วยอันโอสถ จำกัด กล่าวว่า แม้กำลังซื้อปีที่ผ่านมา ผู้บริโภคจะรัดเข็มขัด ใช้จ่ายระมัดระวังเป็นพิเศษ แต่กับสินค้ายาซึ่งเป็นปัจจัยสี่ แม้กำลังซื้อจะตกแต่ไม่กระทบกับการซื้อสินค้ากลุ่มนี้ มีเพียงการเพิ่มขึ้นของคู่แข่งที่สร้างความน่ากังวลแก่แบรนด์
แต่อ้วยอันโอสถคร่ำหวอดในแวดวงของสมุนไพรไทยมาเกิน 70 ปี ตั้งแต่รุ่นคุณปู่ มีผลิตภัณฑ์ภายใต้การดูแล ทั้งยาสมุนไพรในกลุ่มยาสามัญ ยาน้ำสำหรับเด็ก ยาสมุนไพรไทยอื่น ๆ แบรนด์ Herbal One รวมไปถึงผลิตภัณฑ์อาหารเสริมและวิตามิน
แต่เพิ่งเล็งเห็นภาพการกระโดดเข้ามาเล่นในตลาดยาดมเมื่อปีที่ผ่านมา เนื่องจากมองว่าตลาดยาดมมูลค่า 4,500 ล้านบาท ในตลาดสมุนไพรหมื่นล้าน ยังสามารถเติบโตไปได้อีกมาก บริษัทจึงพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาดมสมุนไพร “ตรามังกรทอง” สินค้าตัวใหม่ล่าสุดภายใต้แบรนด์ของ “อ้วยอันโอสถ” สรรพคุณบรรเทาอาการวิงเวียนศีรษะ ภายใต้สโลแกน “หอม เย็น ชื่นใจ”
แต่การจะลงสมรภูมิยาดมทั้งที่ตลาดมีเบอร์หนึ่งที่ครองมาร์เก็ตแชร์อยู่เกิน 70% นั้น ยิ่งเป็นคู่ต่อสู้ที่ยาก
แต่อ้วยอันโอสถไม่ได้มองแบรนด์ที่ทำตลาดมาก่อนเป็นคู่แข่ง หากแต่ช่วยทำให้ตลาดขยายใหญ่ขึ้น และการมาของ ‘มังกรทอง’ ช่วยเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภคยิ่งขึ้น เป็นสินค้าวัฒนธรรม
ยิ่งในปัจจุบันที่ลูกค้าของยาดมกลายเป็นคนรุ่นใหม่มากขึ้น ลูกค้ากลุ่มหลักอายุเฉลี่ย 30-55 ปี ราว 50% ขณะที่มากกว่า 55 ปี คิดเป็น 20% และอื่น ๆ ส่วนใหญ่มองหาสินค้าที่ให้มากกว่าแค่สมุนไพร แต่ต้องโชว์ไลฟ์สไตล์ได้ด้วย ทำให้แบรนด์ต้องใส่ใจกับภาพลักษณ์ของบรรจุภัณฑ์ ต้องไม่ดูเชยเมื่อถืออยู่ท่ามกลางฝูงชน
อีกกลยุทธ์ที่ช่วยเสริมภาพลักษณ์ เพื่อขยายฐานลูกค้าและเจาะตลาดผู้บริโภควัยรุ่นมากขึ้น คือการเลือกใช้พรีเซนเตอร์ “นนกุล นน ชานน สันตินธรกุล” ช่วยให้ยาดมตรามังกรทองเป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่นมากขึ้นได้
“พอเป็นยาสมุนไพร ภาพลักษณ์ของยาสมุนไพรอาจจะดูแก่หรือเชยไป โจทย์สำคัญคือ ทำแบรนด์อย่างไรให้กลุ่มคนรุ่นใหม่กล้าที่จะซื้อผลิตภัณฑ์อย่างมั่นใจ โดยไม่ต้องเคอะเขินและมีการย้อนกลับมาใช้สินค้าอย่างต่อเนื่อง โดยอ้วยอันโอสถพยายามสร้างแบรนด์อย่างต่อเนื่อง พยายามปรับภาพลักษณ์แบรนด์ให้เหมาะกับยุคสมัยอยู่ตลอด ทั้งการปรับแพ็กเกจ พัฒนาสูตรยาเพื่อให้สามารถใช้ได้กับคนหลายช่วงวัย ปั้นแบรนด์โดยมีเป้าหมายเพื่อเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่” ดร. ชนรรค์ สมบูรณ์เวชชการ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อ้วยอันโอสถ จำกัด กล่าวเสริม
แม้ยอดขายจะตกลงหลังเผชิญโควิด เพราะต้นทุนบางชนิดพุ่งสูง เช่น ฟ้าทะลายโจรจากที่เคยรับซื้อราคา 150 บาทต่อกิโลกรัม เคยขึ้นไปสูงถึง 1,500 บาทต่อกิโลกรัม
แต่ปี 2565 บริษัทกลับมามีแนวโน้มที่ดี ตัวเลขยอดขายอยู่ที่ 311 ล้านบาท ขณะที่ปี 2566 ขยับมาอยู่ที่ 320 ล้านบาท จากที่ช่วงพรีโควิดยอดขายเคยอยู่ที่ 350 ล้านบาท
บริษัทเปิดตัวยาดมมังกรทองมาตั้งแต่กันยายนของปีก่อน ชูจุดขายสามประการ คือ
1. ใช้ง่าย รสชาติ กลิ่นต้องโดดเด่น เป็นซิกเนเจอร์เฉพาะของแบรนด์ กลิ่นเครื่องหอม เครื่องเทศ เครื่องเย็น ผสานกันได้เป็นอย่างดี
2. สินค้าต้องเห็นผล ยามีประสิทธิภาพดี
3. เข้าถึงได้ (ทำการตลาดดี ราคาสู้ได้)
ยาดมมีปัจจัยการเติบโตจากผู้ใช้ใหม่ที่เป็นคนรุ่นใหม่ โดยมีไอดอลคนดังเป็นผู้จุดกระแส เช่น ลิซ่า แจ็คสัน หวัง มินนี่จีไอเดิล แทยอน ฯลฯ ทำให้คนลองตามไปใช้ และขยับมาเป็นผู้ใช้ขาประจำในที่สุด เนื่องจากเมื่อได้ลองใช้งานแล้วติดใจในสรรพคุณ ทำให้ตลาดยาดมเติบโต และกลุ่มลูกค้าต่างชาติที่รู้จักและชื่นชอบยาดมมากขึ้น สัดส่วนยอดขายจากนักท่องเที่ยว ยังคิดเป็น 25% ของยอดขายทั้งหมดของอ้วยอันโอสถ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีนที่นิยมหิ้วสมุนไพรไทย จำพวกยาเขียว ยาห่อ และแผ่นแปะแก้ปวด มักจะให้การตอบรับต่อสินค้าไทยเป็นอย่างดี
มังกรทอง สนนราคาอยู่ที่ 37-39 บาทต่อกระปุก เป็นราคาที่ไม่ต่างจากแบรนด์ที่มีอยู่ในตลาด เนื่องจากราคาเป็นปัจจัยแรกที่ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ ราคาที่สามารถแข่งขันได้จะสามารถดึงให้ลูกค้าเข้ามาลองผลิตภัณฑ์ได้
ยาดมเป็นสินค้าที่คนหนึ่งมีไว้ครอบครองมากกว่า 2 ชิ้น อัตราการหยิบซื้อซ้ำ (Repeat Purchase) ยาดมของคนหนึ่งอยู่ที่ไม่ต่ำกว่าเดือนละหลอดอย่างแน่นอน และเป็นสินค้าที่คนค่อนข้างมี loyalty สูง หากถูกใจกลิ่นไหน จะใช้สินค้าตัวนั้นไปตลอด
ช่องทางการจำหน่ายหลักของยาสมุนไพรอ้วยอันโอสถ คือ ร้านขายยา 60% โมเดิร์นเทรด 30% และช่องทางออนไลน์ประมาณ 10% โดยลูกค้าในกรุงเทพฯ 45% และต่างจังหวัด 55% ส่วนผลิตภัณฑ์ยาดมสมุนไพรตรามังกรทอง จะวางจำหน่ายที่ร้านขายยา, Lotus’s, Pure ร้านขายยาใน Big C, King Power, GoFresh, 7-Eleven และร้านสะดวกซื้ออื่น ๆ ทั่วประเทศ
ด้านตลาดต่างประเทศ อ้วยอันโอสถยังมีตลาดส่งออก ประกอบด้วย ประเทศลาว ที่จำหน่ายดี คือ ยาน้ำเขากุย ตามมาด้วยออสเตรีย และสาธารณรัฐเช็ก ที่นิยมขมิ้นชันและฟ้าทะลายโจรมากที่สุด
นอกจากผลิตภัณฑ์ที่เป็นหมวดหมู่ใหม่อย่างยาดม ปีที่ผ่านมาอ้วยอันโอสถได้ลุยตลาดอาหารเสริม ออกผลิตภัณฑ์อาหารเสริม แต่จะได้เห็นการลุยทำการตลาดอย่างจริงจังในปีนี้
สำหรับปี 2567 บริษัทตั้งเป้ายอดขายกลุ่มยาอมและยาดม ขับเคลื่อนสัดส่วนยอดขายทั้งหมดของบริษัทที่ 10-15% ขณะที่มาร์เก็ตแชร์ของยาดมมังกรทอง คาดว่าในปีนี้จะสามารถทำได้ 10-20%
จิ๋วแต่แจ๋ว ตลาดยาดมมูลค่าครึ่งหมื่นล้าน ใครเป็นเจ้าตลาด
| ตลาดสมุนไพรไทยมูลค่า 50,000 ล้านบาท | |
| คาดการณ์ว่าปี 2569 จะมีมูลค่า 59,500 ล้านบาท | |
| ตลาดยาดมมูลค่า 4,500 ล้านบาท | แบบหลอดใช้ดมใช้ทาในหลอดเดียวกัน 3,000 ล้านบาท |
| ผู้เล่นอื่น ๆ 1,500 ล้านบาท
-แบบกระปุก 500-700 ล้านบาท |
|
| คิดเป็นค่าเฉลี่ย คนไทยมียาดมในครอบครองไม่ต่ำกว่า 2 ชิ้นต่อคน | |
| ยาดมแบบหลอด ผู้เล่นหลัก ได้แก่
อันดับ 1 โป๊ยเซียน อันดับ 2 เป๊บเปอร์มิ้นท์ฟิลด์ |
|
| ยาดมแบบกระปุกหงส์ไทยส่วนแบ่งการตลาด 70% | |
ที่มา: อ้วยอันโอสถ, ข้อมูลของกรมการแพทย์แผนไทยฯ
–




