ในปีนี้ถือเป็นปีที่ 40 ของ KFC นับตั้งแต่ปี 2527 ที่ CRG หรือ เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป นำ KFC เข้ามาทำความรู้จักกับคนไทย ด้วยการเปิดสาขาแรก เซ็นทรัล ลาดพร้าว
ก่อนที่ KFC จะขยายขอบเขตธุรกิจในไทยสู่ 1,000 สาขาในปัจจุบันผ่านพาร์ตเนอร์ 3 ราย ได้แก่ เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป (CRG), เรสเทอรองตส์ ดีเวลลอปเม้นท์ (RD), เดอะ คิวเอสอาร์ ออฟ เอเชีย (QSA) ผู้ได้รับสิทธิ์แฟรนไชซี KFC ในประเทศไทย และมี ยัม เรสเทอรองตส์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือยัม ประเทศไทย เป็นผู้บริหารแบรนด์

แม้ KFC จะมีประวัติมาอย่างยาวนานถึง 40 ปี แต่ปิยะพงศ์ จิตต์จำนงค์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส QSR & Western Cuisine บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด แฟรนไชซีผู้บุกเบิก KFC ในประเทศไทยมองว่า เหตุผลที่ KFC อยู่ในตลาดไทยอย่างยาวนานถึง 40 ปีบนการเติบโตอย่างต่อเนื่องมาจากข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน 3 ประการ ได้แก่
1. แบรนด์ KFC มีการปรับภาพลักษณ์ให้ Young อยู่เสมอ มีเมนูที่หลากหลายเพิ่มขึ้น ปรับเปลี่ยนไปตามพฤติกรรมผู้บริโภค
2. มีสาขาจำนวนมากกว่า 1,000 สาขา กระจายไปตามพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย
3. คนไทยชอบรับประทานไก่ทอด และ KFC มีราคาที่เข้าถึงง่ายเมื่อเทียบกับอาหาร QSR (Quick Service Restaurant) อื่น ๆ

สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ KFC มีรายได้จาก 3 แฟรนไชซีรวมกันมากถึง 21,000-22,000 ล้านบาท ของตลาดไก่ทอด 27,000 ล้านบาทในกลุ่ม QSR และ KFC เป็นอาหารที่ลูกค้าส่วนใหญ่นิยมรับประทานในรูปแบบแชร์ร่วมกันทั้งการซื้อเป็นชุดบักเก็ตแบ่งกันรับประทาน หรือสั่งชุดเดี่ยวแต่นั่งรับประทานร่วมกัน
โดยในปีที่ผ่านมา CRG ให้ข้อมูลว่าตลาดไก่ทอดมูลค่า 27,000 ล้านบาท มีการเติบโต 3% จากตลาด QSR รวมมูลค่า 45,000 ล้านบาท
และในปีนี้คาดการณ์ว่าตลาดไก่ทอดจะเติบโต 5-6% บนตลาด QSR ที่เติบโต 3%

สิ่งที่ทำให้ตลาดไก่ทอดเติบโต 5-6% ส่วนหนึ่งมาจากกลยุทธ์การบุกตลาด KFC ของ CRG ที่วางไว้ในปีนี้ ได้แก่
1. ขยายสาขาใหม่เพิ่มในปีนี้ 23 สาขา เน้นไปยังสาขาในเมืองรอง และสาขาที่ไปกับเซ็นทรัล และโรบินสัน จากสิ้นปี 2566 ที่มีสาขา KFC ของ CRG ทั้งสิ้น 335 สาขา และรีโนเวตสาขาเดิม 35 สาขา
การขยายสาขาใหม่ของ KFC ในเครือ CRG ในปีนี้ให้ความสำคัญกับการเปิดสาขาใหม่ในเมืองรองมากกว่าครึ่งหนึ่งของการเปิดสาขาใหม่ทั้งหมด จากการมองเห็นโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ ๆ
ซึ่งการเปิดสาขาที่เมืองรองเป็นกลยุทธ์ที่ CRG เริ่มทำตั้งแต่ปีที่ผ่านมา โดย CRG เลือกทำเลการเปิดสาขาเมืองรองจากพื้นที่ที่มีประชากรกลุ่มเป้าหมายประมาณ 40,000 คนไม่รวมประชากรแฝง เช่น นักท่องเที่ยว นักศึกษาในมหาวิทยาลัย และอื่น ๆ และพบว่าเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่ประสบความสำเร็จจากการตอบรับของลูกค้าเป็นอย่างดี จนปัจจุบันมี 50 สาขาในเมืองรอง

2. ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี และอินโนเวชั่น
ในปีนี้ CRG ยังคงทำงานร่วมกับยัม ประเทศไทย และแฟรนไชซีอีกสองรายเปิดแอปพลิเคชันใหม่ในชื่อ KFC Thailand ที่มี UX และ UI ที่ง่ายกว่าแอปพลิเคชันเดิม เพื่อสร้างความง่ายให้กับลูกค้าในการสั่งอาหารโดยไม่ต้องต่อคิวที่เคาน์เตอร์ หรือตู้คีออสดิจิทัลในบางสาขามากขึ้น ระหว่างเดินทางมารับ หรืออยู่หน้าสาขามากขึ้น
และนำตู้คีออสดิจิทัลและป้ายเมนูอาหารในรูปแบบดิจิทัลบอร์ดมาเป็นหนึ่งในร้านที่เปิดใหม่ รวมถึงสาขาที่รีโนเวตในปีนี้
การปรับเปลี่ยนป้ายเมนูอาหารเป็นดิจิทัลบอร์ด เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่ทำให้หน้าร้านสามารถปรับเปลี่ยนเมนูอาหารบนป้ายให้ตรงกับช่วงเวลาในแต่ละวันตามไลฟ์สไตล์ของลูกค้าได้เป็นอย่างดี
ส่วนตู้คีออสดิจิทัลเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่สามารถลดแทรฟฟิกการสั่งอาหารผ่านพนักงานที่เคาน์เตอร์ และลดการใช้พนักงานในระยะยาวได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งที่ผ่านมา KFC มีความท้าทายในเรื่องจำนวนพนักงานที่ไม่เพียงพอกับการให้บริการ จากจำนวนประชากรไทยที่ลดลงต่อเนื่องทุกปี

3. สร้างยอดขายผ่านหัวใจหลัก Take Away
ในปัจจุบัน KFC ของ CRG มีสัดส่วนยอดขายมาจาก
Take Away 40%
นั่งรับประทานในร้าน หรือ Dine In 35%
และ Delivery 25%
จากสัดส่วน Take Away ที่สร้างสัดส่วนยอดขายสูงสุดให้กับ KFC ทำให้ในปีนี้ CRG เดินหน้าขับเคลื่อนการเติบโตของ Take Away ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การนำตู้คีออสดิจิทัลติดตั้งที่สาขาเพิ่มขึ้นทั้งสาขาที่เปิดใหม่ และสาขาที่รีโนเวต ให้ลูกค้าสามารถสั่งผ่านตู้คีออสดิจิทัล และรอรับอาหารได้ทันที พร้อมกับตั้งเป้าหมายเสิร์ฟอาหารถึงมือลูกค้าภายใน 1 นาที หลังจากการสั่งอาหาร ในกรณีที่ไม่มีคิวลูกค้าก่อนหน้า และไม่เกิน 5 นาทีในกรณีไม่มีลูกค้าในคิวก่อนหน้า เพื่อสร้างแบรนด์ KFC ให้เป็นแบรนด์ Quick Service Restaurant ที่ไม่ต้องเสียเวลารออาหารนานจนเกินไป
นอกจากนี้ ในครึ่งปีหลัง 2567 CRG ยังมีแผนเปิด KFC ในโมเดล Quick and Easy รูปแบบใหม่ในรูปแบบ Take Away ตามสถานีรถไฟฟ้า จำหน่ายเมนูให้เลือกประมาณ 80-90% ของสาขาปกติ และเน้นไปที่ไก่ทอดเป็นหลัก และใช้ระบบดิจิทัลในการสั่งอาหารแทนสั่งผ่านพนักงาน จากการมองเห็นโอกาสในการเสิร์ฟ KFC เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายและ Moment ใหม่ ๆ อีกช่องทางหนึ่ง
โดย Quick and Easy รูปแบบใหม่ที่ใช้พื้นที่ 50-60 ตร.ม. ในการทำครัว และโมเดลที่แตกต่างจาก Quick and Easy ที่หมอชิต 3 ที่เปิดให้บริการเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา ที่ยังคงใช้พนักงานเป็นผู้รับออเดอร์

อย่างไรก็ดี จากกลยุทธ์ KFC ของ CRG ในปีนี้ ปิยะพงศ์ คาดการณ์ว่าจะสามารถรายได้ KFC ในปีนี้เติบโต 7-8% จากรายได้ในปีที่ผ่านมา 7,050 ล้านบาท แต่เป็นเป้าหมายที่ลดลงจากเคยวางไว้เมื่อต้นปีที่ 11%
และ KFC ยังเป็นพอร์ตที่ใหญ่ที่สุดที่สร้างรายได้ให้กับ CRG
ซึ่งการเติบโต KFC ของ CRG 7-8% ในปีนี้ มาจาก Transaction ที่เพิ่มขึ้นประมาณ 6% บนยอดใช้จ่ายต่อบิล 180-200 บาทที่ยังคงเท่าเดิม จากราคาจำหน่ายที่ไม่มีการปรับตัวขึ้นมากนัก จากการมองเห็นธุรกิจอาหารจะเน้น Transaction เป็นหลักเพื่อการเติบโตในระยะยาว มากกว่าการตั้งราคาสูงเพื่อหวังผลกำไรระยะสั้น
ที่มาพร้อมกับรายได้เติบโตส่วนหนึ่งมาจากสาขาใหม่ ส่วนยอดจำหน่ายใน Same Store (สาขาเดิม) มีการเติบโต 4-5% จากปีที่ผ่านมาเติบโต 6% จากผู้บริโภคยังคงมีกำลังซื้อที่ลดลง และมีทางเลือกมากขึ้น
Marketeer FYI
40 ปี KFC เซ็นทรัลลาดพร้าว กับการรีโนเวตรอบที่ 4
KFC สาขาเซ็นทรัลลาดพร้าว ขึ้นชื่อเป็นสาขาแรกของ KFC ในไทย เปิดให้บริการปี 2527 หลังเซ็นทรัลลาดพร้าวเปิดอย่างเป็นทางการ 1 ปี
และ KFC สาขานี้ถูกรีโนเวต (รวมเปลี่ยนทำเลที่ตั้ง) มาแล้ว 4 รอบ เฉลี่ยรีโนเวต 10 ปีต่อครั้ง

การรีโนเวต KFC เซ็นทรัล ลาดพร้าวครั้งที่ 4 เป็นการรีโนเวตในปี 2567 บนคอนเซ็ปต์ Colonel’s Legacy ในสไตล์ Retro ผ่านการแต่งร้านในธีมที่ได้รับความนิยมในเวลานั้น เช่น การใช้กระเบื้องขาว สลับแดง, แถบริ้วลายขาว-แดง

ใช้กลิ่นอายของลูกกรงเหล็กที่เป็นประตูตามอาคารพาณิชย์มาเป็นส่วนหนึ่งของการดีไซน์ เพื่อสื่อถึงความเป็น Old School ของแบรนด์ KFC ที่อยู่มานานในประเทศไทย
–
