ตลาดความงามไทย 2.9 แสน ลบ. มาร์เก็ตแชร์กระจายตัว หลังผู้บริโภคไร้ Brand loyalty เปิดใจโปรดักต์แต้มสวยตามเทรนด์ในกระแส โลคอลแบรนด์พร้อมทาร์เก็ตกำลังซื้อในตลาด โกลบอลแบรนด์ลุยอินฟลูฯ และโซเชียลมีเดียมากขึ้น 

 

ตลาดความงามไทย

แบรนด์แต้มสวยลุยอินฟลูฯ/โซเชียล ผู้บริโภคพร้อมลองของใหม่   

ปี ค.ศ. มูลค่าตลาด (แสนล้านบาท)
2019 2.1
2020 1.8
2021 1.9
2022 2.6
2023 2.8
2024 2.9
ที่มา: Statista, ก.ค. 2024

 

คุณพิศาล ธาราพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิวตี้ คอมมูนิตี้ จำกัด (มหาชน) (BEAUTY) กล่าวว่า จากข้อมูลจะพบว่า ‘ตลาดความงามไทย’ เติบโตเฉลี่ยดับเบิลดิจิตมาต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2019 (ก่อนโควิด-19) หากไม่นับช่วงวิกฤตโรคระบาดรุนแรงหนักในช่วงปี 2020

โดยตลอดปี 2019-2023 มูลค่าตลาดไม่ตก เพียงแต่สัดส่วนมาจากช่องทางที่เปลี่ยนไป อีคอมเมิร์ซมีบทบาทมากขึ้น และผลิตภัณฑ์ดูแลผิวเป็นเซกเมนต์ที่เติบโตสูงสุด

ทั้งผู้บริโภคที่สามารถเข้าถึงเครื่องสำอางได้สะดวก รวดเร็ว และเปรียบเทียบราคาได้ง่าย ก็ล้วนเป็นแรงผลักดันให้เกิดการตัดสินใจซื้อมากขึ้น โดยเฉพาะผู้หญิงที่ยังคงมีความต้องการซื้อในตลาดอยู่ตลอด

นอกจากนั้น Brand loyalty ในตลาดความงามไทยไม่ได้แข็งแรงอีกต่อไป ผู้บริโภคสนใจและเปิดรับสินค้าจากแบรนด์ใหม่ ๆ ที่อยู่ในเทรนด์ตามกระแสมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ ทำให้มาร์เก็ตแชร์กระจายตัว

โลคอลแบรนด์มีโอกาสเข้าไปทาร์เก็ตกำลังซื้อใหม่ ๆ ในตลาด ขณะที่โกลบอลแบรนด์ก็ต้องหันมาทำแคมเปญผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียและอินฟลูเอนเซอร์มากขึ้น ไม่สามารถหวังพึ่งการรับรู้จากการทำตลาดแบบเดิม ๆ ได้อีก

โดยส่วนของบริษัทในฐานะผู้ดำเนินธุรกิจจำหน่ายปลีกผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและบำรุงผิว ภายใต้กลุ่มเครื่องหมายการค้า ‘Beauty Buffet (บิวตี้ บุฟเฟต์)’ ช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา บริษัทอยู่ในกระบวนการปรับโครงสร้างสต๊อกสินค้า ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนสินค้า 380 กลุ่ม รวม 580 SKUs

ปี 2023 บริษัทมีรายได้รวม 441 ล้านบาท สัดส่วนยอดขายในประเทศและต่างประเทศ 67% และ 32% ตามลำดับ

แบ่งรายได้ตามช่องทางต่าง ๆ ร้านสาขา Beauty Buffet 47%, ต่างประเทศ 32%, อีคอมเมิร์ซ 9%, โมเดิร์นเทรด 8%, ต่างจังหวัด 2%

แบ่งตามประเภทสินค้า สกินแคร์ 70%, เครื่องสำอาง 14%, ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร 11%, เครื่องประดับ 5%

ปี 2024 บริษัทจะเริ่มกลับมารุกตลาดความงามไทยเต็มตัว ตั้งเป้ารายได้ประมาณ 700 ล้านบาท เติบโตกว่า 60% สัดส่วนมาจากในประเทศ 75% และต่างประเทศ 25%

วางงบการตลาด 6% ของเป้ารายได้ โดยจะมุ่งเน้นด้านการสื่อสารแบรนด์ผ่านกิจกรรมหลากหลายรูปแบบในแพลตฟอร์มออนไลน์ มีการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ทั้งการเพิ่มช่องทางจำหน่าย โฟกัสสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ เพื่อให้เทิร์นเข้ามาสู่ระบบฐานลูกค้าของบริษัทมากขึ้น

เตรียมเปิดตัวสินค้าปีนี้ 30 กลุ่มใหม่ 46 SKUs สร้างสัดส่วนยอดขาย 19% ของเป้ารายได้รวม โดยมี 2 แบรนด์ใหม่ที่วางไว้เป็นแฟลกชิป ‘อินวิซิเบิ้ล ซันสกรีน ยูวี โพรเทคชั่น เอสพีเอฟ 50’ ครีมกันแดดเนื้อบางเบา โดยมีพรีเซนเตอร์ขวัญใจวัยรุ่น ‘กลัฟ-คณาวุฒิ ไตรพิพัฒนพงษ์’ มาสื่อสารภาพลักษณ์แบรนด์ถึงกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่

และ ‘Carissa’ เปิดตัวแล้ว 4 กลุ่มสกินแคร์ มอยเจอร์ไรเซอร์, เอสเซนส์, บอดี้โลชั่น, เซรั่ม ขนาดบรรจุขวด 30 มล. และขนาดพกพา เตรียมสร้างการรับรู้ด้วยเมกะแคมเปญเดือน ก.ย. 2024 ด้วยการเปิดตัวแบรนด์พรีเซนเตอร์คนใหม่ล่าสุด

หลังสร้างการรับรู้แบรนด์มาต่อเนื่อง ผ่านอินฟลูเอนเซอร์ประมาณ 500 ท่าน ตลอดช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา โดยเน้นอินฟลูฯ ที่มีความจริงใจ รีวิวโปรดักต์อย่างตรงไปตรงมา นำเสนอคอนเทนต์ที่มีความครีเอทีฟ

ทั้งยังเพิ่ม SKUs ใหม่ให้โปรดักต์ฮีโร่ของบริษัทอย่างโฟมล้างหน้าน้ำนมแท้แบรนด์ ‘Milk Plus’

ทั้งนี้ กลยุทธ์การทำตลาดผ่านช่องทางต่าง ๆ ของบริษัทตลอดปี 2024

ร้านสาขา Beauty Buffet ปรับตัวลงจากก่อนวิกฤตโรคระบาดที่มีอยู่กว่า 300 ร้านสาขา ปัจจุบันเหลือ 50 ร้าน และวางมาตรฐานให้อยู่ประมาณ 60 สาขา พื้นที่ 25-30 ตร.ม. ต่อสาขา นำเสนอสินค้ารวมประมาณ 250 กลุ่ม โดยจะทยอยเปิดใหม่ควบคู่ไปกับปิดบางสาขา เพื่อให้เป็นไปตามแพลนจำนวนสาขาดังกล่าว 

อีคอมเมิร์ซ ปรับปรุงรูปแบบการสื่อสาร แคมเปญกระตุ้นการขายในแพลตฟอร์มต่าง ๆ ให้หลากหลาย ตอบโจทย์พฤติกรรมความสนใจผลิตภัณฑ์ที่ต่างกัน ทั้งเว็บไซต์ Beauty Buffet และมาร์เก็ตเพลส ตลอดจนเน้นการขายสินค้าโดย Affiliate Marketing

โมเดิร์นเทรด มุ่งเน้นการนำผลิตภัณฑ์ที่ปรับรูปแบบสินค้า ให้มีขนาดและราคาที่เหมาะสม รวมทั้งผลิตภัณฑ์ใหม่เข้าวางจำหน่ายมากขึ้น ควบคู่ไปกับการขยายช่องทางสินค้าอุปโภค (Consumer Product)

ตลาดต่างจังหวัด นับเป็นตลาดที่บริษัทมองเห็นโอกาสเติบโตอย่างสูง โดยจะเน้นกระจายสินค้าผ่านตัวแทนจำหน่ายไปสู่ร้านค้าปลีกในระดับอำเภอ คัดเลือกตัวแทนจำหน่ายที่มีศักยภาพในพื้นที่ต่าง ๆ

ต่างประเทศ เน้นพัฒนาโมเดลการขายใหม่ร่วมกับพันธมิตร เพื่อให้ตัวแทนจำหน่ายในประเทศต่าง ๆ จำหน่ายและกระจายสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เข้าถึงกลุ่มลูกค้าทั้งขายปลีกและขายส่งให้ร้านค้า ควบคู่ไปกับการสื่อสารการตลาดด้วยภาพลักษณ์ใหม่

เพิ่มไลน์ผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ มากขึ้น เพื่อผลักดันยอดขายให้เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดยปัจจุบันตลาดต่างประเทศมีสินค้าวางจำหน่ายใน 12 ประเทศ ประกอบด้วย จีน, ซาอุดีอาระเบีย, ฮ่องกง, ไต้หวัน, อินโดนีเซีย, เวียดนาม, กัมพูชา, พม่า, ลาว, มาเลเซีย, อินเดีย และญี่ปุ่น

ตลาดความงามไทย จะเดินหน้าอย่างไร ต้องติดตามต่อไป

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline


ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer