ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาจีนได้ก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกด้วยอัตราการเติบโตที่เหลือเชื่อ ไม่น่าเชื่อว่าแม้ในช่วงที่โลกพบเจอกับความยากลำบากทางเศรษฐกิจ แต่จีนก็สามารถบีบให้การเติบโตของ GDP ไม่ต่ำกว่า 6-7%
แต่ในปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้ว่าแม้แต่พญามังกรปีกแข็งอย่างจีน เจอคลื่นพายุเศรษฐกิจซัดกระหน่ำหลายลูกขนาดนี้ก็มีเซบ้าง ดังนั้น มีหรือที่ผู้นำสูงสุดอย่างสี จิ้นผิง ที่ครองบัลลังก์มานานกว่า 12 ปีจะยอมให้ KPI ตัวเองตกได้แม้แต่ปีเดียว
วิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจจีนฉบับถูกดันออกมาในการประชุมใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 3 ซึ่งทั่วโลกจับตามอง เพราะนี่คือพิมพ์เขียวที่จีนจะใช้นำทางเศรษฐกิจของประเทศไปอีกอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 10 ปี เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงการรับมือกับความท้าทายภายในประเทศ
วิสัยทัศน์เศรษฐกิจใหม่ของจีนมีเป้าหมายหลัก 4 ข้อ
1. การมุ่งเน้นนวัตกรรมและการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง
2. เพิ่มจำนวนประชากรและการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ
3. การเปิดเสรีตลาดและการลงทุน
4. การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง
ทั้ง 4 ข้อนี้เป็นหมุดหมายใหม่ที่สำคัญ ที่ สี จิ้นผิง ผู้นำสูงสุดของจีนต้องการทำและไปให้ถึง เพราะจากที่เราเห็นที่ผ่านมาจะพบว่าเศรษฐกิจจีนโตแบบทุลักทุเลมาก ด้วยปัจจัยที่มากระทบทั่ง การบังคับใช้นโยบายปราบปรามโควิดแบบเข้มงวดเกินไป การเข้าไปแทรกแซงภาคเอกชนจนนักลงทุนต่างชาติขยาดไม่กล้าเข้าลงทุน
อีกทั้งไหนจะเกิดฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ก็ได้ระเบิดไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ยังไม่นับรวมเรื่องกำลังซื้อของประชาชนชาวจีนหดหายไปอย่างน่าใจหาย รวมไปถึงเรื่องสงครามการค้ากับชาติตะวันตก อันก่อให้เกิดการคว่ำบาตรทางเทคโนโลยีที่ยากจะควบคุม
ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ในการประชุม Third Plenum : Global Times
จากปัญหาทั้งหมดที่ว่ามานี้ทำให้จีนต้องกลับมาทบทวนแนวทางการฟื้นฟูการเติบโตทางเศรษฐกิจแบบ ‘ยั่งยืน’ ใหม่อีกครั้ง เพราะมิเช่นนั้นคงถึงคราวที่พญามังกรต้องหลับยาวเป็นแน่แท้ และนั่นคือที่มาของการประกาศ Vision ทางเศรษฐกิจใหม่ระหว่างวันที่ 15-18 กรกฎาคม 2024 ที่ผ่านมา ส่วนรายละเอียดจะเป็นอย่างไรนั้นติดตามได้จากบทความนี้
แรงผลักดันเบื้องหลังวิสัยทัศน์เศรษฐกิจใหม่
สัญญาณการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ เป็นหนึ่งในแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้เกิดกระบวนการในการเร่งคิดหาวิธีทางเอาตัวรอดจากพิษเศรษฐกิจของจีน ไม่น่าเชื่อว่าประเทศที่มีอัตราการเติบโตของ GDP ไม่ต่ำกว่า 5% จะออกอาการแผ่วปลายให้เห็น
จากสถิติล่าสุดเผยให้เห็นแนวโน้มที่น่าเป็นห่วงของการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน โดยในไตรมาสที่ 2 ของปี 2024 พบว่าจีนมีอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจเล็กน้อยที่ 4.7% ซึ่งลดลงอย่างเห็นได้ชัดจากอัตราการเติบโตในไตรมาสแรกที่ 5.3% ตัวเลขที่ลดลงนี้ทำให้ผู้นำจีนเกิดความวิตกกังวล เนื่องจากไม่เพียงแต่ต่ำกว่าการคาดการณ์เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงการถดถอยในหลายอุตสาหกรรมเมื่อเทียบกับอดีต การชะลอตัวดังกล่าวก่อให้เกิดความท้าทายที่สำคัญสำหรับรัฐบาลจีนที่ต้องการฟื้นคืนโมเมนตัมการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศให้กลับมาสดใสดังเดิม
ส่วนถ้าถามว่าแล้วมีปัจจัยสำคัญอะไรที่รบกวนการเติบโตทางเศรษฐกิจจีนอีกบ้าง ต้องบอกว่ามีหลายปัจจัยเลย ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตการณ์ในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ดำเนินมาอย่างยาวนานในปัจจุบันแสดงให้เห็นเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ขยายวงกว้างเกินกว่าที่คาดไว้ในตอนแรก นอกจากนี้ ประเทศยังต้องเผชิญกับแรงกดดันด้านเงินฝืดที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อนในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่แบบหยั่งรากลึก
Evergrande อสังหาฯ รายใหญ่ของจีนที่ล้มไปก่อนหน้านี้ทำให้ทิศทางเศรษฐกิจเปลี่ยน: CNBC
นอกจากนี้ เรื่องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรที่จีนกำลังเผชิญอยู่ก็หนักหนาสาหัสไม่แพ้ประเทศอื่น ๆ เพราะอย่าลืมว่าจีนเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดอันดับ 2 ของโลก และตัวเลข ณ ปี 2023 ประชากรจีนประมาณ 21.1% หรือประมาณ 297 ล้านคน มีอายุ 60 ปี+ และคาดว่ากลุ่มประชากรในอายุระดับนี้จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีนัยสำคัญ โดยมีการประมาณการว่าภายในปี 2050 จำนวนผู้สูงอายุของจีนจะมีจำนวนเกิน 500 ล้านคน
และคาดว่าสัดส่วนของประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 32% ภายในปี 2040 และ 40% ภายในปี 2050 สัดส่วนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นและแรงงานวัยหนุ่มสาวลดลงส่งผลต่อต้นทุนแรงงานและความสามารถในการแข่งขันด้านการผลิต การพัฒนาเทคโนโลยีระดับสูงจะช่วยเพิ่มผลิตภาพและลดการพึ่งพาแรงงานราคาถูก ในขณะที่การกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศจะช่วยรองรับความต้องการของประชากรสูงอายุและชนชั้นกลางที่เพิ่มขึ้น
กราฟพีระมิดแสดงให้เห็นระดับอายุและจำนวนประชากรของจีนในปี 2050
และอีกปัจจัยที่ใหญ่และสำคัญไม่แพ้กันก็คือ “ความขัดแย้งทางการค้ากับสหรัฐอเมริกาและประเทศพัฒนาแล้ว” ซึ่งทำให้จีนตระหนักถึงความเสี่ยงของการพึ่งพาการส่งออกที่มากเกินไป สถิติล่าสุดเปิดเผยว่าในปี 2023 สหรัฐอเมริกาเป็นจุดหมายปลายทางอันดับ 1 ของสินค้าจีน โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าจากจีนไปยังอเมริกาในปี 2023 อยู่ที่ประมาณ 5 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งก็สูงที่สุดในโลก นั่นแปลว่าเมื่อไหร่ที่สหรัฐฯ ไม่ถูกใจจีนขึ้นมา (หรือตีความว่าจีนต้องพึ่งสหรัฐฯ ในการส่งออกมาก) การส่งออกสินค้าจากจีนไปอเมริกาจะลดลงไปอยู่ในระดับที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจของจีนอย่างแน่นอน
วิสัยทัศน์ใหม่จากผู้นำสูงสุด
15 กรกฎาคม 2024 ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ออกมาเปิดเผยวิสัยทัศน์เศรษฐกิจใหม่ หรือ New Economic Vision ในการประชุมใหญ่ครั้งที่ 3 ( Third plenum) ซึ่งเป็น 1 ใน 7 การประชุมที่คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC) จะต้องมาประชุมร่วมกัน ตลอดระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง 5 ปีตามธรรมเนียมแล้ว การประชุมครั้งที่ 3 มักจะใช้เพื่ออนุมัติการเปลี่ยนแปลงนโยบายเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของจีน โดยสิ่งที่สี จิ้นผิงมุ่งจะให้จีนก้าวไปให้ถึงในช่วงทศวรรษหน้า ประกอบไปด้วย
- มุ่งเน้นนวัตกรรมและการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง
หัวใจสำคัญของวิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจใหม่ของจีน คือการเปลี่ยนผ่านจากการเติบโตแบบรวดเร็ว (High-speed growth) ไปสู่การเติบโตเชิงคุณภาพ (High-quality growth) โดยให้ความสำคัญกับนวัตกรรมและการพัฒนาอุตสาหกรรมเกิดใหม่ แนวทางนี้สะท้อนให้เห็นถึงความตระหนักของรัฐบาลจีนว่า การพึ่งพาการผลิตสินค้าราคาถูกและการส่งออกเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว โดยอุตสาหกรรมไฮเทคที่จีนมุ่งเน้นเป็นพิเศษ ได้แก่
- ปัญญาประดิษฐ์ (AI)
จีนลงทุนอย่างหนักในเทคโนโลยี AI โดยตั้งเป้าที่จะเป็นผู้นำระดับโลกในสาขานี้ รัฐบาลสนับสนุนการพัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่และระบบ AI เชิงสร้างสรรค์ แม้ว่าจะเผชิญกับความท้าทายจากข้อจำกัดของสหรัฐฯ ที่มีต่อเทคโนโลยีขั้นสูงก็ตาม ความทะเยอทะยานคือการใช้ประโยชน์จาก AI สำหรับแอปพลิเคชันต่าง ๆ ขณะเดียวกันก็จัดการความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องเพื่อให้แน่ใจว่าสามารถคาดการณ์และควบคุมการใช้งานได้
- เซมิคอนดักเตอร์
อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เป็นพื้นที่สำคัญสำหรับจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ที่จำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยีการผลิตชิปขั้นสูง จีนกำลังมุ่งมั่นเพื่อความพึ่งพาตนเองในการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ โดยบริษัทต่าง ๆ เช่น Huawei กำลังดำเนินการพัฒนาศักยภาพในประเทศ อย่างไรก็ตาม ภาคส่วนนี้เผชิญกับความท้าทายที่สำคัญเนื่องจากข้อจำกัดเหล่านี้ ทำให้การเสริมศักยภาพด้านเซมิคอนดักเตอร์เป็นเรื่องสำคัญที่สุดสำหรับรัฐบาล
- รถยนต์ไฟฟ้า (EV)
จีนก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นที่มีอิทธิพลในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า แซงหน้าผู้ผลิตยานยนต์รายใหญ่ รัฐบาลกำลังส่งเสริมการผลิตและส่งออกรถยนต์ไฟฟ้า โดยลงทุนอย่างมากในเทคโนโลยีแบตเตอรี่และโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งภาคส่วนนี้ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี
- เทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน
จีนกำลังมุ่งหน้าสู่เทคโนโลยีสะอาด โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม โครงการ Belt and Road Initiative ได้เปลี่ยนโฟกัสไปที่การแบ่งปันความเชี่ยวชาญด้านพลังงานหมุนเวียนกับประเทศพันธมิตร โดยเน้นโครงการขนาดเล็กที่มีผลกระทบมากกว่าการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายที่กว้างขึ้นของจีนในด้านความยั่งยืนและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม
- เทคโนโลยีชีวภาพและเทคโนโลยีด้านสุขภาพ
เทคโนโลยีชีวภาพเป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่ต้องให้ความสำคัญ โดยรัฐบาลมีเป้าหมายที่จะเพิ่มขีดความสามารถในเทคโนโลยีด้านสุขภาพ ซึ่งรวมถึงความก้าวหน้าในด้านยา อุปกรณ์ทางการแพทย์ และการผลิตทางชีวภาพ ซึ่งมีความสำคัญต่อการปรับปรุงสุขภาพของประชาชนและการแก้ไขปัญหาสุขภาพระดับโลก
- 5G และโทรคมนาคม
จีนก้าวหน้าอย่างมากในการพัฒนาเทคโนโลยี 5G และตั้งตำแหน่งผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม เทคโนโลยีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับแอปพลิเคชันต่าง ๆ รวมถึงเมืองอัจฉริยะ IoT (Internet of Things) และยานยนต์ไร้คนขับ ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญของความทะเยอทะยานด้านเทคโนโลยีขั้นสูงของจีน
- เทคโนโลยีอวกาศ
จีนยังลงทุนในเทคโนโลยีอวกาศ โดยเน้นที่การพัฒนาดาวเทียม การสำรวจอวกาศ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง ภาคส่วนนี้ถือเป็นสิ่งสำคัญต่อความมั่นคงของชาติ ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ และความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีระดับโลก
เทคโนโลยี 5G ในจีนก้าวล้ำนำหลายประเทศในโลกไปหลายก้าวและถือเป็นหนึ่งในกุญแจไปสู่ IoT ที่สำคัญในอนาคต: Asiatime
การสร้างและพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรม
นอกเหนือจากการลงทุนโดยตรงในอุตสาหกรรมเฉพาะทางแล้ว รัฐบาลจีนยังมุ่งมั่นที่จะสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อนวัตกรรมและการพัฒนาเทคโนโลยี มาตรการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น
- การปฏิรูประบบการศึกษา เน้นการพัฒนาทักษะด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ หรือ STEM เพื่อสร้างแรงงานที่มีคุณภาพสูงสำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง
- การสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา เพิ่มงบประมาณสำหรับสถาบันวิจัยของรัฐและมหาวิทยาลัย ตลอดจนสร้างแรงจูงใจทางภาษีสำหรับบริษัทที่ลงทุนในการวิจัยและพัฒนา
- การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา เสริมสร้างระบบการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อส่งเสริมการสร้างสรรค์นวัตกรรมและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ
- นโยบายด้านประชากรและการกระตุ้นการบริโภค
อย่างที่เขียนไปในหัวข้อก่อนหน้านี้ว่า จีนเองก็เป็นอีกประเทศที่กำลังเจอความท้าทายในเรื่องสังคมผู้สูงอายุไม่แพ้ชาติอื่น ๆ ในโลกนี้ ทีนี้การที่จีนต้องเผชิญกับสังคมผู้สูงอายุ และอัตราการเกิดที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลจีนได้ตระหนักถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการปรับเปลี่ยนนโยบายเพื่อรับมือกับสถานการณ์นี้
นโยบายส่งเสริมการเกิด
ก่อนหน้านี้ในช่วงที่ประชากรจีนอยู่ในระดับที่เรียกได้ว่ามากที่สุดในโลก (ตอนนี้จีนอยู่ที่ 2 รองจากอินเดีย) รัฐบาลจีนออกจะส่งเสริมไปทางนโยบาย One Family One Child เสียด้วยซ้ำ เพื่อไม่ให้ประชากรมีมากเกินไป แต่ในตอนนี้แม้จำนวนประชากรจะยังคงอยู่ในระดับพันล้านคน แต่คนที่สูงอายุก็มาก ซึ่งนั่นก็แปลว่าพวกเขาเหล่านั้นไม่พร้อมที่จะทำงานหนักเพื่อผลิตภาพให้กับประเทศอีกต่อไป ดังนั้น จีนเองก็ต้องงัดนโยบายกระตุ้นให้คนมีลูกเพิ่มขึ้นเพื่อลดทอนช่องว่างระหว่างคนสูงอายุและคนรุ่นใหม่ลงให้เหลือน้อยที่สุด ไม่ว่าจะเป็น
นโยบายลูกสามคน
ในเดือนพฤษภาคม 2021 จีนได้นำนโยบายสามบุตรมาใช้เป็นทางการ โดยอนุญาตให้ครอบครัวมีลูกได้ไม่เกินสามคน การดำเนินการครั้งนี้เป็นการตอบสนองโดยตรงต่อสำมะโนประชากรแห่งชาติที่ระบุว่าอัตราการเกิดลดลงและประชากรมีอายุมากขึ้น นโยบายดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายเพื่อกระตุ้นอัตราการเกิดและแก้ไขปัญหาทางประชากร แม้ว่าผลเบื้องต้นจะแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จที่จำกัดในการย้อนกลับแนวโน้มของการเกิดที่ลดลงก็ตาม
เพิ่มแรงจูงใจในการมีลูก
ความช่วยเหลือทางการเงินจากภาครัฐ มีการนำเงินอุดหนุนและการลดหย่อนภาษีสำหรับครอบครัวที่มีลูกมาใช้เพื่อบรรเทาภาระทางการเงินในการเลี้ยงดูบุตร
การลาเพื่อเลี้ยงดูบุตรที่ขยายเวลาออกไป: หลายภูมิภาคได้ขยายเวลาการลาเพื่อคลอดบุตรและลาเพื่อเลี้ยงดูบุตร ตัวอย่างเช่น มณฑลกวางตุ้งเพิ่มเวลาลาเพื่อคลอดบุตรจาก 128 วันเป็น 208 วัน ในขณะที่ฉงชิ่งนำนโยบายลาเพื่อเลี้ยงดูบุตร 15 วันมาใช้
การสนับสนุนการดูแลเด็ก: รัฐบาลกำลังดำเนินการปรับปรุงบริการดูแลเด็กของรัฐเพื่อลดต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงดูบุตร ซึ่งรวมถึงการพัฒนาโปรแกรมการดูแลเด็กเพื่อประโยชน์สาธารณะ
การเพิ่มสัดส่วนรายได้ครัวเรือนต่อ GDP
นอกจากการส่งเสริมการเกิดแล้ว รัฐบาลจีนยังมุ่งเน้นการเพิ่มสัดส่วนรายได้ครัวเรือนต่อ GDP ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ที่กว้างขึ้นในการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ มาตรการที่อาจนำมาใช้
- การปฏิรูปค่าจ้าง การส่งเสริมให้มีการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำและการปรับปรุงกฎหมายแรงงานเพื่อให้แน่ใจว่าแรงงานได้รับค่าตอบแทนที่เป็นธรรม
- การปฏิรูปภาษี การปรับลดภาษีสำหรับครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำถึงปานกลาง เพื่อเพิ่มรายได้สุทธิที่สามารถนำไปใช้จ่ายได้
- การพัฒนาระบบประกันสังคม การขยายความครอบคลุมและเพิ่มผลประโยชน์ของระบบประกันสังคม เพื่อลดความจำเป็นในการออมเงินเพื่อยามฉุกเฉินของครัวเรือน
- การส่งเสริมการพัฒนาภาคบริการ การสนับสนุนการเติบโตของภาคบริการซึ่งมักจะสร้างงานที่มีค่าตอบแทนสูงกว่าภาคการผลิต
การกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ
การเพิ่มการบริโภคภายในประเทศเป็นเป้าหมายสำคัญของวิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจใหม่ของจีน เนื่องจากการพึ่งพาการส่งออกและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพียงอย่างเดียวไม่สามารถรับประกันการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนได้อีกต่อไป มาตรการที่อาจนำมาใช้เพื่อกระตุ้นการบริโภค
- การปรับปรุงระบบความปลอดภัยทางสังคม: การพัฒนาระบบประกันสุขภาพ บำนาญ และการว่างงานที่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อลดความกังวลทางการเงินของประชาชนและกระตุ้นให้มีการใช้จ่ายมากขึ้น
- การเพิ่มเงินอุดหนุน: การให้เงินอุดหนุนสำหรับสินค้าและบริการบางประเภท เช่น รถยนต์ไฟฟ้า เครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงาน หรือบริการด้านการศึกษาและสุขภาพ
- การพัฒนาตลาดผู้บริโภคในชนบท: การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ชนบท เพื่อเพิ่มกำลังซื้อของประชากรในพื้นที่เหล่านี้
- การส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ: การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในภาคบริการ
ความท้าทายในการบรรลุเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจ
แม้ว่ารัฐบาลจีนจะตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ท้าทายที่ 5% สำหรับปีที่จะถึงนี้ แต่การบรรลุเป้าหมายดังกล่าวอาจเผชิญกับความท้าทายหลายประการ:
- หนี้สินสูง: ระดับหนี้สินที่สูงทั้งในภาครัฐและเอกชนอาจจำกัดความสามารถในการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการใช้จ่ายและการลงทุนเพิ่มเติม
- ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่ำ: ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและความกังวลเกี่ยวกับอนาคตอาจทำให้ผู้บริโภคระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น
- การชะลอตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์: ภาคอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเคยเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจจีนกำลังเผชิญกับความท้าทาย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตโดยรวม
- ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์: ความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดกับประเทศตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา อาจส่งผลกระทบต่อการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ
การบรรลุเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ 5% จะขึ้นอยู่กับความสำเร็จของมาตรการกระตุ้นการบริโภคและการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายมองว่าเป้าหมายนี้อาจสูงเกินไปในสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจปัจจุบัน และการพยายามบรรลุเป้าหมายดังกล่าวอาจนำไปสู่การใช้นโยบายที่ไม่ยั่งยืนในระยะยาว
- การเปิดเสรีตลาดและการลงทุน
จีนสูญเสียความเชื่อมั่นจากเหล่านักลงทุนต่างชาติทั้งในตลาดทุนและการลงทุนโดยตรง (FDI) ส่วนหนึ่งมาจากการแทรกแซงภาคธุรกิจของรัฐบาล รวมถึงนโยบายเศรษฐกิจที่เข้มงวด ดังนั้น ในการแถลงวิสัยทัศน์ใหม่ในครั้งนี้การกระตุ้นให้เม็ดเงินจากต่างชาติไหลเข้ามาลงทุนในจีนจึงเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญที่จีนจำเป็นต้องหามาให้ได้ โดยรายละเอียดของนโยบายคาดว่าจะเป็นไปตามการคาดการณ์ต่อไปนี้
การผ่อนคลายข้อจำกัดการลงทุนจากต่างประเทศ
รัฐบาลจีนประกาศมาตรการเพื่อลดข้อจำกัดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในภาคการผลิต อย่างเช่น
- การยกเลิกข้อจำกัดการถือหุ้นของต่างชาติ ในหลายอุตสาหกรรม รัฐบาลจีนอนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติสามารถถือหุ้นได้ 100% ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้บริษัทต่างชาติมีอำนาจควบคุมมากขึ้นในการดำเนินธุรกิจในจีน
- การลดรายการอุตสาหกรรมต้องห้าม แต่เดิมจีนจะมีลิสต์รายการอุตสาหกรรมที่สงวนไม่ให้ต่างชาติลงทุน อาทิ อุตสาหกรรมการเกษตร อุตสาหกรรมขนส่ง อุตสาหกรรมไอที อุตสาหกรรมการศึกษา และการแพทย์ ดังนั้น การปรับลดจำนวนอุตสาหกรรมที่จำกัดหรือห้ามการลงทุนจากต่างประเทศ ทำให้นักลงทุนต่างชาติมีโอกาสในการลงทุนในภาคส่วนที่หลากหลายมากขึ้น
- การปรับปรุงกระบวนการอนุมัติให้สะดวกและรวดเร็วขึ้น การทำให้กระบวนการขออนุญาตลงทุนจากต่างประเทศมีความโปร่งใสและรวดเร็วมากขึ้น เพื่อลดอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาด
เดิมภาคการเกษตรของจีนจำกัดสัดส่วนการถือหุ้นของนักลงทุนต่างชาติ แต่หลังจากนโยบายใหม่ต้องติดตามว่าจีนจะเพิ่มสัดส่วนตรงนี้เป็นเท่าไร: Bismarck Brief
การส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรม
เป็นกระบวนการควบคู่ไปกับการเปิดเสรีการลงทุน จีนถูกครหาตลอดว่าชอบที่จะก๊อบสินค้าและเทคโนโลยีของประเทศอื่น ทำให้หลายประเทศขยาดที่จะมาลงทุนในจีนเพราะกลัวโดนลอกเทคโนโลยี ดังนั้น รัฐบาลจีนจึงประกาศเพิ่มมาตรการเพื่อส่งเสริมการแข่งขันที่โปร่งใสและเป็นธรรมระหว่างบริษัทในประเทศและต่างประเทศด้วย ไม่ว่าจะเป็น การปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับบริษัทต่างชาติในการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาในตลาดจีน
- การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง
แม้ว่าวิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจใหม่ของจีนจะมีเป้าหมายที่ทะเยอทะยาน แต่นักวิเคราะห์ก็ยังมองว่าจีนก็อาจจะต้องเผชิญกับความท้าทายที่ยากต่อการแก้ไขได้อย่างหมดจดและขาดแผนที่ชัดเจนสำหรับการปฏิรูปเชิงโครงสร้างในหลาย ๆ เรื่องที่หลายฝ่ายเชื่อว่าจำเป็นสำหรับการเติบโตที่ยั่งยืน
การปฏิรูประบบการเงินท้องถิ่น
มีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการภายในประเทศที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเพียงพอ หนึ่งในนั้นก็คือเรื่องระบบการเงินของรัฐบาลท้องถิ่น ต้องบอกว่าแต่เดิมรัฐบาลท้องถิ่นในจีนมีช่องทางของรายได้หลัก ๆ มาจากการการขายกรรมสิทธิ์ให้เช่าใช้ที่ดินเป็นหลัก ซึ่งเป็นแหล่งรายได้ที่ไม่ยั่งยืนและมีความเสี่ยงสูง
นอกจากนี้ ยังพบว่าหลายเมืองและจังหวัดในจีนมีภาระหนี้สินสูง ซึ่งเป็นผลมาจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ในช่วงที่ผ่านมาทำให้ดุลบัญชีติดลบ และลามไปเป็นภาระของรัฐบาลกลาง
อีกประเด็นคือเรื่องความไม่สมดุลระหว่างรายได้และความรับผิดชอบ พูดให้เข้าใจง่ายก็คือ รัฐบาลท้องถิ่นมักมีความรับผิดชอบเฉพาะในการให้บริการสาธารณะมากกว่าที่จะนำทรัพยากรไปบริหารให้เกิดรายได้และลดการพึ่งพาเงินจากรัฐบาลกลาง
ดังนั้น ในวิสัยทัศน์ใหม่ท่านผู้นำสูงสุดของจีนจึงมุ่งหวังจะปฏิรูประบบการเงินท้องถิ่นอย่างจริงจัง เช่น การปรับปรุงระบบการจัดเก็บภาษีท้องถิ่น รวมถึงการจัดสรรรายได้ระหว่างรัฐบาลกลางและท้องถิ่นใหม่ให้เกิดความสมดุลและชัดเจนมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงผลักดันให้รัฐบาลท้องถิ่นสามารถพึ่งพาและดูแลตัวเองได้อย่างยั่งยืน
ความท้าทายสำหรับรัฐบาลจีน คือการสร้างสมดุลระหว่างการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะสั้นกับความจำเป็นในการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อความยั่งยืนในระยะยาว วิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจใหม่ดูเหมือนจะเน้นที่การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า และการรักษาการเติบโตในระยะสั้นถึงระยะกลาง มากกว่าการดำเนินการปฏิรูปเชิงลึกที่อาจสร้างความไม่แน่นอนในระยะสั้นแต่มีประโยชน์ในระยะยาว
วิสัยทัศน์ด้านเศรษฐกิจใหม่ที่ออกมาจากท่านสี จิ้นผิง เน้นย้ำให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์ จากประเทศที่พึ่งพาอุตสาหกรรมการผลิต เน้นผลิตของมากได้ราคาถูก ไปสู่การเติบโตที่มีคุณภาพสูงขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนโยบายทางการเงิน
ทำให้หลายฝ่ายมองว่ามาคราวนี้จีนตั้งเป้าเอาจริงที่จะเสริมสร้างสถานะของตนให้แข็งแกร่งในฐานะมหาอำนาจระดับโลกที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยการแก้ไขจุดอ่อนทางเศรษฐกิจภายในประเทศและแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์ภายนอก เชื่อได้ว่ากลยุทธ์เหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดเส้นทางเศรษฐกิจของจีนในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ซึ่งไม่เพียงแต่ส่งผลต่อภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจในประเทศเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อเศรษฐกิจของโลกอีกด้วย
เรื่อง: ณัฐศกรณ์ แสงลับ
อ้างอิง
https://www.economist.com/china/2024/07/25/china-unveils-its-new-economic-vision
https://www.vox.com/world-politics/24091759/china-economic-growth-plan-xi-jinping-crisis
https://english.news.cn/20240330/3c625ca335a2400ea227cd43c6e7b82a/c.html
–
