ทุกคนน่าจะเคยเห็นชื่อ “สารสาสน์” ผ่านตามาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
บางคนเคยเรียนที่นี่ บางคนส่งลูกหลานเรียน บางคนมีเพื่อนเรียน หรืออย่างน้อยแค่เคยได้ยินชื่อผ่านๆ
สาเหตุที่หลายคนเคยได้ยินชื่อนี้มาก่อนก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกแต่อย่างใด
เพราะสารสาสน์เป็นเครือข่ายโรงเรียนเอกชนและสถาบันการศึกษา ที่มีสาขารวมกันมากถึง 50 แห่ง มากที่สุดในประเทศไทย
สารสาสน์เริ่มต้นจากโรงเรียนสารสาสน์พิทยา อยู่ที่ถนนสาธุประดิษฐ์ เปิดสอนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2507
ผู้ก่อตั้งคือ อาจารย์พิบูลย์ และ อาจารย์เพ็ญศรี ยงค์กมล
ในช่วงแรกก็เป็นโรงเรียนเอกชนธรรมดาที่สอนตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2535 เมื่อสารสาสน์กลายเป็นโรงเรียนแห่งแรกในประเทศไทยที่ทดลองสอนหลักสูตรสองภาษา หรือ Bilingual Programme
เกิดจากวิสัยทัศน์ของผู้ก่อตั้งที่เล็งเห็นว่าภาษาอังกฤษเป็นทักษะสำคัญ
พอเริ่มทดลอง ปรากฏว่าได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ปกครอง โรงเรียนจึงเดินหน้าปรับหลักสูตรอย่างจริงจัง
จนได้รับอนุญาตให้เปิดเป็น “โรงเรียนสองภาษาแห่งแรกในประเทศไทย” ในปี 2538
ปัจจุบันการเรียนการสอนของสารสาสน์ นับเฉพาะหมวดโรงเรียน มีตั้งแต่ชั้นอนุบาล 1 ไปจนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยแบ่งออกเป็น 2 แผนกหลัก คือ
1) แผนกปกติ เรียนตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการ แต่ความพิเศษคือจะมี 5 วิชาที่สอนเป็นภาษาอังกฤษได้แก่ คณิตศาสตร์ สุขศึกษา สังคมศึกษา วิทยาศาสตร์ และศิลปะ (สอนโดยครูไทยและครูต่างชาติ)
ส่วน ม.ปลาย จะแบ่งเป็น 3 สาย คือ วิทย์-คณิต ศิลป์-คำนวณ และศิลป์-ภาษาจีน
2) แผนก 2 ภาษา จะเรียนเป็นภาษาอังกฤษโดยใช้ครูต่างชาติเป็นหลัก
แต่เมื่อถึงระดับชั้น ม.ปลาย จะมีให้เลือกเพียงสายเดียวคือ วิทย์-คณิต
นอกจากนี้ ทั้งสองแผนกยังมีการปูพื้นฐานภาษาที่ 3 ไม่ว่าจะเป็น จีน ฝรั่งเศส หรือเยอรมัน ให้กับนักเรียนตั้งแต่ชั้น ป.4 – ม.3 อีกด้วย
สิ่งที่ทำให้สารสาสน์ขยายสาขาได้เร็วและกว้าง ไม่ใช่เพราะค่าเทอมถูก
แต่เป็นเพราะการเสนอหลักสูตร English Program มาอยู่ในราคาที่เข้าถึงได้
เพราะย้อนกลับไปประมาณ 20-30 ปีที่แล้ว ตลาดการศึกษาไทยมีช่องว่างอยู่พอสมควร
ในยุคนั้นเป็นจังหวะที่เศรษฐกิจไทยกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด มีการเปิดรับการค้าและการลงทุนจากต่างประเทศ
คนจึงเริ่มมองว่าภาษาอังกฤษเป็นทักษะสำคัญสำหรับการสื่อสารและการทำงาน
แต่โรงเรียนรัฐบาลส่วนใหญ่เน้นวิชาการตามหลักสูตรปกติ ไม่ได้เน้นภาษาต่างประเทศเป็นพิเศษ
ส่วนโรงเรียนนานาชาติที่สอนภาษาอังกฤษก็มีค่าเทอมสูงถึงหลักหลายแสนหรือหลักล้านบาทต่อปี ไม่ใช่ว่าทุกครอบครัวจะเอื้อมถึง
สารสาสน์มองเห็นโอกาสนี้ และเริ่มบุกเบิกเป็นโรงเรียนไทยที่มีหลักสูตรสองภาษาอย่างจริงจัง
เด็กได้เรียนกับครูต่างชาติ ได้ฝึกภาษาอังกฤษตั้งแต่เล็ก ในราคาที่จับต้องได้มากกว่าโรงเรียนนานาชาติ
เป็นจุดลงตัวที่เข้ามาแทรกกลางระหว่าง “โรงเรียนรัฐบาล” และ “โรงเรียนนานาชาติ” ได้อย่างพอดิบพอดี
เมื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้ปกครองได้ เครือสารสาสน์จึงขยายสาขามาได้อย่างต่อเนื่อง
มีการแตกแบรนด์เป็นชื่อ “สารสาสน์วิเทศ” เพื่อใช้สำหรับบุกตลาดทำเลรอบนอกเมืองและต่างจังหวัด
ใช้ชื่อเป็น สารสาสน์วิเทศ + ย่านหรือจังหวัดนั้นๆ
นอกจากโรงเรียนสายสามัญแล้ว เครือสารสาสน์ยังขยายไปยังสายอาชีวศึกษาและอุดมศึกษาด้วย
มีวิทยาลัยบริหารธุรกิจยานนาวา สำหรับผู้เรียนสายวุฒิ ปวช. และ ปวส. ตั้งอยู่ที่ถนนสาธุประดิษฐ์
และมีสถาบันเทคโนโลยีแห่งสุวรรณภูมิ สำหรับระดับอุดมศึกษา ตั้งอยู่ที่อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ
ปัจจุบัน เครือสารสาสน์มีสาขารวมทั้งหมด 50 แห่งทั่วประเทศ
แบ่งเป็นโรงเรียน 45 แห่ง อาชีวศึกษา 4 แห่ง และสถาบันอุดมศึกษาอีก 1 แห่ง
ทำให้สารสาสน์กลายเป็นเครือโรงเรียนเอกชนที่มีจำนวนสาขามากที่สุดในประเทศไทย ณ ตอนนี้
เป็นของบริษัท แสงเงินพัฒนาการ จำกัด มีรายได้ปี 2568 อยู่ที่ 2,041 ล้านบาท กำไรสุทธิ 343 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิประมาณ 16%
เรื่องราวของสารสาสน์เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจของธุรกิจการศึกษาไทย ที่ไม่ได้เติบโตเพราะราคาถูกที่สุด หรือหรูหราที่สุด
แต่เติบโตเพราะมองเห็นช่องว่างในตลาดที่คนอื่นยังไม่ทำ แล้วกล้าเป็นเจ้าแรกที่ลงมือทำก่อน
จากโรงเรียนเดียวที่ถนนสาธุประดิษฐ์ในปี 2507 สู่เครือข่ายการศึกษาที่มีสาขากระจายอยู่ทั่วประเทศไทยในวันนี้
