แม้ว่าสมรภูมิของเหล่าโอเปอร์เรเตอร์จะห้ำหั่นกันด้วยหลายยุทธศาสตร์ ราคาโปรโมชันก็ดี การให้บริการก็ดี หรือสูตรการสร้างความผูกพันในแบรนด์ก็ดี แต่ท้ายสุดแล้ว“คุณภาพสัญญาณ” ยังคงเป็นหัวใจการแข่งขันอย่างแท้จริง และกำลังจะเห็นผลได้ชัดด้วยพลวัต Internet of things ที่กำลังขับเคลื่อนใกล้มากขึ้น
โดยเฉพาะพฤติกรรมผู้บริโภคสมัยนี้มีความกระหายที่จะได้เทคโนโลยีการสื่อสารที่ดีที่สุดอยู่ในกำมือ ยิ่งเร็วเท่าไหร่ ยิ่งแรงเท่าไหร่ยิ่งดี ขณะเดียวกันแรงอย่างเดียวไม่พอ ความเสถียรภาพต้องนิ่ง ความครอบคลุมต้องเยี่ยม ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็สามารถเชื่อมต่อกันได้ลื่นไหลตลอดเวลา
แน่นอนว่าทุกค่ายต่างให้ความสำคัญเรื่องนี้ดี แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าค่ายทรูดูจะทุ่มทุนกับยุทธศาสตร์นี้มากที่สุด ตั้งแต่การสร้างประวัติศาสตร์วงการโทรคมนาคมประมูลกวาดไลเซนส์คลื่นความถี่ทั้งหมดมาครอบครอง การลงทุนโครงสร้างเครือข่ายสัญญาณแทบทุกหมู่บ้านในประเทศไทย ตลอดจนการร่วมธุรกิจกับยักษ์ใหญ่โทรคมนาคมจากจีนเพื่อดึงนวัตกรรมมาพัฒนาต่อยอด

ซึ่งเป็นที่จับตาหลังจากทรูได้คลื่นความถี่ทั้ง 4 คลื่นในกำมือ จะใช้แต้มต่อนี้อย่างไรบ้าง ล่าสุดทรูโยกเสต็ปเปิดตัว 4G+ โดยนำเทคโนโลยี CA มาใช้ยกระดับคุณภาพสัญญาณไปอีกขั้น
ด้วยประสิทธิภาพของ 4G+ หรือ 4.5G ของทรูที่ทำความเร็วเฉลี่ยมากกว่า 4G ธรรมดา จึงคาดไม่ยากว่าทรูจะใช้นวัตกรรมนี้สร้างแต้มต่อการตลาด แต่ที่น่าตื่นเต้นคือเพียงไม่กี่เดือน4.5Gก็มีเครือข่ายครอบคลุมแล้วทุกอำเภอของประเทศไทย ซึ่งหลายคนคงได้เห็นได้ใช้กันบ้างแล้ว
ส่วนหลายคนที่ยังสงสัยว่าหลักการของนวัตกรรมนี้เป็นอย่างไร เร็วกว่า 4G ธรรมดาอย่างไร วันนี้เรานำหลักการคร่าว ๆ มาขยาย
เทคโนโลยี CA คืออะไร?
CA ย่อมาจากคำว่า Carrier aggregation หมายถึงการนำคลื่นความถี่ที่ให้บริการมารวมกัน เพื่อให้ช่องส่งสัญญาณกว้างมากขึ้น พูดได้ว่ายิ่งรวมคลื่นได้มากเท่าไหร่ ความเร็วเน็ตก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้น
เช่นถ้านำ 2 คลื่นมารวมกัน เราเรียกว่า 2CA เช่น คลื่น2100 + 1800 MHz
ซึ่งในกรณีของทรูคือการนำ 3 คลื่นมารวมกัน เราเรียกว่า 3CA เช่น คลื่น 2100 + 1800 + 900 MHz
เรียกว่า 3CA คือนำคลื่นมารวมกัน 3 คลื่น เพื่อให้4Gเร็วขึ้นกว่าเดิม3 เท่า หรือสูงสุด 450 Mbps. ในเวลานี้
ซึ่งแน่นอนว่าเทคโนโลยีนี้มีเพียงแค่ทรูเท่านั้นที่ทำได้

เพื่อให้ชัดขึ้น เปรียบเทียบกับภาพนี้

ซึ่งทรูมูฟเอชเป็นเจ้าแรกที่นำ นวัตกรรม 3 CA มาใช้ในประเทศไทย จึงทำให้เป็น 4G+ที่เหนือกว่า ด้วยความเร็วที่ตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลาย ตอบรับกับความต้องการผู้บริโภคที่ต้องการความเร็วความแรงที่เสถียรที่สุด

มองในภาพรวม การขับเคลื่อนของทรูมูฟเอชในแต่ละครั้ง ทำให้เห็นโพสิชันนิ่งที่ชัดเจนของค่ายสีแดงที่มาเรื่องเทคโนโลยีที่เหนือกว่า นับตั้งแต่การเปิดตัว 3Gครั้งแรกในคอมเมอเชียล เช่นเดียวกับการประกาศ 4G LTE ออกมาบลัฟคู่แข่งในช่วงที่3Gเพิ่งใช้ได้ไม่นานให้คนไทยได้สัมผัสความเร็วที่เหนือกว่า แน่นอนยุทธศาสตร์นี้สร้างความสำเร็จทั้งการเพิ่ม Volume ตลอดจน Brand Loyalty กระทั่งมาถึง 4G+ ก็มาในแผนเดิม เพิ่มเติมคือคือคลื่นความถี่ที่มากกว่า
อย่างไรก็ตาม 4G+ ก็จำกัดเฉพาะดีไวซ์ที่รองรับกับนวัตกรรม 3 CA ซึ่งเราก็เตรียมข้อมูลมาให้แล้ว

เชื่อว่า 3 CA น่าจะตอบโจทย์ไลฟ์ไสตล์คนยุค Internet of Things อย่างเราๆ ที่ต้องการความเร็วที่มากกว่า
สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม คลิก

