ฉงชิ่ง เมืองที่ในเวลานี้เราจะได้ยินชื่อบ่อยที่สุด เพราะการเปิดตัวเมืองที่แสดงให้เห็นการพัฒนาอันน่าทึ่งของจีน ในเวลาเพียงไม่กี่ปีแต่จีนสามารถพลิกโฉมเมืองท่าริมแม่น้ำแห่งนี้ ที่เคยเป็นเมืองล้าหลัง และถูกทิ้งร้างให้กลายเป็นเมืองสุดล้ำที่เหมือนมาจากอนาคตได้อย่างน่าทึ่ง
ขณะนี้ไม่มีเมืองใดจะโดดเด่นไปกว่าฉงชิ่งแล้ว อาคารอพาร์ตเมนต์สูงหลายพันหลังตั้งตระหง่านใจกลางเมือง สะพานทอดยาวข้ามแม่น้ำผืนใหญ่ ภาพรถไฟฟ้าวิ่งทะลุคอนโดมิเนียม ตึกระฟ้ากับแสงไฟส่องสว่างราวกับไม่มีวันหลับใหล ทัศนียภาพของเมืองที่ถูกจัดระเบียบจนเหมือนหลุดมาจากอนาคต ทำให้ฉงชิ่งกลายเป็นเมืองที่มีภาพสวยงามราวกับเทพนิยายเผยแพร่ออกสู่โลกโซเชียลไม่เว้นแต่ละวัน
การขยายตัวของเมืองในประเทศจีนเป็นไปอย่างรวดเร็ว ในปี 1980 ชาวจีนยังอาศัยอยู่ในเมืองต่าง ๆ ไม่ถึง 200 ล้านคน แต่ในช่วง 30 ปีต่อมา เมืองต่าง ๆ ของจีนขยายตัวเพิ่มขึ้นเกือบ 500 ล้านคน ซึ่งเทียบเท่ากับจำนวนประชากรในสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และอิตาลีรวมกัน
ปัจจุบันมีผู้คนมากกว่า 700 ล้านคนที่แออัดยัดเยียดอยู่ในเขตเมือง และภายในปี 2030 เมืองต่าง ๆ ของจีนจะมีประชากร 1 ใน 8 คนบนโลก
เศรษฐกิจฉงชิ่ง
ฉงชิ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 3,000 ปี เป็นเมืองใหญ่ที่ตั้งอยู่ในจีนแผ่นดินใหญ่ เป็นเมืองท่าสำคัญตามแนวเขตเศรษฐกิจแม่น้ำแยงซี และเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ที่สำคัญของโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (BRI)
เป็นศูนย์กลางทางการเมือง เศรษฐกิจ และยุทธศาสตร์ที่สำคัญในภาคตะวันตกของจีน เมืองนี้เป็นที่รู้จักในชื่อ “เมืองแห่งภูเขา” เนื่องจากมีภูมิประเทศที่ขรุขระและหุบเขาสูงชัน อากาศร้อนชื้น รัฐบาลจีนกำหนดให้ฉงชิ่งเป็นศูนย์กลางสำคัญในภาคตะวันตกของจีน มีสถานะเมืองเทียบเท่ากับปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และเทียนจิน ในฐานะเมืองที่รายงานตรงต่อรัฐบาลกลางของจีน
ฉงชิ่งแยกตัวออกมาจากมณฑลเสฉวนในปี 1997 มีประชากรหนาแน่นราว 33 ล้านคน โดย 2.7 ล้านคนเป็นแรงงานอุตสาหกรรมที่มีทักษะ มีพื้นที่นครรวม 82,400 ตารางกิโลเมตร มากกว่าเซี่ยงไฮ้ 13 เท่า ความเจริญสะท้อนจากการเติบโตทางเศรษฐกิจ GDP ที่เติบโตอยู่อันดับที่ 5 ของจีนที่มี GDP สูงที่สุด รองจากเซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง เซินเจิ้น และกว่างโจว
โดยในปี 2020 ฉงชิ่งมี GDP อยู่ที่ 385,500 ล้านดอลลาร์ ใกล้เคียงกับขนาดเศรษฐกิจของอิสราเอลหรืออาร์เจนตินาเลย
ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศต่อหัวของเมืองเพิ่มขึ้น 16 เท่า จาก 544 ดอลลาร์ เป็น 8,908 ดอลลาร์ และอัตราการขยายตัวเป็นเมืองเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า จาก 29.5% เป็น 62.2%
อย่างไรก็ตาม ฉงชิ่งสามารถหลีกเลี่ยงความท้าทายในการขยายตัวของเมืองได้อย่างมีนัยสำคัญ เช่น ค่าครองชีพสูง ค่าเช่าที่อยู่อาศัยราคาแพง ที่พักอาศัยมีจำกัด ฉงชิ่งสามารถบาลานซ์ปัจจัยเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี ผิดกับเมืองใหญ่อื่น ๆ ที่เมื่อเมืองเจริญขึ้นมาสาธารณูปโภคพื้นฐานทั้งหมดก็จะแพงตามไปด้วย
ความเนื้อหอมของเมืองนี้มาจากแรงงานราคาถูก โครงสร้างพื้นฐานที่ถูกพัฒนารอไว้แล้ว สภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ดี เนื่องจากได้รับประโยชน์จากนโยบายพัฒนาชาติของสีจิ้นผิง ทำให้เมืองฉงชิ่งเป็นจุดหมายปลายทางของนักลงทุน
ที่ผ่านมาประธานาธิบดีสีจิ้นผิงพยายามสนับสนุนการพัฒนาภูมิภาคตะวันตกของจีน เพราะเป็นเส้นทางโลจิสติกส์ที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจ จีนพยายามสร้างระเบียงการค้าทางบก-ทางทะเลระหว่างประเทศแห่งใหม่ โดยผลักดันให้ฉงชิ่งพัฒนาความก้าวหน้าด้านนวัตกรรมเทคโนโลยี และอุตสาหกรรม เร่งสร้างเมืองอัจฉริยะ รวมถึงสร้างความสามารถในการป้องกัน บรรเทา และตอบสนองต่อภัยพิบัติ แต่ห้ามปล่อยปละละเลยการพัฒนาเกษตรกรรมเชิงนิเวศ เพื่อไม่ให้ประชาชนกลับคืนสู่ความยากจน
ยุทธศาสตร์ทางการค้า
ฉงชิ่งเป็นเมืองที่มีโครงการรถไฟฉงชิ่ง-ซินเจียง-ยุโรป ซึ่งเป็นเส้นทางรถไฟตรงจากฉงชิ่งไปยังเยอรมนี ก่อตั้งขึ้นในปี 2010 ทำให้ฉงชิ่งกลายเป็นผู้นำในด้านการค้าระหว่างจีนกับเอเชียกลางและยุโรป ทั้งยังมีรถไฟบรรทุกสินค้าฉงชิ่ง-หม่านโจวลี่-รัสเซีย เปิดให้บริการในปี 2014 และดำเนินการเที่ยวเดินทางระหว่างจีนและรัสเซียมากกว่า 1,000 เที่ยวในปี 2020
ตลอดจนโครงการระเบียงทางบก-ทะเลใหม่ที่กำลังก่อสร้างอยู่ในปัจจุบัน เชื่อมโยงเมืองฉงชิ่งกับภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกทางการค้าระหว่างภูมิภาคตะวันตกของประเทศ และตลาดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ใกล้เคียง โดยเฉพาะคาบสมุทรอินโดจีน
ภายในปี 2030 ฉงชิ่งยังจะสร้างเครือข่ายทางรถไฟที่มีความยาวรวม 5,800 กิโลเมตร ซึ่งรวมถึงทางรถไฟความเร็วสูง 2,032 กิโลเมตร เมื่อถึงเวลานั้นฉงชิ่งจะกลายเป็นศูนย์กลางการขนส่งที่สำคัญที่เชื่อมโยงยุโรป เอเชีย และส่วนอื่น ๆ ของจีน
ทั้งนี้ เขตเศรษฐกิจเฉิงตู-ฉงชิ่ง เป็นเมืองแรก ๆ ของจีนที่ให้บริการรถไฟบรรทุกสินค้าจีน-ยุโรปตั้งแต่ปี 2021 ทั้งสองเมืองมี GDP ในระดับภูมิภาครวมเกือบ 8.2 ล้านล้านหยวน เพิ่มขึ้น 6.1% เมื่อเทียบเป็นรายปี ถือเป็นสองมหานครหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคตของภูมิภาคตะวันตกนี้
ฐานผลิตยานยนต์โลก
เดิมเศรษฐกิจของฉงชิ่งพึ่งพาการเกษตรและอุตสาหกรรมหนักเป็นหลัก เช่น การผลิตยานยนต์ เหล็ก เหล็กกล้า และอะลูมิเนียม แต่ปัจจุบันมีความสมดุลมากขึ้น โดยอุตสาหกรรมขั้นที่สองและขั้นที่สามมีส่วนสนับสนุน 40% และ 52.8% ของ GDP
ฉงชิ่งเป็นฐานการผลิตรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีน โดยมียอดผลิตรถยนต์มากกว่า 3 ล้านคันต่อปี ขณะที่ผลิตมอเตอร์ไซค์มากกว่า 8 ล้านคัน
เมื่อปีที่แล้ว BYD ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชั้นนำของจีนที่ได้รับการสนับสนุนจาก Warren Buffett ได้สร้างโรงงานแบตเตอรี่ FinDream ในเมืองฉงชิ่ง เพื่อผลิตแบตเตอรี่ BYD Blade โดยคาดว่าโครงการนี้ลงทุนไปไม่น้อยกว่า 20,500 ล้านหยวน (3,200 ล้านดอลลาร์)
เมืองฉงชิ่งและเสฉวนมีโครงการลงทุนจากต่างประเทศคิดเป็นประมาณ 50% ของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศทั้งหมดในจีนตะวันตก
ในปี 2020 ฉงชิ่งใช้เงินทุนจากต่างประเทศประมาณ 10,300 ล้านดอลลาร์ รวมถึงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ 2,100 ล้านดอลลาร์ และมีบริษัทในรายชื่อ Fortune Globe 500 รวม 296 แห่งที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในเมืองฉงชิ่ง
ในปี 2023 เมืองฉงชิ่งได้จัดตั้งบริษัทลงทุนจากต่างประเทศใหม่ 321 แห่ง เพิ่มขึ้น 30.49% เมื่อเทียบเป็นรายปี
นอกจากนั้น เมืองนี้ยังผลิตแล็ปทอปได้มากถึง 58 ล้านเครื่อง ซึ่งคิดเป็น 1 ใน 3 ของยอดผลิตทั่วโลกในปี 2016 และผลิตโทรศัพท์มือถือได้ 280 ล้านเครื่อง คิดเป็น 15% ของยอดผลิตโทรศัพท์มือถือทั้งหมดของจีน
การพัฒนาในด้านเทคโนโลยีของฉงชิ่งเป็นผลพวงมาจากการวางรากฐานตั้งแต่ปี 1993 ที่ประกาศให้ฉงชิ่งเป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาเซมิคอนดักเตอร์กำลังไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และข้อมูล การผลิตอุปกรณ์ระดับไฮเอนด์ อุตสาหกรรมบริการสมัยใหม่ เป็นต้น
ซึ่งความพยายามในการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของฉงชิ่ง ทำให้สัดส่วนของผลผลิตรวมของอุปกรณ์โทรคมนาคม คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ เพิ่มสูงต่อเนื่อง จาก 11.4% ในปี 2012 เป็น 23.8% ในปี 2019 ส่งผลให้ฉงชิ่งเป็นฐานการผลิตแล็ปทอปที่ใหญ่ที่สุดในโลก และฐานการผลิตโทรศัพท์มือถือที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก
นโยบายที่เอื้อต่อการลงทุน
ฉงชิ่งลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) ลงเหลือ15% และยกเว้นภาษีนำเข้าอุปกรณ์ ให้สิทธิประโยชน์ที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ การควบคุมการใช้ที่ดินที่ผ่อนปรนขึ้นสำหรับนักลงทุนต่างชาติที่มาทำธุรกิจในอุตสาหกรรมที่ฉงชิ่งสนับสนุน รวมถึงการจัดการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศและสินเชื่อ ความช่วยเหลือด้านการนำเข้าและส่งออก และสิทธิประโยชน์ด้านวีซ่า
ฉงชิ่งได้ใช้แผน “แผนหงหยาน” เพื่อดึงดูดบุคลากรด้านเทคโนโลยีขั้นสูงทั้งในและต่างประเทศ โดยเสนอเงินรางวัลและเงินอุดหนุนงบประมาณให้ด้วย
เขตเศรษฐกิจพิเศษ
เขตการค้าเสรีนำร่องฉงชิ่ง (FTZ) ก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2017 โดยมีพื้นที่ 119.98 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่เหลียงเจียง ซีหยง และพื้นที่ท่าเรือกู้หยวน มุ่งเน้นการพัฒนาด้านการผลิตอุปกรณ์ดิจิทัลหรืออัจฉริยะขั้นสูง ชีวการแพทย์ และการบริการ เช่น การขนส่งระหว่างประเทศ และการจัดจำหน่ายแบบบูรณาการ
ในปี 2020 มีบริษัท 14,393 แห่งที่จัดตั้งขึ้นใหม่ในเขตการค้าเสรีนำร่องฉงชิ่ง โดยมีทุนจดทะเบียนรวม 140,970 ล้านหยวน (21,710 ล้านดอลลาร์) ในจำนวนนี้ มี 129 แห่งเป็นบริษัทที่ได้รับการลงทุนจากต่างประเทศ (FIE) โดยมีทุนจดทะเบียนรวม 843 ล้านดอลลาร์
การเดินทางจาก ‘ฟาร์ม’ สู่ ‘เมือง’ การพัฒนาที่ประชาชนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา จีนจงใจชะลออัตราการอพยพของชนบทเข้าเมือง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกลัวว่าเมืองต่าง ๆ จะไม่สามารถรับมือกับผู้อพยพที่หลั่งไหลเข้ามาจำนวนมากได้ แผนของฉงชิ่งสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงนโยบายระดับชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 ของจีน สำหรับช่วงปี 2011-2015 ที่เรียกร้องให้มีการขยายตัวของเมืองมากขึ้น เพราะเชื่อว่าการส่งเสริมให้เกษตรกรหลายล้านคนย้ายถิ่นฐานเข้ามาในเมือง และสร้างเมืองที่เน้นการบริโภคจะสร้างความยั่งยืนในระยะยาว
แรงงานในชนบทย้ายถิ่นฐานเข้ามาในเมืองเพราะมีรายได้มากกว่าอาศัยอยู่ในฟาร์ม เปลี่ยนเข้าไปทำงานในโรงงานและไซต์ก่อสร้างในเมือง ก่อให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจมหาศาล ภายในปี 2030 หรือไม่นานหลังจากนี้ ชาวจีน 1,000 ล้านคนจะอาศัยอยู่ในเมือง
ตึกระฟ้าในดงสลัม
แต่การปรับปรุงทัศนียภาพให้สบายตาได้นั้น รัฐต้องรื้อถอนหมู่บ้านสลัมหลายพันแห่งที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วเมือง และจำเป็นต้องสร้างที่อยู่อาศัยทดแทนให้กับแรงงานอพยพ หรือคนที่ไม่สามารถซื้อบ้านได้เอง ซึ่งรัฐบาลกลางต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่อยู่อาศัย บริการสาธารณะ และโครงสร้างพื้นฐานของเมือง รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ และการศึกษาขั้นพื้นฐาน 80% เนื่องจากภาษีที่จัดเก็บในท้องถิ่นจำนวนมากถูกโอนเข้าคลังของรัฐบาลกลาง เพื่อให้รัฐบาลกลางสามารถครอบคลุมค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการสังคม การศึกษา และบริการสุขภาพได้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันประชากร 1 ใน 3 คนที่อาศัยอยู่ในเมืองต่าง ๆ ของจีนได้รับการปฏิบัติเหมือนพลเมืองชั้นสอง ด้านมืดของกระบวนการขยายเมืองเมื่อมองในภาพรวมอาจเห็นความเจริญมั่งคั่ง การปลดล็อกการเติบโตทางเศรษฐกิจ และเพิ่มรายได้ให้กับชาวชนบท
แต่เมื่อเจาะลึกลงไปในรายละเอียดประชาชนในเขตชนบทหลายล้านคนยังต้องดิ้นรนหาเลี้ยงชีพ ทำงานในไซต์ก่อสร้าง แบกหามของเร่ขาย บางคนนั่งประท้วงหน้าศูนย์แรงงาน คนที่หลุดออกจากวงโคจรของการพัฒนานี้ ยังคงกลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งของเมืองสมัยใหม่ที่รัฐพยายามเสกสร้างฉาบหน้าให้ดูหรูหรา แต่กลับทิ้งคนบางกลุ่มไว้ข้างหลัง
จนปัจจุบันในเขตชานเมืองทางตอนเหนือของฉงชิ่งการก่อสร้างเมืองก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ยังคงทุ่มทุนสร้างอาคารบ้านเรือนใหม่ ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการที่ไม่เคยพอของคน
–
