วรวัฒน์ ชิ้นปิ่นเกลียว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยโคโคนัท จำกัด (มหาชน) หรือ COCOCO คือนักธุรกิจที่สู้ชีวิตอีกคนที่มาจากครอบครัวเกษตรกร พ่อเป็นเจ้าของไร่อ้อยอยู่ในจังหวัดราชบุรี ส่วนแม่ก็มีสวนมะพร้าวที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ในช่วงอายุ 40 ปีสามารถเป็นนักธุรกิจที่สร้างรายได้หลายร้อยล้าน แต่ไม่พอ ต้องการรวยเป็นพันล้าน

พออายุ 50 ปี เป็นหนี้ 900 ล้านบาท ชีวิตจมดิ่งอยู่ในวิกฤตของชีวิตอยู่นาน จนอายุเกือบ 60 ปีพลิกกลับมาได้อีกครั้งกับธุรกิจผลิตและส่งออกสินค้าแปรรูปจากมะพร้าวไปทั่วโลกกว่า 90 ประเทศ

ปี 2566 เขาเอาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ และสามารถทำยอดขายปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 4,680 ล้านบาทกำไร 540 ล้านบาท

6 เดือนแรกปี 2567 มีรายได้ 2,978 ล้านบาท (+49.50%) กำไร 431 ล้านบาท (+117.68%)

คราวนี้เป้าหมายหมื่นล้านดูเหมือนจะอยู่ไม่ไกล

เป็นลูกจ้างมันไม่เท่อยากเป็นเจ้าของบริษัทเอง

ดร.วรวัฒน์ ชิ้นปิ่นเกลียว เป็นคนหนุ่มคนหนึ่งที่มีความคิดเหมือนกับอีกหลาย ๆ คน คือเมื่อทำงานไปสักพักก็มีความต้องการเป็นเจ้าของบริษัทเองบ้าง

ความคิดนี้เกิดขึ้นหลังเขาเรียนจบปริญญาตรี คณะวิทยาศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  แล้วไปเป็น QC อยู่ในโรงงานของบริษัทผู้ผลิตไอศกรีมยี่ห้อ ครีโม อยู่หลายปี

แรงบันดาลใจอย่างแรกก็คือ เห็นเจ้าของขับรถใหม่สวยหรูเข้ามาก็อยากเป็นอย่างเขาบ้าง แต่ลำพังเงินเดือนพนักงานที่แต่ละเดือนก็แทบจะไม่พอ ส่วนฐานะทางบ้านก็ไม่ได้ร่ำรวย อาชีพเกษตรกรที่ต้องพึ่งฟ้าฝน เรื่องมีเงินเก็บไว้ให้ลูกไปลงทุนยากมาก

แต่เขามีแรงจูงใจในการเป็นเจ้าของกิจการ เลยเจียดเวลา เจียดเงิน ไปเรียนปริญญาโท Master of Business Administration (MBA) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  และหาความรู้ในเรื่องการทำธุรกิจตลอดเวลา

(ต่อมาเขายังได้รับปริญญาเอก Doctor of Philosophy American University of Hawaii อีกด้วย)

พออายุ 31 ปีก็ตัดสินใจยืมเงินพ่อตาประมาณ 3 แสนบาท ทำโรงงานทำน้ำกะทิเล็ก ๆ หลังบ้าน ส่งขายให้กับบริษัทผู้ผลิตไอศกรีม

ก่อนที่จะขยับขยายมาทำโรงงานใหญ่ขึ้นที่จังหวัดราชบุรี บ้านเกิด เริ่มต้นธุรกิจแปรรูปผลิตภัณฑ์มะพร้าว ด้วยการรับจ้างผลิตหรือ OEM กะทิ และน้ำมะพร้าว ให้กับผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มหลายเจ้า

10 ปีแรกจากการทำงานอย่างหนัก โรงงานของเขาสามารถทำยอดขายได้ปีละประมาณ 400-500 ล้าน กำไรปีละ 30-50 ล้าน

คราวนี้เขาเริ่มคิดการใหญ่ อยากเป็นเถ้าแก่พันล้าน

ขยายไปทำโรงงานสับปะรด แต่ไม่เป็นสับปะรด

ช่วงที่อุตสาหกรรมสับปะรดบูมมากได้ตัดสินใจไปทำโรงงานน้ำสับปะรดบ้าง ด้วยความคิดที่ว่าไม่น่ายาก ธุรกิจแปรรูปเหมือนกัน เลยตัดสินใจกู้เงินแบงก์ถึง 900 ล้านบาท แต่ทำได้ 3 ปีต้องปิดโรงงาน พร้อมหนี้สินมากมาย ที่ไหลลามมายังธุรกิจมะพร้าวหลักด้วย

ก่อนที่จะมาสรุปได้ว่า key success factor ในการทำแต่ละธุรกิจมันไม่เหมือนกัน ความสำเร็จและ ประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญในการทำน้ำกะทิไม่ได้การันตีว่าจะทำธุรกิจใดก็ได้ ถึงแม้ว่าจะมีความคล้าย ๆ กัน

โดยเฉพาะการทำธุรกิจน้ำสับปะรด ซึ่งเป็นผลไม้ที่มีราคาขึ้นลงตามฤดูกาล เหมาะสำหรับคนที่มีเงินเย็น ซื้อตอนราคาถูกเก็บไว้ขายตอนราคาแพง แต่ของเขาคือเงินร้อน เงินกู้ ทำอย่างนั้นไม่ได้

เจ๊ง แต่ไม่จบ

ดร.วรวัฒน์ใช้เวลาประมาณ 10 ปีกว่าจะพลิกฟื้นชีวิตจากจุดตกต่ำ และสร้างธุรกิจขึ้นมาใหม่ได้อีกครั้ง บทเรียนครั้งใหญ่ในตอนนั้นทำให้เขาต้องตั้งสติในการรับมือกับปัญหา และค่อย ๆ หาทางแก้ไขไปทีละจุด อะไรคือจุดอ่อน จุดแข็ง  จุดด้อย อะไรประหยัดได้ก็กลับมาประหยัด ดูเรื่องการเงินให้รัดกุมขึ้น รวมทั้งให้ความสำคัญในเรื่องการสร้างคน สร้างทีมมากขึ้น

กว่าจะฟื้นฟูได้อายุก็เกือบ 60 ปี คราวนี้กลับมารวยเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือความเก๋า สามารถขยายธุรกิจไปได้อีกมากมาย

โชคดีที่เมื่อประมาณ 10 ปีก่อนรัฐบาลมีนโยบาย “ครัวไทยสู่ครัวโลก” และมะพร้าวคือส่วนหนึ่งในการประกอบอาหารและขนมไทยที่สำคัญ เปิดโอกาสให้ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับมะพร้าวแพร่หลายไปทั่วโลก

ประกอบกับเมกะเทรนด์เรื่องการรักษาสุขภาพด้วยการดื่มน้ำผลไม้ ทำให้น้ำมะพร้าวน้ำหอมพันธ์ุที่มีเฉพาะประเทศไทย ทำให้ทำตลาดได้ดีเพิ่มขึ้นไปอีก

ยิ่งห้าวยิ่งมัน เข้าตลาดหลักทรัพย์เมื่อายุ 60 ปี

ในที่สุดก็ถึงจุดพลิกสำคัญของชีวิตอีกครั้งในวัย 60 กว่าปี  เมื่อ วรวัฒน์ ชิ้นปิ่นเกลียว ตัดสินใจเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อปีที่ผ่านมา และสามารถทำยอดขายในปี 2566 สูงที่สุดตั้งแต่ตั้งบริษัทมา 4,680 ล้านบาท กำไร 540 ล้านบาท

ส่วน 6 เดือนแรกปี 2567 มีรายได้ 2,978  ล้านบาท (+49.50%) กำไร 431 ล้านบาท (+ 117.68%)

มาจากการส่งออก 87.75% จากเอเชีย 67.45% อเมริกา 44.16% ตะวันออกกลาง  22.54% ยุโรป 20.94%

โดยกำไรมาจาก 3 ธุรกิจหลัก คือ น้ำกะทิ  25.77% น้ำมะพร้าว 28.63% และธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง 29.07% ภายใต้แบรนด์ Moochie

9% เป็นแบรนด์ของบริษัทคือ ไทยโคโค่ และโคโค่บุรี อีก 91% คือการทำ OEM  ที่ประกอบไปด้วยอาหาร เช่น กะทิ, นมข้นหวานมะพร้าว, วิปครีมมะพร้าว, น้ำซุปแกงพร้อมปรุง

– เครื่องดื่ม เช่น น้ำมะพร้าว, เครื่องดื่มน้ำมะพร้าว, COCONUT MILK DRINK WITH NATA DE COCO, กาแฟมะพร้าว, COCONUT DRINK YOGURT, PLANT-BASE MILK, BASIL SEED DRINK, น้ำดื่ม และเครื่องดื่มชนิดอื่น ๆ

สินค้าแปรรูปจากมะพร้าว ยังมีแนวโน้มเติบโตได้อีกมากจากความต้องการของตลาดโลก และยังเป็นเครื่องดื่มด้านสุขภาพ ที่ไม่ใช่แค่กระแส แต่เป็นเมกะเทรนด์ ที่ COCOCO ยึดตลาดไว้ได้เกือบทั่วโลกแล้ว

โดยเฉพาะตลาดคนจีนที่เทรนด์น้ำมะพร้าวน้ำหอมจากเมืองไทยยังคงมาแรง

นอกจากนั้น ยังขยายธุรกิจตามเมกะเทรนด์ ในอีกหลาย ๆเรื่อง เช่น อาหารสัตว์เลี้ยงขึ้น ผลิตภัณฑ์อาหารในกลุ่มโปรตีน (Plant based Food)  ผลิตภัณฑ์ชีสและเนยที่ทำจากพืช อีกด้วย

เขายังตั้งเป้าหมายไว้ว่าภายในปี 2569 รายได้รวมของบริษัทต้องแตะ 1 หมื่นล้านบาทแน่นอน

ลูกชาวสวนมะพร้าวคนนี้ “ยิ่งนานยิ่งเก๋า ยิ่งห้าวยิ่งมัน” จริง ๆ

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline

 


ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer