ร้านสตาร์บัคส์ รีเสิร์ฟ วัน แบงค็อก สาขาที่ 517 เป็นร้านกาแฟสีเขียว หรือ Greener Store ที่ใหญ่ที่สุด และเป็นร้านแฟลกชิพแห่งที่ 4 ในประเทศไทย ตอกย้ำการเดินหน้ากลยุทธ์แบรนด์สีเขียว
คุณเนตรนภา ศรีสมัย กรรมการผู้จัดการ สตาร์บัคส์ ประเทศไทย กล่าวว่า ภายในสิ้นปีนี้สตาร์บัคส์จะมีจำนวนสาขาหมดทั้งสิ้น 522 สาขา เป็น Greener Store จำนวน 4 แห่ง ซึ่งโดยปกติแล้วสตาร์บัคส์จะเปิดสาขาเฉลี่ย 30 แห่งต่อปี
การเดินหน้ากลยุทธ์ Greener Brand ยังคงทำอย่างต่อเนื่องในไทย เมื่อต้นปีที่ผ่านมา สตาร์บัคส์ได้เปิดตัว “LITTLE CHOICES. BIG CHANGES.” แคมเปญเพื่อความยั่งยืน เชิญชวนลูกค้านำแก้วส่วนตัวมาใช้ที่ร้านสตาร์บัคส์ทุกสาขาทั่วประเทศ แลกส่วนลด 10 บาท เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี ซึ่งในปีนี้มีลูกค้านำแก้วส่วนตัวมาใช้แล้วกว่า 1.6 ล้านใบ
แต่ในช่วงพีคคือก่อนช่วงโควิด-19 มีคนนำแก้วส่วนตัวมาใช้ปีละ 3 ล้านใบ รวมตั้งแต่ที่สตาร์บัคส์เปิดให้บริการในไทยมา 26 ปี มีจำนวน Person Cup แล้วกว่า 29 ล้านใบ ช่วยลดปริมาณขยะได้จำนวนมหาศาล อีกทั้งสตาร์บัคส์ได้เปลี่ยนแก้วภายในร้านให้เป็นแบบ For Here เพื่อรับประทานในร้าน ลดการใช้พลาสติกในการ take away
สำหรับ สตาร์บัคส์ รีเสิร์ฟ วัน แบงค็อก Greener Store สาขาแฟลกชิพที่ใหญ่ที่สุดในไทย บนพื้นที่ 860 ตารางเมตร จะมาพร้อมคอนเซ็ปต์ Third Place หรือบ้านหลังที่สาม ที่เปิดต้อนรับทุกคนให้สามารถมาแลกเปลี่ยนเรื่องราวและผ่อนคลายกับกลิ่นอายของวัฒนธรรมไทย ด้วยดีไซน์การออกแบบผสมผสานองค์ประกอบทางวัฒนธรรมที่แสดงถึงมรดกของความเป็นไทย เน้นย้ำความสัมพันธ์ระหว่างสตาร์บัคส์กับชุมชนท้องถิ่น และความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม
ได้รับการออกแบบตามมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัดในด้านการอนุรักษ์น้ำ ใช้นวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนมาผสมผสานในการการออกแบบ ได้แก่ จุดรีไซเคิลขยะครบวงจรแห่งแรกของประเทศไทย ระบบการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และการใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ทั้งยังเป็นสาขาแรกที่มี Condiment Bar เพื่อความยั่งยืนที่ส่งเสริมให้ลูกค้าล้างแก้วและเทเครื่องดื่มที่เหลือทิ้ง พร้อมทิ้งขยะในที่ที่เหมาะสม ทุกองค์ประกอบของร้านนี้ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถัน
ภายในร้านมีพื้นที่แสดงวัฒนธรรมกาแฟจากภาคเหนือของไทยและศิลปะท้องถิ่น การออกแบบได้รับแรงบันดาลใจจากทิวเขาที่เป็นพื้นที่เพาะปลูกกาแฟในภาคเหนือของไทย ที่อยู่ของชาวเขา กลายเป็นแนวคิดการออกแบบ ‘เรือนยอดไม้ใหญ่ หรือ Tree Top Canopy’ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติที่ใช้ในการเพาะปลูกกาแฟ
โดยที่ชั้นแรกของร้านเป็นตัวแทนของต้นกาแฟ ซึ่งอุทิศให้กับการชงและเสิร์ฟกาแฟ ส่วนชั้นบนสะท้อนถึงเรือนยอดไม้ มีพื้นที่นั่งเล่นในบรรยากาศผ่อนคลายให้กับลูกค้าเพื่อพูดคุยกันและพักผ่อน องค์ประกอบเหล่านี้ได้สร้างพื้นที่ที่ส่งเสริมความสัมพันธ์ที่มีความหมาย ท่ามกลางบรรยากาศที่ผสานชุมชนท้องถิ่นเข้ากับประสบการณ์สตาร์บัคส์ที่คุ้นเคย
นอกจากนี้ ภายในร้านยังตกแต่งด้วยงานศิลปะจากศิลปินชาวไทย เพื่อเฉลิมฉลองวัฒนธรรมกาแฟของไทย มีไฮไลท์สำคัญได้แก่ผลงานสิ่งทอบนเพดานโดย Ease Studio และภาพจิตรกรรมฝาผนังอันสวยงามในห้อง Community room โดยศิลปิน ภาวิษา มีศรีนนท์ (PABAJA) ที่เน้นย้ำถึงความหลากหลายทางชีวภาพของพื้นที่ปลูกกาแฟที่สำคัญ
รวมถึงให้บริการด้วยเครื่องชงกาแฟเอสเพรสโซ่สุดพิเศษ Starbucks OVISO ออกแบบให้ตัวเครื่องซ่อนอยู่ด้านล่าง ทำให้ลูกค้าและคอฟฟี่มาสเตอร์ได้มีปฏิสัมพันธ์กันได้สะดวกในระหว่างการชงกาแฟ การออกแบบนี้ยังช่วยยกระดับประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสของลูกค้าให้ได้มีโอกาสดื่มด่ำไปกับขั้นตอนการทำกาแฟอย่างเต็มที่ ตั้งแต่การเลือกเมล็ดกาแฟไปจนถึงการได้เห็นกระบวนการชงเครื่องดื่ม
ทั้งนี้ สตาร์บัคส์ ตั้งเป้าหมายเปิดร้าน Greener Store จำนวน 20 สาขาในประเทศไทยภายในสิ้นปี 2567 และในระดับโลกตั้งเป้าเปิด Greener Stores ให้ครบ 10,000 แห่งทั่วโลกภายในปีหน้า เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ การใช้น้ำ และขยะฝังกลบลง 50% ภายในปี 2573


