เวลานี้ไม่มีซีรีส์ไหนจะมาแรงไปกว่า The Trauma Code: Heroes on Call บน Netflix ซีรีส์ที่คุณหมอหัวร้อนที่สุด ปากแซ่บที่สุด แถมโรยตัวลงจากเฮลิคอปเตอร์ได้บ้าง ขับเครื่องบินได้นิดหน่อย หลบกระสุนหนีอาร์พีจีแบบประปราย จนผู้ชมต้องถามตัวเองว่านี่เรากำลังดูซีรีส์การแพทย์อยู่จริงหรือ

อย่างไรก็ตาม ซีรีส์แนวการแพทย์เป็นทางถนัดของเกาหลีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะหยิบแง่มุมไหนของวงการหมอมาเล่าก็ทำได้ดีเสมอมา

และซีรีส์เรื่องนี้หยิบเอาประเด็นของการแพทย์ฉุกเฉินที่จะรักษากับคนเจ็บโดยไม่สนเรื่องผลประกอบการโรงพยาบาล นั่นทำให้แผนกฉุกเฉินกลายเป็นหลุมดำที่จะโดนตัดงบตลอด เพราะทำกำไรให้โรงพยาบาลไม่ได้ ทั้งยังใช้งบเปลืองในการช่วยเหลือคนอีกต่างหาก

แต่เมื่อการมาของ “แบ็คคังฮยอก” ศัลยแพทย์หนุ่มมือฉมังที่เคยปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่สงคราม ผู้เจอบาดแผลมาทุกรูปแบบ เมื่อมารับตำแหน่งศาสตราจารย์ศัลยแพทย์ประจำโรงพยาบาลนี้ ทำให้เขาต้องเผชิญปัญหาทางโครงสร้างภายในมากมาย รวมถึงไม่ได้รับการยอมรับจากแพทย์คนอื่น ๆ เพราะจบจากมหาวิทยาลัยไม่ดัง แต่ฝีมือการผ่าตัดขั้นหัตถ์เทวดาของเขาจะพิสูจน์ทุกอย่างเอง

ซีรีส์เรื่องนี้ยังดัดแปลงมาจากนิยายเว็บตูนในชื่อ “ชั่วโมงโกงความตาย” และล่าสุดจากข้อมูลของ Flix Patrol ซึ่งเป็นเว็บไซต์จัดอันดับเนื้อหา OTT เรื่องนี้ติดอยู่ในอันดับที่ 6 หมวดหมู่ซีรีส์ที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษของรายการทีวีทั่วโลก  และติดอันดับ 1 ในเกาหลี อินโดนีเซีย และมาเลเซีย  

ชำแหละ 5 เรื่องน่ารู้ ที่แทรกอยู่ในเรื่อง The Trauma Code: Heroes on Call

1. เฮลิคอปเตอร์พยาบาลทางอากาศ

ประเด็นใหญ่ที่ซีรีส์พยายามจะพูดถึงเลยคือ การรักษาอย่างทันท่วงที ซึ่งการพยาบาลบนเฮลิคอปเตอร์เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน เพราะความเป็นความตายของคนเจ็บบางทีเฉียดฉิวไปเพียงเสี้ยววินาทีก็อาจจบเห่ได้ ดังนั้นทีมแพทย์ฉุกเฉินต้องให้ความสำคัญกับเวลา แต่การบินเฮลิคอปเตอร์มีต้นทุนสูง ทางโรงพยาบาลจึงไม่อยากให้หมอแบ็คออกไปช่วยผู้ป่วยโดยใช้เฮลิคอปเตอร์บ่อย เพราะมันทำให้โรงพยาบาลต้องแบกรับค่าใช้จ่ายสูง ส่งผลต่อกำไร

ยกตัวอย่างประเทศยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา ค่าใช้จ่ายเฮลิคอปเตอร์พยาบาลทางอากาศจะคิดค่าบริการเป็นรายชั่วโมง โดยคำนวณตามปัจจัยเหล่านี้ คือ ระยะทาง ประเภทของอุปกรณ์ทางการแพทย์เฉพาะทาง และทีมแพทย์ที่จะคอยรักษาอาการของผู้ป่วย  หากเป็นทีมแพทย์ที่มีทักษะสูงก็จะทำให้ค่าใช้จ่ายสูงตามไปด้วย

รวมถึงประเภทของเครื่องบินลำใหญ่เล็ก ชั่วโมงการทำงานของลูกเรือ และการปฏิบัติตามกฎระเบียบการบิน ข้อจำกัดการเดินทางและระเบียบข้อบังคับระหว่างประเทศที่อาจต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ล้วนเป็นหนึ่งในต้นทุนรวมของบริการรถพยาบาลทางอากาศ

โดยเฉลี่ยแล้วหนึ่งเที่ยวบินจะมีค่าใช้จ่ายอยู่ระหว่าง 12,000 ถึง 55,000 ดอลลาร์ หรือราว 4 แสน ถึง 2 ล้านบาท

เฮลิคอปเตอร์จะใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉินและในกรณีที่วิธีการขนส่งอื่น ๆ ไม่สามารถทำได้หรือช้าเกินไป

2. แผนกฉุกเฉินพลิกความตาย แต่ไม่พลิกทำกำไร

โดยพื้นฐานแล้วคนทุกคนสามารถเข้ารับการรักษาพยาบาลฟรีหากต้องการ และแผนกฉุกเฉินก็เป็นเขตที่เมื่อคนเจ็บก้าวข้ามประตูไป เขาจะไม่ยอมให้คุณเสียชีวิต  ไม่มีใครถูกปฏิเสธการรักษาที่นั่น เพราะมีกฎหมายการรักษาทางการแพทย์ฉุกเฉิน ที่กำหนดให้โรงพยาบาลที่รับประกันสุขภาพ Medicare หรือ Medicaid ต้องตรวจสอบอาการฉุกเฉินของคนเจ็บและรักษา

อย่างไรก็ตาม “ภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์” มีคำจำกัดความที่ค่อนข้างแคบ โดยรวมถึงการคลอดบุตรสำหรับสตรีและภาวะเฉียบพลันที่อาจส่งผลให้เสียชีวิต อวัยวะได้รับอันตรายร้ายแรง หรือการทำงานของร่างกายบกพร่องอย่างร้ายแรงหากไม่ได้รับการรักษาทันที อาการเหล่านี้ล้วนเข้าข่ายภาวะฉุกเฉิน

แต่ในสหรัฐฯ แผนกฉุกเฉินทำให้โรงพยาบาลเคยสูญเสียเงินค่ารักษาพยาบาลที่ยังไม่ได้ชำระกว่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์ไปในปีเดียว ราว 1 ล้านล้านบาท เพราะผู้ป่วยไม่สามารถชำระค่าใช้จ่ายในการรักษาได้

เคยมีการจัดทำประมาณการระดับประเทศเกี่ยวกับต้นทุนของโรงพยาบาลในการให้บริการดูแลฉุกเฉินและรายได้ที่เกี่ยวข้องของโรงพยาบาลเมื่อประมาณ 10 ปีก่อน  พบว่ารายได้ของโรงพยาบาลจากการดูแลฉุกเฉิน เกินต้นทุนสำหรับการดูแลไป 6.1 พันล้านดอลลาร์  สาเหตุหลักมาจากโรงพยาบาลทำกำไรจากผู้เอาประกันเอกชนได้ไม่ครอบคลุม ผู้ป่วยที่ไม่ชดใช้ค่ารักษาพยาบาล

เป็นเรื่องธรรมดาที่โรงพยาบาลจะเผชิญกับแรงกดดันทางการเงิน แต่แผนกฉุกเฉินจะมีความเสี่ยงสูงเป็นพิเศษ การดูแลฉุกเฉินมีต้นทุนสูง ยิ่งเมื่อช่วงนี้โลกเผชิญกับภัยธรรมชาติ อุบัติเหตุ หรือโรคระบาด ไม่เว้นแต่ละวัน แต่บุคลากรทางการแพทย์แผนกฉุกเฉินกลับมีน้อยเมื่อเทียบกับจำนวนผู้ป่วยที่ทะลักเข้ามา ส่งผลให้แพทย์ห้องฉุกเฉินต้องทำงานหนักขึ้น

แต่จะให้จ้างคนเพิ่มก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้นทุนของโรงพยาบาลโดยทั่วไป เกินกว่า 50% คือเงินเดือนของบุคลากร ทำให้โรงพยาบาลเองก็อิหลักอิเหลื่อกับเรื่องนี้

3. ประเด็นแพทย์เกาหลีทำงานหนักจนต้องลาออก

ในตอนต้นของซีรีส์ก็ได้หยิบประเด็นนี้ขึ้นมาพูดเช่นกัน ที่บอกว่าศาสตราจารย์ศัลยแพทย์แผนกฉุกเฉินคนก่อน ทำงานหนักมาก เขาคนเดียวต้องวิ่งดูเคสมากมาย สุดท้ายก็ต้องลาออกไป ก่อนจะจ้างหมอแบ็คมาแทน

สอดคล้องกับประเด็นใหญ่ในเกาหลีใต้เมื่อปีที่ผ่านมา ระบบการแพทย์เกาหลีใต้ ถึงจุดวิกฤต หลังการประท้วงหยุดงานของแพทย์จบใหม่หลายพันชีวิต เพื่อต่อต้านนโยบายของรัฐบาลเรื่องการปรับโควตานักเรียนแพทย์เพิ่ม 2,000 ที่นั่งเพื่อป้อนบุคลากรทางการแพทย์เข้าสู่ระบบเพิ่ม แต่กลุ่มแพทย์ที่ออกมาประท้วงเห็นต่าง พวกเขาชี้ว่าปัญหาที่แท้จริงที่รัฐบาลต้องแก้ไขคือค่าตอบแทน ภาระอันหนักอึ้ง และคุณภาพชีวิตของบุคลากรในระบบที่ถูกบั่นทอนต่างหาก ไม่ใช่อยู่ที่จำนวนแพทย์

ซึ่งการหยุดงานของแพทย์จบใหม่สร้างความเสียหายมหาศาลต่อระบบการแพทย์เกาหลีใต้  เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือด้านการผ่าตัดและบริการฉุกเฉินถึง 40% ของทั้งประเทศ

ทำให้เกาหลีใต้เกิดความโกลาหลอย่างใหญ่ มีผู้ป่วยฉุกเฉินไม่ได้รับการรักษาทันท่วงทีถึงขั้นมีผู้เสียชีวิตจากการโดนโรงพยาบาลปฏิเสธการรักษา เนื่องจากบุคลากรทางการแพทย์ไม่เพียงพอ เกิดเป็นภาพข่าวที่ผู้ปกครองต้องวิ่งหอบลูกไปทั่วเมืองเพื่อขอรับการรักษา สร้างความวิตกกังวลให้คนทั้งประเทศ

4. ชีวิตแพทย์ในพื้นที่สงคราม คือ พระเจ้าชี้เป็นชี้ตาย 

หมอแบ็คคังฮยอก ตัวเอกของเรื่อง ก็ถูกสร้างภูมิหลังเป็นหมออาสาที่ทำงานในพื้นที่สงครามมาหลากหลายแห่ง ทั้งอัฟกานิสถาน ซีเรีย ซูดาน วิ่งหลบกระสุน หนีระเบิดก็เคยทำมาหมดแล้ว  อาจจะฟังดูโอเว่อร์ แต่มีคนแบบนี้ในชีวิตจริงอยู่จริง ๆ

เคยมีศัลยแพทย์หลายท่านที่เคยไปปฏิบัติหน้าที่ใน War Zone แล้วออกมาเล่าถึงประสบการณ์การรักษาคนเจ็บ หนึ่งในท่านที่น่าสนใจ คือ ดร. เดวิด น็อตต์ ศัลยแพทย์ชาวอังกฤษที่ได้เดินทางไปยังเขตสงคราม 27 แห่งในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา เพื่อดูแลรักษาผู้คนที่อยู่แนวหน้าของสงคราม

เขาเล่าว่าในเขตสงครามหมอต้องรับมือกับบาดแผลจากกระสุนปืนเป็นหลัก แต่เวลาที่สงครามเพิ่มความรุนแรงขึ้น เปลี่ยนจากกระสุนเป็นระเบิด บาดแผลที่ต้องรักษาก็ยากขึ้น อีกทั้งคนเจ็บก็มีมากกว่ากระสุน เพราะระเบิดครั้งหนึ่งทำคนเจ็บเป็นเบือ

ในเวลานั้นเอง เขาจะต้องตัดสินใจครั้งสำคัญว่าควรรักษาใครหรือไม่รักษาใคร  เพราะในสภาพแวดล้อมที่มีเลือดอยู่อย่างจำกัด บุคลากรทางการแพทย์ก็น้อยนิด แล้วยิ่งในปัจจุบันที่โรงพยาบาลตกเป็นเป้าโจมตี  ทำให้โรงพยาบาลต้องย้ายไปอยู่ใต้ดินเพราะโรงพยาบาลทุกแห่งถูกทิ้งระเบิด ไม่ก็ยิงจรวด ทำให้สภาพแวดล้อมการผ่าตัดไม่เอื้ออำนวยเข้าไปใหญ่ การจะช่วยชีวิตคนหนึ่งต้องอาศัยทุกอย่างเท่าที่หมอคนหนึ่งจะทำได้ในเวลานั้น

ที่ซีรีส์ถ่ายทอดออกมาจึงไม่ได้เกินกว่าชีวิตจริงไปเลย

5. เกาหลีกับซูดานใต้

ในตอนท้ายของซีรีส์ที่รัฐมนตรีร้องขอให้หมอแบ็คไปช่วยทหารเกาหลีใต้คนหนึ่งที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุความไม่สงบในซูดานใต้ ทำให้หมอแบ็คและทีมต้องออกเดินทางไปผจญเขตสงคราม

รู้หรือไม่ว่า ในชีวิตจริงก็มีทหารเกาหลีใต้ไปประจำการอยู่ซูดานใต้จริง  เกาหลีใต้เริ่มส่งทหารไปซูดานใต้ตั้งแต่ปี 2013 ตามคำร้องขอของสหประชาชาติ ซึ่งสอดคล้องกับมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่มุ่งช่วยเหลือการทำงานบูรณะอย่างสันติ เพื่อให้ไปช่วยภารกิจรักษาสันติภาพของสหประชาชาติในซูดานใต้ (UNMISS)

ซึ่งคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติยังได้อนุญาตให้ UNMISS ใช้ทุกวิธีการที่จำเป็นในการปฏิบัติภารกิจของตน และได้ขยายระยะเวลาการปฏิบัติงานของ UNMISS ออกไปจนถึงเดือนเมษายน 2568 นี้