ถ้าคุณไม่ได้ผ่านโลกมาเกินกว่าครึ่งทาง หนังของลุงทำความสะอาดห้องน้ำเรื่องนี้ก็คงน่าเบื่อสุด ๆ  เพราะมันไม่มีอะไรหวือหวา เล่าเรื่องเป็นเส้นตรง เหมือน Vlog ชีวิตลุงญี่ปุ่นก็ไม่ปาน

แต่ทำไมเมื่อดูจบมันถึงทรงพลัง และติดอยู่ในใจจนน่าทึ่ง

Perfect Days คือผลงานกำกับของวิม เว็นเดิร์ส เปิดเรื่องมาที่ชายชาวญี่ปุ่นผู้มีอาชีพพนักงานทำความสะอาดห้องน้ำในกรุงโตเกียว เนื้อเรื่องก็ดำเนินไปเหมือนฉายชีวิตประจำวันของฮิรายามะ  ตื่นนอน แปรงฟัน โกนหนวด หยิบสูททำงาน  หยอดเหรียญตู้กาแฟ  ขับรถ เปิดเทปวงโปรด กลับบ้าน อาบน้ำ อ่านหนังสือ เข้านอนเพื่อตื่นขึ้นมาอีกวัน

หนังจะเล่าวนซ้ำเช่นนี้ไปทุก ๆ วัน ราวกับเรากรอเทปให้มาเริ่มต้นที่เดิมซ้ำ ๆ แต่นั่นคือในแต่ละวันที่ดำเนินไปอย่างเนิบช้า

Life goes on คงอธิบายวิธีการเดินเรื่องของ Perfect Days ได้ชัดเจนที่สุด

5 ประเด็น แฝงนัยน่าขบคิด

1. Crown shyness 

สงสัยไหมว่าทำไมในภาพยนตร์ต้องฉายภาพของร่มเงาต้นไม้พาดผ่านระหว่างกันบ่อย ๆ ตัวละครเอกก็ดูจะชอบมองร่มเงาพวกนั้นด้วย บางครั้งก็หยิบกล้องขึ้นมาบันทึกภาพไว้ แท้จริงมันมีนัยสำคัญที่แฝงอยู่

ช่องว่างระหว่างใบไม้ของแต่ละต้นที่มีแสงแดดลอดผ่านได้ เรียกว่าปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ  Physical distancing หรือ ระยะห่างทางกายภาพ

การรักษาระยะห่างที่ว่านี้ เป็นการที่เรือนยอดของพืชจะเว้นระยะห่างจากกัน เกิดจากการทำงานของเซลล์รับแสงของพืช ที่พยายามหลบเลี่ยงส่วนที่เป็นร่มเงาของต้นอื่น เพื่อให้ตัวเองได้รับแสงมากขึ้น หรืออาจเกิดจากพืชสร้างสารบางอย่างที่มีฤทธิ์ต้านการเจริญเติบโตของต้นพืชอื่น ๆ จนเกิดเป็นเส้นสายสวยงาม เรียกว่า “Crown shyness” หรือภาษาไทยเรียกว่า “ปรากฏการณ์ยอดไม้เขินอาย”

ที่ต้องมีระยะห่างก็เพื่อลดการบาดเจ็บจากการเสียดสีกันของแต่ละต้นเมื่อมีลมฝนพัดมา และเปิดช่องว่างให้ต้นไม้ที่งอกใหม่ได้รับแสงอาทิตย์ด้วย

สิ่งนี้น่าจะเป็นเมนพอยต์ของภาพยนตร์เรื่องนี้เลยก็ว่าได้ เพราะการใช้ชีวิตของตัวเอกแบบซ้ำเดิม แสนเนิบช้า แต่เปี่ยมสุขทุกวันในโลกของตัวเอง แม้ตัวเขาจะอยู่ใจกลางเมืองโตเกียวที่มีผู้คนพลุกพล่านนับล้านก็ตาม

เหมือนเป็นการบอกว่า เขากำลังรักษาระยะห่างระหว่างตัวเองกับสังคมไว้ ถึงโลกจะหวือหวาผันเปลี่ยนไปเท่าใด แต่เขายังหาความสุขได้ที่มุมเดิม ๆ เพียงได้ปลูกต้นไม้ นั่งมองท้องฟ้า ดื่มนมกัดขนมปัง ฟังบทเพลงขันขาน เพียงเท่านี้ก็มีความสุข

ที่ต้องรักษาระยะห่างก็เพราะ เมื่อใดที่เรารู้ไม่เท่าทันว่า ตัวเรากำลังหลุดเข้าไปในโลกของใคร เราจะสูญเสียความเป็นตัวเอง แล้วไปวิ่งตามบรรทัดฐานของโลกนั้น

จงรักษาระยะห่างกับทุกความสัมพันธ์ เพื่อรักษาตัวเรา

2. เทคนิคการถ่าย

เรื่องนี้ใช้อัตราส่วนภาพแบบ 4:3 เพราะกรอบของสถานที่ถ่ายทำ เช่น ห้องน้ำ ห้องนอน ค่อนข้างแคบ ถ้าถ่ายด้วย Cinemascope จะไม่เห็นพื้น

สังเกตว่าหนังแทบจะใช้แสงธรรมชาติ ณ ขณะนั้น เพราะถ่ายทำโดยใช้ระบบดิจิทัล ทำให้ถ่ายโดยใช้แสงที่มีอยู่ได้  แต่ทีมงานก็ทำการบ้านในการเคลื่อนตัวของแสงออกมาได้ดี และอีกสิ่งที่ให้ความรู้สึกเหมือนดูสารคดีชีวิตอยู่คือการที่ผู้กำกับจงใจวางกล้องบนไหล่ของผู้กำกับภาพ ไม่ได้อยู่บนขาตั้งกล้องหรือราง ทำให้ภาพไม่นิ่ง

ภาพยนตร์เรื่องนี้มักจะบอกเล่าสิ่งที่อยู่ตรงกลางวิสัยทัศน์ของภาพ แต่ตัวฮิรายามะเป็นคนที่มองเห็นอะไรได้มากกว่าคนอื่น ๆ เพราะใส่ใจกับสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ รอบตัว ทำให้ในเฟรมจะมีบางตัวละครที่คนทั่วไปไม่ได้ให้ความสำคัญโผล่เข้ามา เช่น ชายไร้บ้านที่อาศัยอยู่ข้างห้องน้ำ

ตัวนักแสดงจะต้องซ้อมก่อนทุกช็อต แต่หลังจากที่นักแสดงเริ่มเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับตัวละคร ผู้กำกับก็บันทึกเทปขณะซ้อมไว้ด้วย และเทปซ้อมกลับสามารถนำมาใช้ได้เลย ทำให้ใช้เวลาถ่ายทำไปเพียง 16 วันเท่านั้น

3. เงา 

ในช่วงท้ายที่ฮิรายามะได้พูดคุยกับอดีตคนรักของมาม่าซังซึ่งป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย เขาได้เอ่ยถามกับลุงฮิรายามะว่า “เงาเมื่อซ้อนทับกันสีจะมืดขึ้นรึเปล่า?” เป็นคำถามที่ฮิรายามะเองก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะไม่เคยสงสัยเรื่องนี้เลย

เขาจึงจูงแขนอดีตคนรักของมาม่าซังไปยืนใต้เสาไฟ เพื่อหาคำตอบไปพร้อมกันว่าเงาเมื่อมันซ้อนทับกันสีจะเข้มขึ้นไหม และนั่นเป็นครั้งแรกของชายที่ใช้ชีวิตมาหลายสิบปีบนโลกนี้ ที่เพิ่งรู้ว่าต่อให้ซ้อนทับกันเงาก็ไม่ได้เข้มขึ้น

การทำอย่างนี้เพื่อสื่อเป็นนัยว่า ชีวิตคนเราน่ะ มีหลายอย่างที่ยังไม่เข้าใจ แต่ก็จากไป โดยที่ยังไม่ทันได้รู้อะไรเลย

4. เพลงประกอบภาพยนตร์

เพลงเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการเล่าเรื่อง และเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกใส่ลงในบทตั้งแต่เริ่มเขียนบท เป็นเพลงยุค 70 ที่ตรงกับช่วงวัยหนุ่มของฮิรายามะ

แต่หนึ่งในเพลงที่สรุปจบบทหนังเรื่องนี้ได้ดีที่สุดคงจะเป็น “Feeling Good” ของ Nina Simone เนื้อเพลงสะท้อนปรัชญา วิถีชีวิตของตัวละคร ปิดฉากภาพยนตร์เหมือนขมวดปมทุกอย่างจบในคราเดียว ใบหน้าของฮิรายามะที่กำลังหัวเราะแต่แล้วก็ร่ำไห้ในเวลาเดียวกัน คือบทสรุปของหนังเรื่องนี้ที่ฉายพร้อมกับเสียงเพลงคลอ

“And this old world is a new world and a bold world for me…

And I’m feeling good”

โลกใบเก่านี้ ได้กลายเป็นโลกใบใหม่ และเป็นโลกที่ชัดเจนที่สุดสำหรับฉัน และแน่นอนมันรู้สึกดีมากเลยล่ะ

 

5. ปรัชญา Komorebi

Komorebi (木漏れ日) คำญี่ปุ่นที่สะท้อนวิถีชีวิตอันแสนละเมียดละไม 

คำแรก 木 แปลว่า “ต้นไม้” คำที่สอง 漏れ แปลว่า “รั่วซึม” และ 日 แปลว่า “ดวงอาทิตย์” แปลความได้ว่า “แสงแดดอันส่องผ่านต้นไม้”

เพื่อบรรยายถึงความงดงามของแสงเวลาสาดส่องผ่านใบไม้เหนือศีรษะ และทอดเงานั้นลงบนพื้นโลก   เราควรจะหาเวลาหยุดพัก ลองเงยหน้ามองต้นไม้ใบหญ้าสักครู่ เพื่อหยุดชื่นชมกับความมหัศจรรย์ของธรรมชาติรอบตัวดูบ้าง

การที่ตัวละครมักจะหยุดนิ่งเพื่อชื่นชมความงามของ Komorebi ยังสะท้อนถึงการใช้ชีวิตเรียบง่าย ไม่รีบเร่ง ดื่มด่ำกับทุกช่วงเวลาของทุกขณะจิต  ซึมซับความเงียบสงบอันเป็นความสุขโดยพื้นฐาน

อย่าปล่อยความคิดไปวิตกกับวันข้างหน้า “วันนี้ คือ วันนี้” มีความสุขกับสิ่งตรงหน้าก็พอ

ตอนนี้คุณอาจจะกำลังจิบกาแฟยามเช้า ทานอาหารเมนูเดิม เปิดฟังดนตรี อ่านหนังสือ มองท้องนภา หมู่มวลวิหคโบยบิน หรือกำลังอ่านบทความนี้อยู่ ขอให้เป็นวันที่เพอร์เฟคสำหรับคุณ

จงตามหา Perfect Days ไม่ใช่ Perfect Life แล้วคุณจะพบว่าวันที่มีค่า คือ วันนี้


ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer