Lighting up the Stars ข้อคิดจากหนังจีนครอบครัวไม่ครบ แต่ดูจบอบอุ่นหัวใจ
Life / จีนเป็นอีกประเทศที่อุตสาหกรรมคอนเทนต์มีขนาดใหญ่ และทำเงินสะพัดมหาศาลในแต่ละปี นี่ทำให้วิดีโอสตรีมมิ่งทุกค่ายต่างก็ต้องหาหนังและซีรีส์มาเสิร์ฟ เอาใจคอคอนเทนต์จีน ซึ่งก็มีตั้งแต่กลุ่มซีรีส์แนวยุทธภพกำลังภายใน เรื่องราวย้อนยุค ไปจนถึงหนังรัก ครอบครัว หรือสะท้อนปัญหาสังคมต่าง ๆ
Lighting up the Stars เป็นหนังในกลุ่มหลัง โดยเล่าถึง โหมว ซานเม่ย หนุ่มอดีตนักโทษวัย 30 ปลาย ๆ และลูกชายคนเล็กของตระกูลทำธุรกิจแต่งศพและจัดการงานศพ ที่ต้องรับช่วงต่อจากพ่อแบบไม่เต็มใจ
ซ้ำร้ายเขาและเพื่อนต้องมารับเลี้ยงเด็กหญิงจอมซนที่ไปเจอตอนไปรับศพคุณยายอีกด้วย โดยตลอดที่เรื่องราวดำเนินไป คนดูจะได้ลุ้นว่า โหมว ซานเม่ย จะพาธุรกิจครอบครัวไปรอดได้หรือไม่ และจะปราบพยศเด็กจอมซนอย่างไร นอกจากนี้ ยังต้องช่วยจัดการปัญหาให้คนรักเก่าที่ทิ้งไป และเยียวยาความสัมพันธ์กับพ่อที่ไม่ค่อยจะลงรอยกัน
ทว่าจากการแสดงบทเด็กซนได้อย่างน่าตีแต่ก็น่าสงสารของ หยาง เอิงหยู การรับบทหนุ่มหัวร้อนแต่พึ่งพาได้ของ จู ยี่หลง และนักแสดงสมทบแต่ละคนที่เข้าถึงบทบาท ท่ามกลางประเด็นครอบครัว
และเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของธุรกิจรับจบเรื่องศพ ที่แทรกอยู่ ทำให้ไม่ว่าใครที่ได้ดูหนังครอบครัวไม่ครบเรื่องนี้ต่างก็ต้องรู้สึกอบอุ่นหัวใจ จนหนังยาวเกือบ 2 ชั่วโมงเรื่องนี้จบไปแบบไม่รู้ตัว
นี่จึงทำให้ช่วงเข้าฉายหนังทำเงินไปถล่มทลายถึง 1,712 ล้านหยวน (ราว 7,900 ล้านบาท) ครองตำแหน่งหนังทำเงินอันดับ 4 ของจีนในปี 2022 โดยสำหรับในไทยดูได้ทาง Netflix ซึ่งหากใครที่ยังไม่ได้ดูก็น่าลองเปิดใจ
เพราะนอกจากการหัวเราะทั้งน้ำตา อมยิ้มไปกับการปะทะกันระหว่างเด็กซนที่คิดว่าตัวเองเป็นเทพนาจา กับหนุ่มหัวร้อนที่เพื่อนเปรียบเป็นหงอคง และความอบอุ่นหัวใจแล้ว เมื่อดูจบยังมี 4 ข้อคิดดี ๆ ที่จะได้หลังดูจบอีกด้วย

อดีตคือวันวาน ปัจจุบันสำคัญกว่า: ข้อคิดแรกสุดจากหนังเรื่องนี้คือ การอยู่กับปัจจุบัน โดยสะท้อนออกมาตั้งแต่ฉากแรกที่หนูน้อยผู้รับบท หวู เซ่าเหวิน ต้องไล่ตามศพยายที่เพิ่งตายไปจนได้มาอยู่กับ โหมว ซานเม่ย
ขณะที่ฝ่ายหลังก็กำลังพยายามสานต่อธุรกิจครอบครัว เพราะมีตัวเลือกไม่มากหลังพ้นโทษออกมา โดยแม้ช่วงแรกต่างฝ่ายต่างก็ยังรับไม่ได้กับโชคร้ายชีวิต แต่พอตั้งสติได้ นอกจากชีวิตก็ดีขึ้นตามลำดับ ยังผูกพันกันจนเป็นครอบครัวเล็ก ๆ อีกด้วย
หาจุดคลิกเพื่อพลิกวิกฤต: ข้อคิดถัดมาจาก Lighting up the Stars คือ การพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสและต่อยอดจากสิ่งที่มีอยู่เพื่อสร้างความแตกต่าง โดยฉากที่แสดงสะท้อนข้อคิดนี้คือ ฉากที่ โหมว ซานเม่ย จำเป็นต้องนำที่เก็บอัฐิเด็กเปื้อนรอยละเลงดินสอสีจากฝีมือหนูน้อย หวู เซ่าเหวิน ให้พ่อแม่เด็กไป
แต่นอกจากไม่ถือสาแล้ว พ่อแม่เด็กยังชอบและเห็นใจ โดยเมื่อเห็นอย่างนี้ โหมว ซานเม่ย จึงกลับมาละเลงรถให้สดใสและสะดุดตาบ้าง ซึ่งก็เป็นผลดี เพราะทำให้พวกเขาเริ่มมีงานเพิ่มขึ้น และหวู เซ่าเหวิน ก็ช่วยงานอย่างแข็งขัน จนผูกพันกัน
ชีวิตไม่ตันถ้าไม่ถอดใจ: ข้อคิดอีกข้อจากหนังจีนที่ทั้งทำเงินและคว้ารางวัลเรื่องนี้คือ การไม่ถอดใจ โดยแสดงให้เห็นในฉากเรียกน้ำตาที่พ่อของโหมว ซานเม่ย เล่าย้อนถึงการยังเดินหน้าทำธุรกิจต่อทั้งที่เสียลูกชายคนโตไป
ฉากดังกล่าว นอกจากเป็นการเยียวยาความสัมพันธ์ของพ่อลูกคู่นี้ช่วงบั้นปลายชีวิตของฝ่ายพ่อแล้ว ยังช่วยปลุกแรงใจและเรียกสติให้ โหมว ซานเม่ย กลับมาลุยงานได้อีกด้วย
ดูแลคนในระยะอ้อมแขนให้ดี: ข้อคิดสุดท้ายจากหนัง Lighting up the Stars คือการดูแลคนใกล้ตัวให้ดี ซึ่งทยอยสะท้อนให้เห็นผ่านการดูแลและเติมเต็มให้กันของ โหมว ซานเม่ยกับหวู เซ่าเหวิน
แม้ไม่ได้เป็นญาติกันทางสายเลือด รู้จักกันโดยบังเอิญแถมช่วงแรก ๆ ยังกระทบกระทั่งกันตลอด แต่เมื่อผูกพันกันทั้งคู่ต่างก็ดูแลกัน และทำเรื่องดี ๆ ให้กัน โดย หวู เซ่าเหวิน ช่วยให้ โหมว ซานเม่ย ได้ปรับความเข้าใจกับพ่อ
ส่วน โหมว ซานเม่ย ก็ไปพาเสียงของยายกลับมา ผ่านความช่วยเหลือของลูกค้าคนสำคัญที่เป็นเซียนเทค เพื่อให้ หวู เซ่าเหวิน ได้เปิดฟังทุกครั้งเมื่อคิดถึง และความผูกพันยังทำให้ทั้งคู่รักกันมากกว่าเดิม พร้อมพาจิ๊กซอว์ที่หายไปมาให้จนครอบครัวครบสมบูรณ์ในตอนท้ายอีกด้วย
–
อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้
Website : Marketeeronline.co /
